INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน (4)

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน (4)

การปฏิรูปของหวางอานสือในราชวงศ์ซ่ง(宋)

ความนำ

การปฏิรูปของหวางอานสือ(王安石) เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋 ) นับเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญ มีการเปลี่ยนสภาพของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศขนานใหญ่ ซึ่งมีส่วนทำให้ราชวงศ์ซ่งเสื่อมถอย จนต้องเสียดินแดนทางตอนเหนือให้แก่อาณาจักรจิน(金) และต้องย้ายมาทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี เป็นราชวงศ์ซ่งใต้(南宋) ในอีกสี่สิบกว่าปีต่อมา ราชวงศ์ซ่งใต้(南宋) ก็ถึงกาลล่มสลาย จากการรุกรานของชนเผ่ามองโกล เมื่อโค่นล้มราชวงศ์ซ่งใต้(南宋)สำเร็จชนเผ่ามองโกล ได้สถาปนาราชวงศ์เหวียน(元) ขึ้นปกครองประเทศในปี ค.ศ.1272 นับเป็นครั้งแรกที่ชนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่ชาวฮั่น (汉族) สามารถยึดครองดินแดนประเทศจีนได้ทั้งหมด

การปฏิรูปของหวางอานสือเกิดขึ้นหลังการปฏิรูปของหวางหม่างเป็นเวลากว่าพันปี มีจุดที่คล้ายคลึงกันคือ มีเจตนารมณ์ที่ดี ต้องการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมมานาน แต่ไม่สำเร็จ และส่งผลในทางตรงกันข้าม ทำมห้สภาพบ้านเมือง และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแย่ลงกว่าเดิม

หวางอานสือไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่การปฏิรูปของเขาได้รับสนับสนุนจากกษัตริย์อย่างเต็มที่ แม้จะมีผู้ต่อต้านจำนวนมาก แต่การปฏิรูปของเขาก็ยังนำไปสู่การปฏิบัติได้เป็นเวลานาน เช่นเดียวกันกับหวางหม่าง ก่อนการปฏิรูป หวางอานสือเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนฝากความหวังการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไว้กับเขาจำนวนมาก แต่หวางงอานสือกับหวางหม่างมีข้อแตกต่างกัน คือ หวางอานสือเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต จริงจัง ไม่เสแสร้ง และไม่สร้างสมชื่อเสียงให้แก่ตนเองเหมือนกับหวางหม่าง

ความล้มเหลวของหวางอานสือ แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีนโยบายการปฏิรูปที่มุ่งแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้บ้านเมืองมีการพัฒนาในทางดีขึ้น แต่ถ้าไม่คำนึงความเป็นจริงและข้อจำกัดที่มีอยู่ ใช้คนผิด ใช้วิธีการที่รุนแรงและเร่งรีบ แม้จะมีเจตนารมณ์ดี มีนโยบายชัดเจน แต่ในการปฏิบัติ มีจุดรั่วไหลในการดำเนินงานมาก และผู้ช่วยทำการปฏิรูปมีการทุจริตคอรัปชั่นมาก การปฏิรูปก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และทำให้บ้านเมืองเสียหายได้มาก

ในตอนท้ายของบทความนี้ จะสรุปถึงสาเหตุที่การปฏิรูปครั้งนี้ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว

สภาพบ้านเมืองก่อนการปฏิรูป

ก่อนการปฏิรูปของหวางอานสือ ราชวงศ์ซ่ง ครองประเทศมากว่าร้อยปีแล้ว ซ่งเป็นราชวงศ์ที่มีแสนยานุภาพทางทหารอ่อนแอ ถูกรุกรานโดยชนเผ่าทางเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนืออยู่เสมอ ต้องขอเจรจาสงบศึก แต่ละปีต้องส่งบรรณาการให้แก่ชนเผ่าเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ราชวงศ์มีข้าราชการพลเรือนและทหารจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและองครักษ์ที่ทำงานในเมืองหลวง ทหารที่ออกไปป้องกันประเทศตามชายแดนมีน้อย และไม่เข้มแข็ง

เจ้าควางอิ้น(宋太祖 赵匡胤) ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ซ่ง เดิมเป็นนายทหารของรัฐโจว(周) แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชาให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เมื่อเขาได้เป็นกษัตริย์แล้ว จึงมีความคิดว่า ไม่ควรให้นายทหารคุมกำลังพลมากเกินไป เพราะอาจชึ้นมาก่อการกบฏได้ นอกจากนั้น จากประสบการณ์ของราชวงศ์ถัง(唐)ที่แคว้นหัวเมืองมีกองกำลังของตนเอง แต่ในเมืองหลวงมีทหารองครักษ์น้อย เมื่อผู้ครองหัวเมืองก่อการกบฏ จึงยึดเมืองหลวงได้ง่าย เจ้ากวางเอิ้นจึงมีนโยบายลดกำลังทหารของผู้ปกครองแคว้นตามห้วเมือง และเพิ่มทหารองครักษ์ในการคุ้มครองเมืองหลวง ทั้งยังให้ความสำคัญกับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนจึงมีมาก และใกล้ชิดกษัตริย์กว่าข้าราชการทหาร มีการเปลี่ยนนายทหารผู้คุมกำลังบ่อยๆ เวลาที่มีศึกสงคราม กษัตริย์จะส่งข้าราชการพลเรือนไปคานอำนาจทหาร ทำให้การบัญชาการรบไม่เป็นเอกภาพ

เนื่องจากมีข้าราชการมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง รัฐต้องหารายได้เพิ่มจึงมีการเก็บภาษี และปรับเพิ่มอัตราภาษีอากรอยู่เนืองๆ

ในภาคประชาขน ก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ มาก คนรวยและขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ แต่คนจนไม่มีที่ทำกิน ต้องเช่าที่ดินทำกินโดยจ่ายค่าเช่าสูง ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ รัฐไม่ห้ามขุนนางข้าราชการทำการค้าหรือเป็นเจ้าของที่ดิน จึงมีขุนนางและข้าราชการจำนวนมากที่มีฐานะมั่งคั่ง และครอบครองที่คินผืนใหญ่ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆจึงมีมาก ขุนนางข้าราชการและผู้มีฐานะดีมีความเป็นอยู่ฟุ่มเฟือย ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ มีชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น

ในอีกด้านหนึ่ง ราชวงศ์ซ่งเป็นสมัยที่วัฒนธรรมจีนเจริญรุ่งเรือง มีการประดิษฐ์สิ่งของใหม่ต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก หัตถกรรม ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนการค้าขายเฟื่องฟู จิตรกรรมและวรรณคดี ในสมัยราชวงศ์ซ่งมีความโดดเด่น บทกวี เรียงความและภาพเขียนที่มีคุณภาพดีของจีนจำนวนมาก เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง

กล่าวโดยสรุป ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของราชวงศ์ซ่งในสมัยก่อนการปฏิรูป คือ กำลังทหารอ่อนแอ รัฐมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูข้าราชการสูง ต้องขูดรีดภาษีจากประชาชน การทุจริตคอรัปชั่นสูง ความเหลื่อมล้ำการกระจายรายได้และทรัพย์สินระหว่างประชาชน มีมาก ขุนนาง ข้าราชการ และพ่อค้าที่มีฐานะดีใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่ประชาชนจำนวนมากมีความเป็นอยู่ยากแค้น ราชวงศ์ซ่งไม่มีขุนนางพลเรือนหรือทหารก่อการกบฏ แต่มีเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มประชาชนต่างๆเป็นครั้งคราว

ในปีค.ศ. 1043 ก่อนการปฏิรูปของหวางอานสือ 26 ปี มีการปฏิรูปที่มุ่งเพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ปรับปรุงระบบราชการ และกำลังพล นำโดยฟ่านจ้งเอียน(范仲淹) อัครเสนาบดีในเวลานั้น แต่การปฏิรูปนี้ ดำเนินการได้เพียงปีเศษ ก็ต้องยุติลง ฟ่านจ้งเอียนลาออกจากตำแหน่งอัครเสนาบดี ไปเป็นข้าราชการท้องถิ่นที่มีตำแหน่งเล็กลง การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้รับการต่อต้านของขุนนาง ข้าราชการและพ่อค้าที่ต้องเสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะในเรื่องการลดจำนวนข้าราชการ และยกเลิกการแต่งตั้งข้าราชการจากลูกหลานของขุนนางและข้าราชการ โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก รวมทั้งปรับปรุงวิธีการตรวจสอบพฤติกรรมของข้าราชการที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น

แม้ขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคน มองเห็นปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมที่มีความหนักหน่วงขึ้นทุกวัน และเห็นด้วยกับการปฏิรูปของฟ่านจ้งเอียน แต่เมื่อกษัตริย์ซ่งเหรินจง(宋仁宗) เห็นว่ามีผู้ต่อต้านการปฏิรูปจำนวนมาก ก็สั่งยกเลิกนโยบายการปฏิรูปในครั้งนั้นทั้งหมด

ชีวิตของหวางอานสือ

หวางอานสือเกิดในครอบครัวข้าราชการ บิดาของเขาเคยเป็นนายอำเภอ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ตั้งไจทำงานให้แก่ท้องถิ่น ตัดสินคดีความต่างๆด้วยความยุติธรรม หวางอานสือต้องติดตามพ่อของเขาไปในที่ต่างๆ แต่ก็มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนจนมีความรู้ เขาอ่านหนังสือมาก จึงรอบรู้ในเรื่องต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ วรรณคดี และศาสนา แต่งเรียงความและคำกลอนได้ดีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อเขาเติบโตขึ้น ได้เขียนเรียงความและคำกลอนที่มีคุณภาพโดดเด่นหลายชิ้น เป็นหนึ่งในแปดคนที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์ทางด้านวรรณคดีในราชวงศ์ถังและซ่ง(唐宋八大家)

ในด้านความประพฤติ อุปนิสัย เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นคนที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และมุ่งทำงานเพื่อบ้านเมือง ขุนนางข้าราชการจำนวนมากในราชวงศ์ซ่มีชีวิตที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย เล่นพรรคเล่นพวก ประจบประแจงผู้ที่มีตำแหน่งสูง เพื่อไต่เต้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่หวางอานสือเป็นคนที่แตกต่างกับผู้อื่นมาก คือ ขยันทำงาน ไม่สนใจเรื่องการแต่งตัว ไม่สนใจในคำติชมของคนอื่นที่มีต่อตัวเขา ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่หาชื่อเสียงให้ตนเอง ในขณะเดียวกัน หวางอานสือก็เป็นคนที่ไม่สะทกสะท้านต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น แม้การปฏิรูปของเขาจะถูกต่อต้านจากคนจำนวนมาก แต่การปฎิรูปก็ดำเนินต่อไปโดยได้รับการสนับสนุนของกษัตริย์ คำพูดของเขาที่กล่าวขานกันมาก คือ ไม่ต้องเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ ไม่ต้องเลียนแบบสมัยโบราณ และไม่ต้องใส่ใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น (天变不足畏 祖宗不足法 人言不足恤)

การปฏิรูปของหวางอานสือ ถูกต่อต้านจากขุนนาง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก เขาก็สั่งโยกย้ายผู้ต่อต้านออกไปเป็นข้าราชการท้องถิ่น แต่ไม่ได้ลงโทษรุนแรงเหมือนซางเอียงแห่งรัฐฉินในสมัยเลียดก๊ก ที่ลงโทษผู้ขัอขืนคำสั่งด้วยการฆ่า หรือเนรเทศไปอยู่ถิ่นทุรกันดาร

แม้การปฏิรูปของหวางอานสือจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ผู้ที่ชื่นชมเขา ยังเห็นว่า เขารู้เรื่องเศรษฐกิจดี และมีประสิทธิภาพในการการทำงานสูง การปฏิรูปที่ไม่ประสบผลสำเร็จนั้น เกิดจากการต่อต้านของผู้ที่เสียผลประโยชน์ ไม่ใช่จากการมีนโยบายการปฏิรูปที่ไม่ดี แต่หลังการปฏิรูป โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ก็มีผู้กล่าวโทษและด่าทอเขาเป็นจำนวนมาก

เมื่อหวางอานสือมีอายุ 22 ปี ก็สอบเข้ารับราชการได้ ตอนแรกได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการในส่วนกลาง แต่เขาไม่อยากทำงานในเมืองหลวงดังที่ข้าราชการทุกคนปรารถนา เขาขอทำงานเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อทำงานให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานแรกของการเป็นข้าราชการท้องถิ่นของเขา คือ เป็นนายอำเภอหยิน(鄞县) ในมณฑลเจ้อเจียง(เมืองหนิงโป(宁波)ในปัจจุบัน) ขณะนั้น อำเภอหยินประสบภัยแล้ง การเพาะปลูกไม่ได้ผล ประชาชนอดอยากขาดแคลน มีชีวิตความเป็นอยู่ยากแค้น นายอำเภอก่อนหน้านั้น ไม่ได้สร้างระบบชลประทานใดๆเลย ถึงแม้เมืองหยินมีที่ดิน และภูมิอากาศ เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่เมื่อเกิดภัยแล้ง ก็ไม่มีน้ำสำหรับเพาะปลูกพืชพันธ์ธัญญาหาร

เมื่อมาเป็นนายอำเภอหยิน หวางอานสือนำข้าวที่อยู่ในยุ้งฉางของราชการ ออกแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน แล้วรณรงค์ให้มีการขุดลอกคูคลอง สร้างระบบชลประทาน โดยตัวเขาได้ร่วมทำงานกับประชาชน

ในเวลานั้น ชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ยากจน ต้องกู้เงินเสียดอกเบี้ยสูง จากนายทุนและพ่อค้ามาใช้จ่ายก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อขายพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงจ่ายเงินคืนแก่เจ้าหนี้ ถ้าไม่มีเงินใชัหนี้ ก็ต้องถูกยึดที่ดินทำกิน หวางอานสือจึงได้เริ่มโครงการปล่อยเงินกู้ให้แก่ประชาชนโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้เงินจากนายทุน เพื่อลดภาระการใช้คืนเงินกู้

ผลงานของหวางอานสือที่อำเภอหยินประสบผลสำเร็จ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นมาก เมื่อเป็นนายอำเภอหยินครบเทอม ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ประชาชนชาวอำเภอหยิน ได้สร้างศาลาที่มีรูปปั้นของหวาง อานสือ เพื่อกราบไหว้บูชาระลึกถึงคุณงามความดีเขา

หวางอานสือทำงานในท้องถิ่นอีกสิบกว่าปี ในระหว่างนั้น เขาปฎิเสธโอกาสที่จะรับตำแหน่งใหญ่กว่าที่เมืองหลวงตลอดเวลา

ในปีค.ศ.1068 ซ่งเสินจง(宋神宗) ซึ่งมีอายุ 20 ปี ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาปรารถนาจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภาพเศรษฐกิจสังคมซึ่งตกต่ำเลวร้ายมากในขณะนั้น จึงปรึกษากับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่าควรทำอย่างไร แต่ไม่มีผู้ใดเสนอแนะนโยบายที่ชัดเจนได้ นอกจากแนะนำว่า ถ้าจะให้บ้านเมืองเจริญ มีความสงบสุข กษัตริย์ต้องเป็นคนมีคุณธรรม ไม่ขูดรีดภาษีจากประชาชน

กษัตริย์ซ่งเสินจงรู้สึกผิดหวังมาก จึงมองหาข้าราชการในท้องที่ต่างๆทั่วประเทศ ในเวลานั้น ชื่อของหวางอานสือเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก นอกจากมีผลงานที่ดีในการเป็นข้าราชการท้องถิ่นแล้ว ยังมีชื่อเสียงในเรื่องความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านความรู้ความคิดในทางการเมืองการปกครอง และความโดดเด่นในด้านวรรณกรรม

หลังจากขึ้นครองราชย์ได้หนึ่งปี กษัตริย์ซ่งเสินจงก็สั่งให้หวางอานสือเข้าพบ และพูดคุยนโยบายการปกครองประเทศ พบว่า เขามีนโยบายการปฏิรูปที่น่าสนใจ เพียงแต่รุนแรงไปหน่อย และอาจขัดผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก แต่ด้วยความปรารถนาแรงกล้าในการเปลี่ยนแปลงประเทศและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่หมักหมมมานาน ซ่งเสินจงจึงแต่งตั้งหวางอานสือเป็นรองอัครเสนาบดี รับผิดชอบนโยบายปฏิรูปประเทศ และในปีต่อมาก็แต่งตั้งเขาเป็นอัครเสนาบดี นโยบายปฏิรูปประเทศ จึงเริ่มดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อนโยบายการปฏิรูปดำเนินการได้เพียงห้าปี ในปีค.ศ.1075 พื้นที่ต่างๆในประเทศจีนเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก มีภาพเขียนที่ผู้เขียนตั้งชื่อว่า“รูปภาพคนเร่ร่อน” (流民图) แสดงถึงความทุกข์ยากของประชาชนจำนวนมากที่ต้องอพยพไปต่างถิ่น เพื่อหาข้าวกิน แต่ในที่สุดคนส่วนใหญ่ก็ต้องอดตาย ขุนนางที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปของหวางอันสือ จึงถือโอกาสกราบทูลกษัตริย์ว่า ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่นี้เป็นการลงโทษของฟ้าดินที่ไม่อยากเห็นการปฏิรูปที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ควรยุติการปฏิรูปโดยทันที มิฉะนั้น ประเทศจะเสียหายมากกว่านี้ นอกจากเหล่าขุนนางข้าราชการแล้ว เกาไท่โฮ่ว(高太后) แม่ของกษัตริย์ก็เห็นว่าควรยกเลิกการปฏิรูป และปลดหวางอานสือออกจากตำแหน่ง

ในปี ค.ศ.1076 หวางอานสือถูกปลดจากอัครเสนาบดี ออกไปเป็นข้าราชการท้องถิ่น แต่นโยบายการปฏิรูปยังคงดำเนินต่อไป ไม่ได้ถูกยกเลิก โดยมีผู้ช่วยของหวางอานสือที่ไม่ได้ถูกปลดออก ดำเนินการต่อ โดยการสนับสนุนของกษัตริย์ซ่งเสินจง

ต่อมาไม่นาน หวางอานสือได้รับการแต่งตั้งกลับมาเป็นอัครเสนาบดีอีกครั้ง แต่การวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป มีมากขึ้น หลังจากลูกชายหวางอานสือคนหนึ่งเสียชีวิตลง เขารู้สึกเสียใจมาก ขอลาออกจากตำแหน่งหลายครั้ง ในที่สุด ก็ไดรับการอนุมัติ

นโยบายการปฏิรูปของหวางอานสือ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา16 ปี โดยในเวลาส่วนใหญ่ มีลูกน้องเขาเป็นผู้ดำเนินงาน จากการสนับสนุนของกษัตริย์ แต่ผู้ช่วยงานเขาหลายคนเป็นคนไม่ดี และมีการแย่งชิงอำนาจกันเอง ในปีค.ศ.1085 เมื่อกษัตริย์ซ่งเสินจงเสียชีวิต การปฏิรูปก็ได้สิ้นสุดลง นโยบายต่างๆถูกยกเลิก และในปีต่อมา ค.ศ. 1086 หวางงอานสือก็เสียชีวิต

หวางอานสือเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ความเห็นที่มีต่อตัวเขามีความแตกต่างกันมาก คนที่ไม่ชอบกล่าวหาว่า การปฏิรูปของเขาสร้างหายนะแก่ประเทศ และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน(祸国殃民) ทำให้ราชวงศ์ซ่งเสื่อมถอยลงไปมาก จนต้องสูญเสียแผ่นดินทางเหนือของประเทศให้แก่อาณาจักรจิน(金)และต้องเสียแผ่นดินทั้งหมดให้ชนเผ่ามองโกลในเวลาอีกกว่าร้อยปีต่อมา และยังวิพากษวิจารณ์เรื่องความไม่สนใจในรูปลักษณ์ และการไม่ใส่ใจต่อกิจวัตรประจำวันของเขา ตำหนิเขาว่าเป็นคนที่ไม่มี“สมบัติผู้ดี”

ความเห็นที่มีต่อหวางอานสือ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตั้งแต่ช่วงหลังการปฏิรูปในราชวงศ์ซ่งใต้(南宋) จนถึงราชวงศ์ชิง คนที่คิดว่าเขาเป็นคนไม่ดี มีมากกว่าคนที่ชื่นชอบเขา แต่มาในสมัยที่มีการเสนอแผนการปฏิรูปประเทศก่อนสิ้นสุดราชวงศ์ชิง และสมัยสาธารณรัฐ หวางอานสือกลับเป็นดาราทางการเมืองที่มีคนชื่นชอบมากอีกครั้งหนึ่ง เวลานั้น นักการเมืองและนักวิชาการหัวก้าวหน้าเห็นว่า ประเทศจีนต้องทำการปฏิรูป เพื่อเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่อ่อนแอสู่ประเทศที่เข้มแข็ง การปฏิรูปของหวางอานสือ จึงได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงมาก

หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้าบริหารประเทศใน ปีค..ศ.1949

หวางอานสือก็กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่ง เหมาเจ๋อตง(毛泽东) ชื่นชอบเขามาก ในระหว่างเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรม หวางอานสือได้รับการยกย่องสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ในสมัยปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ คนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปฏิรูปของหวางอานสือ ซึ่งขัดแย้งกับระบบตลาดเสรี ก็มีมากขึ้น

นโยบายการปฏิรูป

การปฏิรูปของหวานอานสือ มีขอบเขตกว้างขวางมาก ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง การทหาร และระบบสอบคัดเลือกคนเข้ารับราชการ จุดมุ่งหมายของการปฏิรูปคือเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ สร้างความเข้มแข็งกำลังทหาร ปรับปรุงระบบราชการ ลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ลดการควบรวมที่ดิน และการปล่อยเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงของนายทุนเงินกู้ รัฐเข้าควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้การบริหารเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ ขจัดความรั่วไหลในการลำเลียงขนส่งสินค้า ขจัดการแสวงหาผลประโยชน์ของขุนนางข้าราชการ และลดการผูกขาดของนายทุน พ่อค้า ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ฯลฯ

นโยบายการปฏิรูปแต่ละอย่างของหวางอานสือ มีเจตนารมย์ที่ดี แต่หลายอย่างเมื่อดำเนินการไปแล้ว กลับมีผลตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งไว้

ต่อไปนี้ จะสาธยายถึงวัตถุประสงค์ และผลการปฏิบัติของนโยบายการปฏิรูปสามอย่างที่มีการถกเถียงกันมาก คือ 1.วิธีลำเลียงสินค้า(均输法)2. วิธีต้นข้าวอ่อน(青苗法) และ 3.วิธีการแลกเปลี่ยนสินค้า(市易法) ก่อน แล้วจึงกล่าวถึงนโยบายการปฏิรูปอื่นๆต่อไปโดยสังเขป

1. การลำเลียงสินค้า

ก่อนการปฏิรูป ข้าราชการในท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องรับซื้อสินค้า และผลผลิตทางการเกษตรจากราษฎร แล้วขนส่งมาเมืองหลวงตามปริมาณที่กำหนด และจัดหาสินค้าบางอย่างที่กษัตริย์ต้องการเป็นครั้งคราว แต่มีปัญหา คือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องส่งมอบ สินค้าบางอย่างเกิดขาดแคลน หรือในปีที่ดินฟ้าอากาศไม่ดี เก็บเกี่ยวข้าวและพืชผลได้น้อย ข้าวของมีราคาแพง แม้สินค้าและพืชผลมีราคาแพง ก็ยังต้องส่งมอบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ในทางกลับกัน ในปีที่สินค้าและพืชผลมีราคาถูก ก็ต้องซื้อตามปริมาณที่กำหนด ซื้อมากไม่ได้ นอกจากนั้น การส่งสินค้าและผลิตผลการเกษตรจากท้องที่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ต้องใช้เวลาในการลำเลียงขนส่งเป็นเวลานาน เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งมาก และสินค้าบางอย่างอาจมีการเสียหายระหว่างทาง

วิธีการลำเลียงสินค้าหลังจากที่มีการปฏิรูป คือ แต่งตั้งข้าราชการที่มีอำนาจในการจัดซื้อสินค้า พืชผลและสิ่งของอื่นที่ต้องการขึ้นทั่วประเทศ และอาจซื้อของในพื้นที่ที่มีราคาถูก แล้วนำสินค้านี้ไปจำหน่ายในพื้นที่ ที่มีราคาแพง เพื่อได้กำไรแล้วเอาเงินเข้ารัฐ ในการนี้ รัฐบาลจะจัดสรรเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้ในการจัดซื้อสินค้า

วัตถุประสงค์เดิมของนโยบายนี้ ก็คือ ยึดอำนาจการจัดซื้อโดยพ่อค้านายทุนมาเป็นของรัฐ เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน แต่การทำเช่นนี้เท่ากับการมีหน่วยงานภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่จัดซื้อพืชผลการเกษตรและสิ่งของที่กษัตริย์ต้องการ แทนพ่อค้านายทุน หน่วยงานนี้ยังมีอำนาจในการซื้อของถูกในที่หนึ่งมาจำหน่ายในราคาแพงในอีกที่หนึ่งได้ด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจัดซื้อสินค้ามีช่องทางในการทุจริตคอรัปชั่น คือ อาจมีการกดราคารับซื้อสินค้าจากพ่อค้าในราคาตํ่ากว่าราคาตลาดมาก หรือไม่ก็ซื้อในราคาที่แพงกว่าราคาตลาด โดยได้รับส่วนแบ่งหรือ “เงินทอน”จากผู้ขาย เมื่อมีของที่เกินกว่าความต้องการ ก็เร่ขายในราคาถูก หรือไม่ก็แจ้งราคารับซื้อแก่ทางการสูงกว่าราคาที่จ่ายออกไปจริง

ระบบการจัดซื้อและลำเลียงสินค้าใหม่นี้จึงมีผลทำลายกลไกตลาดแทนที่จะปล่อยให้พ่อค้าทำกำไร กลายมาเป็นการหากำไรเข้ารัฐ และในระหว่างการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่ผู้ทำการจัดซื้อจัดจำหน่าย อาจเบียดบังผลประโยชน์ที่ควรเป็นของรัฐเข้ากระเป๋าตัวเองได้มาก

2.นโยบายต้นข้าวอ่อน

วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้ คือ ยึดผลประโยชน์จากนายทุนเงินกู้มาเป็นของรัฐ วิธีปฏิบัติ คือ 1)ให้คนยากจนขอยืมข้าวในยุ้งฉางของทางการไปบริโภคก่อน โดยมีข้อแม้ว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใหม่แล้วต้องนำข้าวมาคืน 2) ทางการปล่อยเงินกู้แก่ชาวไร่ชาวนาปีละสองรอบ ในแต่ละรอบ ผู้กู้ต้องจ่ายคืนเงินกู้ และเสียดอกเบี้ยแก่ทางการ 20 %

ข้าราชการในท้องถิ่น มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้แก่ประขาชนตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยมีเงื่อนไขว่า ประชาชนที่จะจ่ายคืนเงินกู้ได้ ก็กู้เงินได้มาก คนที่มีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้น้อย แม้ได้รับเงินกู้ด้วย แต่กู้ได้น้อยกว่า ไม่ว่ากู้มากหรือกู้น้อย เมื่อครบกำหนดแล้ว ต้องจ่ายเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย ถ้าไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ ก็ต้องถูกยึดข้าวของ

นโยบายนี้หวังที่จะช่วยชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้ แต่ผลการปฎิบัติ กลับทำให้คนยากจนได้รับความเดือดร้อนมาก ซึ่งมีสาเหตุหลายประการคือ ก. เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ต้องปล่อยเงินกู้ตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ จึงต้องบังคับให้ประชาชนทุกคนกู้เงิน โดยไม่คำนึงว่า เขามีความต้องการเงินกู้หรือไม่ ข.เวลาครึ่งปี คิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ในปีหนึ่งมีภาระดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 อัตราดอกเบี้ยนี้ถือว่าสูงมาก แม้อาจจะต่ำกว่าการกู้เงินจากนายทุนก็ตาม ค.เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนำข้าวที่เก็บไว้ในยุ้งฉางมาให้ประชาชนที่ต้องการข้าวกิน เวลาที่ให้ยืมออกไป อาจเป็นข้าวเก่าที่เก็บไว้แล้วเป็นเวลานาน เวลาส่งคืน ก็เป็นข้าวที่เพิ่งมีการเก็บเกี่ยวมาใหม่ ในบางท้องที่ เจ้าหน้าที่ถือโอกาสระบายข้าวที่เก็บมาเวลานานและไม่สามารถนำมาขายได้ มา“ช่วยเหลือ” ประชาชนผู้ไม่มีข้าวกิน แต่รับการส่งคืนข้าวใหม่ที่มีราคาดีกว่า ง. การกู้เงินจากทางการ ต้องเซ็นสัญญา และมีขั้นตอนมาก ชาวไร่ชาวนาจำนวนมากที่ไม่รู้หนังสือ ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ทำสัญญาให้ เปิดทางให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น จ. เมื่อถึงเวลาต้องคืนเงิน ประชาชนที่ยากจนมากอาจไม่มีเงินคืน หรือคืนเงินได้ไม่ครบ ก็ต้องถูกยึดข้าวของ หรือถูกจับติดคุก บางคนจำเป็นต้องขอกู้เงินจากนายทุนที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก ในยามที่ดินฟ้าอากาศไม่ดีหรือมีโรคระบาด เก็บเกี่ยวข้าวไม่ได้ หากชำระคืนเงินกู้หรือส่งคืนข้าวที่ยืมมาไม่ได้ ก็ต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง

ในระหว่างการปฏิรูป เกิดภัยธรรมชาติขึ้นหลายครั้ง เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือมีตั๊กแตนระบาด ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ จึงยากลำบากมากกว่าช่วงก่อนการปฏิรูปเสียอีก

นโยบายต้นข้าวอ่อนที่ให้ประชาชนกู้เงินนี้ หวางอานสือเคยทำแล้วในเวลาที่เขาเป็นนายอำเภอหยิน และประสบความสำเร็จ แต่นโยบายนี้ เมื่อนำมาใช้ในพื้นที่ทั้งประเทศ กลับมีผลเสีย ในการใช้นโยบายนี้ที่อำเภอหยิน หวางอานสือเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการอย่างใกล้ชิด จึงไม่มีการรายงานเท็จ และไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น แต่นโยบายนี้ เมื่อนำมาใช้ในพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ไม่สามารถป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นและการรายงานข้อมูลที่ไม่เป็นจริงของเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นได้ จึงมีผลเสียมาก

3. นโยบายการแลกเปลี่ยนสินค้า

ในนโยบายการลำเลียงสินค้า หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับซื้อและระบายสินค้าที่ต้องส่งมอบให้แก่ส่วนกลางตามที่ได้กำหนดไว้ นโยบายต้นข้าวอ่อน ปล่อยกู้แก่เกษตรกร โดยผู้กู้ต้องเสียดอกเบี้ย แต่นโยบายการซื้อขายแลกเปลี่ยนนี้ รัฐเป็นทั้งผู้ซื้อขายสินค้า และนายทุนเงินกู้ วัตถุประสงค์เดิมของนโยบายการแลกเปลี่ยนนี้ คือ หน่วยงานรัฐทำการซื้อขายโดยซื้อสินค้าในท้องที่ที่มีราคาถูก แล้วนำไปขายในท้องที่ที่สินค้านั้นมีราคาแพง เพื่อทำให้ราคาสินค้าชนิดต่างๆ มีเสถียรภาพ มากขึ้น ไม่สูงหรือตํ่าเกินไป ช่วยเหลือทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ผู้ซื้อไม่ต้องซื้อของในราคาที่สูงมาก ผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าที่คนไม่นิยม ต้องขายขาดทุน ก็มีรัฐมาเป็นผู้รับซื้อ นอกจากนั้น รัฐยังเป็นนายธนาคาร ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าที่มีสินทรัพย์คำ้ประกันโดยคิดดอกเบี้ย

สินค้าที่มีการซื้อขายตามนโยบายมีอยู่อย่างหลากหลาย และมีสินค้าใหม่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผักผลไม้ ธัญพืชชนิดต่างๆ และของใช้ประจำว้นแทบทุกชนิด

นอกจากหน่วยงานในส่วนกลางที่ทำการซื้อขายสินค้าในเมืองหลวงที่เป็น“สำนักงานใหญ่”แล้ว ยังมีหน่วยงานในมลฑลและเมืองต่างๆทั่วประเทศ เสมือนการมีรัฐวิสาหกิจขนาดมหึมาที่ทำการค้าและปล่อยเงินกู้ หน่วยงานกลางในเมืองหลวงมีอำนาจสั่งการให้สาขาในมลฑลและเมืองต่างๆปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้ทำการค้าขายในภาคเอกชนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนไร้อาชีพ ผู้ผลิตที่ไม่อยากขายของให้รัฐบาลบางคน อาจนำของที่ตนผลิตออกไปเล่ขายด้วยตนเอง แต่ไม่กล้านำมาขายที่เมืองหลวง มิฉะนั้นจะถูกบังคับซื้อในทันทีที่มาถึงประตูเมือง

ต่อมา เมื่อกษัตริย์ซ่งเสินจง ทราบถึงเรื่องราวการแย่งซื้อขายสินค้าชนิดต่างๆจากพ่อค้านี้ จึงถามหวางอานสือว่า เพราะเหตุใดรัฐจึงต้องซื้อขายสินค้าที่หลากหลายเช่นนี้ หวางอานสือตอบว่า การทำเช่นนี้มีประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐ และตัดผลประโยชน์พ่อค้าที่มุ่งขูดรีดประชาชนโดยการขายของแพง

อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ในการรักษาเสถียรภาพของนโยบายนี้ ในทางปฏิบัติไม่ประสบผลสำเร็จ เจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน มักหลีกเลี่ยงรับซื้อสินค้าที่คนไม่นิยมซื้อ มิฉะนั้นแล้วเมื่อซื้อของมาแล้วขายไม่ ทำให้ขาดทุน ซึ่งตนต้องรับผิดชอบผลขาดทุนนั้นๆ

นโยบายการปฏิรูปที่มีการถกเถียงกันมากทั้งสามนี้ มีส่วนสร้างรายได้ให้แก่รัฐ แต่ทำลายระบบตลาด และไม่สามารถช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้ ในทางตรงกันข้าม เป็นการซำ้เติมความทุกข์ยากของคนจน

ในบทความต่อไป จะกล่าวถึงนโยบายการปฏิรูปอื่น และสรุปสาเหตุความล้มเหลวของการปฏิรูปในครั้งนี้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *