INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ข้อคิดจากประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน​ (4) : การรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นของฉินซีฮ่องเต้(秦始皇统一中国)

ข้อคิดจากประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน(4): การรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นของฉินซีฮ่องเต้(秦始皇统一中国)

โดย​ รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ความนำ

ราชวงศ์ โจวตะวันออก แบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกเรียกว่า“ชุนชิว”(春秋)ในปี 770 ถึงปี 476 ก่อนคริสตกาล ช่วงหลังเรียกว่า“จั้นกว๋อ”(战国)ในปี 475 ถึง 221 ก่อนคริสตกาล จบสองด้วยการรวมประเทศเป็นปึกแผ่นของฉินชีฮ่องเต้(秦始皇)ใน 221 ปีก่อนตริสตกาล (ก่อนที่จะรวมประเทศเป็นปึกแผ่น กษัตรหรือผู้ครองรัฐฉิน ไม่เรียกฮ่องเต้ แต่เรียกกันว่าหวัง(王)ผู้ปกครองรัฐฉิน เรียกกันว่า “ฉินหวัง” 秦王 หรือกษัตริย์ฉิน ฉินซีฮ่องเต้เรียกกันว่า“ฉินหวังเจิ้ง” (秦王政) เพื่อความสะดวก ในบทความนี้ จะเรียกเขาว่าฉินซีฮ่องเต้ แม้เขายังไม่ใช่ฮ่องเต้)

สมัยจั้นกว๋อ แม้ยังถือว่าอยู่ในราชวงศ์โจว แต่กษัตริย์โจวไม่มีอำนาจอะไรแล้ว ราชวงศ์โจวครองพื้นพื้นที่เล็กนิดเดียว ในสมัยนั้น มีรัฐใหญ่เจ็ดรัฐ คือ ฉี(齐) ฉู่(楚) เอียน(燕)เจ้า(赵)หัน(韩)เว่ย(魏)และฉิน(秦)รัฐเหล่านี้แย่งชิงความเป็นใหญ่ ทำการสู้รบ ผนวกดินแดนกัน รัฐฉินเดิมไม่ได้เป็นใหญ่ แต่ภายหลังมีการปฏิรูปประเทศ และยึดดินแดนของชนเผ่าซีหยง(西戎)ที่อยู่ทางเหนือของรัฐจนมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง จนเอาชนะ รัฐอื่นๆได้ และสถาปนาราชวงศ์ฉิน (秦)ได้ในที่สุด ในปี 221 ก่อนคริสต์กาล

การรบชนะรัฐอื่นของรัฐฉิน ใช้เวลาเพียง 10 ปี มีการใช้กลอุบายที่สลับซับซ้อน แต่การที่รัฐฉินเข้มแข็งขึ้นมาได้ เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปประเทศ ขนานใหญ่ของซางยาง(商鞅) เมื่อกว่าร้อยปีก่อนหน้านั้น(การปฏิรูปของซางยาง ครอบคลุมกว้างขวางมาก มีผลทำให้ชิ้นฉินที่มีความล้าหลังกลายมาเป็น รัฐที่มีเศรษฐกิจดีและมีสายนุภาพเข้มแข็งมาก(ถ้าสนใจรายละเอียดของการปฏิรูปคร้งนี้ เข้าไปดู“ การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(2): การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและกฎระเบียบในรัฐฉินของซางยาง”ในบล็อกนี้ได้)

วิธีการ หรือกลอุบายเอาชนะ

นอกจากแสนยานุภาพที่แข็งแกร่งแล้ว รัฐฉินยังมีกลอุบาย หรือวิธีการ ที่จะเอาชนะรัฐอื่นที่แยบยล ดังต่อไปนี้ คือ ก. ใช้คนเก่งที่มาจากรัฐอื่น ข. ทำลายข้อตกลงพันธมิตร 6 รัฐ ค. ผูกมิตรกับรัฐที่อยู่ห่างไกล โจมตีรัฐที่อยู่ใกล้ฉิน ง. ปล่อยข่าวลือ ให้รัฐคู่ต่อสู้ปลดแม่ทัพที่สามารถต่อต้านกองกำลังรัฐฉินได้ จ. ส่งคนสอดแนม และให้สินบนแก่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของรัฐอื่น วิธีการถือกลอุบายเหล่านี้ รัฐฉินได้มีการใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อนสมัยฉินซีฮ่งเต้ ซึ่งจะอธิบายต่อไป

การใช้คนที่มาจากรัฐอื่น

เริ่มตั้งแต่ซางยาง อัครเสนีของรัฐฉิน ที่เสนอกลอุบายให้แก่กษัตริย์ฉิน มีหลายคนที่มาจากรัฐอื่น ในสมัยเลียดก๊ก ผู้ครองรัฐที่สนใจการพัฒนาให้รัฐตนมีความเจริญ จะใช้คนที่มีความรู้ความสามารถที่มาจากรัฐอื่นมาช่วยงาน ผู้ครองรัฐฉินหลายคนได้แต่งตั้งคนที่มาจากรัฐอื่นมาช่วยปกครอง กลอุบาย หลายอย่างที่เอาชนะรัฐอื่น ได้มาจากข้อเสนอแนะของขุนนาง ข้าราชการที มาจากอื่น ฉินซีฮ่องเต้ก็ใช้กลอุบายของเว่ยเหลียว(尉缭)และแต่งหลี่ซือ(李斯)ที่เป็นคนรัฐฉู่(楚)ตั้งแต่ยังไม่รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่น

ทำลายข้อตกลงพันธมิตรหกรัฐ

ในตอนปลายสมัยจั้นกว๋อ เนื่องจากรัฐฉิน มีความเข้มแข็งกว่ารัฐอื่นมาก จึงมีผู้เสนอให้รัฐต่างๆเป็นพันธมิตรร่วมมือกันต่อต้านรัฐฉิน ในเวลานั้น มีความคิดสองแบบที่แตกต่างกัน คือ รวมกันแนวดิ่ง(合纵) ในตอนแรก รัฐฉิน (秦)ทางตะวันตก และรัฐฉี(齐)ที่อยู่ทางตะวันออกเป็นสองรัฐใหญ่ จึงมีผู้เสนอว่ารัฐอื่นอีกห้ารัฐ ควรร่วมมือกันเป็นพันธมิตร สัญญาว่าจะไม่รุกรานก้น เพื่อต่อต้านการขยายดินแดนของรัฐฉินและรัฐฉี โดยเมื่อรัฐไทยรัฐหนึ่งถูกฉินโจมตี รัฐอื่นจะร่วมมือกันส่งกองกำลังไปช่วย ผู้เสนอความคิดรวมกันใสแนวดิ่งนี้ คือ ซูฉิน(苏秦) แต่ต่อมา รัฐฉิน ใช้ความคิด“ ผูกพันกันในแนวนอน(连横)”ที่เสนอโดยจางอี๋(張仪) คือ ยุโยงให้รัฐต่างๆ ที่ต่อต้านฉิน แตกแยก แย่งชิงกัน และหันไปสวามิภักดิ์รัฐฉิน ต่อมา รัฐฉีเห็นว่ารัฐฉินมีความทะเยอทะยาน และมีแสนยานุภาพมาก จึงเข้าร่วมกับอีกห้ารัฐ เป็นพันธมิตรหกรัฐ แต่ด้วยการยุยงของฉินและการขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ พันธมิตรหกรัฐ จึงไม่ประสบผลสำเร็จ และแตกแยกกันตามความปรารถนาของฉิน

ผูกมิตรกับรัฐห่างไกล โจมตีรัฐที่อยู่ใกล้

อุบายนี้ เสนอโดยฟั่นซุย(范睢) ต่อฉินเจาเซีงหวัง(秦昭襄王) ปู่ของฉินซีฮ่องเต้ ให้รัฐฉินผูกมิตรกับรัฐที่อยู่ห่างไกล แล้วโจมตีรัฐที่อยู่ใกล้ใกล้รัฐฉินเพื่อขยายอาณาเขต และมีแสนยานุภาพที่เข้มแข็งขึ้น

ฟั่นซุยเดิมรับราชการอยู่ที่รัฐวุ่ย(魏) แต่มหาอุปราชวุ่ยฉี(魏齐)ระแวงว่าเขาทรยศต่อรัฐวุ่ย ลงโทษเขาด้วยด้วยการโบยตีจนเกือบตาย ต่อมา ฟั่ยซุย หลบหนีเข้าไปรัฐฉิน จนได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ฉิน ในขณะนั้น รัฐฉินกับรัฐฉีชิงความเป็นใหญ่กัน เมื่อกษัตริย์ฉิน จะยกทัพไปตีรัฐฉี ฟั่นซุยเห็นว่า รัฐฉินกับรัฐฉีอยู่ห่างไกลกัน คั่นด้วยรัฐหันและรัฐวุ่ย ถ้าจะไปโจมตีรัฐฉี ต้องเดินทางไกล การสู้รบ แม้รัฐฉินจะชนะได้ แต่ยากที่จะยึดครองพื้นที่ที่ยึดได้ เพราตอนกลางมีรัฐอื่นคั่นอยู่ ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ควรใช้ คือ ผูกมิตรกับรัฐฉีไว้ก่อน แล้วโจมตีรัฐที่มีดินแดนใกล้กับฉิน พอทำได้แล้ว ค่อยไปตีรัฐฉี คล้ายกับตัวไหมกินใบหม่อน พื้นที่ของรัฐฉินจะขยายออกไป และมีกำลังที่เข้มแข็งขึ้น เมื่อรัฐฉินเอาชนะรัฐที่อยู่ใกล้แล้ว จึงยกทัพไปตีรัฐเอียนที่อยู่ทางเหนือ และรัฐฉี ที่อยู่ทางทิศตะวันออก

ขั้นตอนการเอาชนะรัฐอื่นของฉินซีฮ่องเต้ คือ ตีรัฐหัน รัฐเจ้า รัฐเว่ย รัฐฉู่ รัฐเอียน และสุดท้าย คือ รัฐฉี ที่อยู่ห่างไกลที่สุด ตามยุทธศาสตรที่เสนอโดยฟั่นซุย

ปล่อยข่าวลือปลดแม่ทัพสามารถต่อต้านกองกำลังรัฐฉินได้

ในการสู้รบกับรัฐเจ้า แม้รัฐฉินมีกำลังเหนือกว่า แต่รบกันเป็นแรมปี ก็ยังบุกรุกเข้าไปในเจ้าไม่ได้ เพราะรัฐเจ้ามีแม่ทัพที่เก่งกาจ คือ เหลียนโพ(廉颇) ที่แม้มีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังบัญชากองทัพได้ดี เหลียนโพเห็นว่า การปะทะกับรัฐฉิน คงไม่สามารถเอาชนะได้ จึงใช้วิธีป้องกัน โดยอาศัยภูมิประเทศที่มีภูเขากั้น ที่บุกโจมตีได้ยาก ฉินเจาหวัง(秦昭王)กษัตริย์ฉินในตอนนั้น ถามฟั่นซุยว่า ควรทำอย่างไรดี ฟ้่นซุยตอบว่า ถ้าจะชนะรัฐเจ้า ต้องให้กษัตริย์เจ้าเปลี่ยนแม่ทัพ กษัตริย์ฉินถามว่า แล้วเราจะให้เขาเปลี่ยนแม่ทัพได้อย่างไร ฟ้่นซุยบอกว่า ควรปล่อยข่าวลือให้รัฐเจ้าเห็นว่า เหลียนโพเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าสู้กับรัฐฉิน จึงตรึงกำลังไว้ไม่ยอมออกรบ และบอกว่า แม่ทัพที่รัฐฉินกลัวที่สุด คือ เจ้ากว้อ(赵括) ที่มีความช่ำชองในการหาร เดชะบุญที่แม่ทัพรัฐเจ้าไม่ใช่เจ้ากว้อ มิฉะนั้น รัฐฉินคงแพ้ไปนานแล้ว

ในเวลาไม่นาน ที่เมืองหลวงเจ้าก็มีคนแพร่ข่าวว่า กษัตริย์ใช้ทหารแก่อย่างเหลียนโพ ที่ไม่กล้าต่อสู้กับรัฐฉิน อีกไม่นานรัฐเจ้าคงจะต้องยอมแพ้รัฐฉินแน่ เมื่อกษัตริย์รัฐเจ้า ได้ยินดังนั้น รู้สึกกังวลใจมาก คิดจะเปลี่ยนตัวแม่ทัพ จากเหลียนโพ มาเป็นเจ้ากว้อ เมื่อเรียกเข้าพบ คุยถึงเรื่องการสู้รบ เจ้ากว้อ ตอบได้รวดเร็ว ทั้งยังอวดว่า ถ้าเขาไปแม่ทัพ คงชนะรัฐฉินนานแล้ว กษัตรย์เจ้าจึงเรียกตัวเหลียนโพกลับ และให้เจ้ากว้อ ไปเป็นแม่ทัพต่อสู้กับรัฐฉิน

เจ้ากว้อเป็นลูกของเจ้าเซอ(赵奢) นายทหารเก่งกาจที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้ากว้ออ่านตำราพิชัยสงครามตั้งแต่เด็ก มักคุยโวว่า เขารู้เรื่องการหารดีมาก แต่เจ้าเซอบอกภรรยาว่า การทำสงครามเป็นเรื่องความเป็นคนตาย ตัดสินใจทำอะไร ควรดูสถานการณ์ ภูมิประเทศและภูมิอากาศ ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพูดเล่นได้ เมื่อเขาเสียชีวิตไปแล้ว ต้องพยายามอย่าให้ลูกตนเองมีโอกาสกองทัพ มิฉะนั้น จะมีอันตรายมาก

เมื่อกษัตริย์เจ้าจะแต่งตั้งให้เจ้ากว้อ เป็นแม่ทัพ แม่เจ้ากว้อจึงบอกกษัตริย์ว่า เมื่อพ่อเขายังมีชีวิตอยู่ เคยเตือนไว้ว่า อย่าให้ลูกคุมกองทัพเด็ดขาด แต่กษัตริย์เจ้าไม่ฟัง คงคำสั่งเปลี่ยนตัวแม่ทัพจากเหลียนโพเปนเจ้ากว๋อไว้เดิม

เมื่อเจ้ากว้อไปถึงแล้วนานแล้ว ก็สั่งให้ทหารรื้อถอนสิ่งกำบังต่างๆที่เหลียนโพสร้างไว้ แล้วสั่งทหาาให้รุกเข้าไปค่ายของรัฐฉินทันที ฝ่ายรัฐฉินไม่ทันตั้งตัว จึงล่าถอยไป แต่ในเวลาไม่นาน ก็ส่งกองกำลังทหารมาสมทบ สู้รบกับรัฐเจ้า จนฝ่ายรัฐเจ้าถูกตีกระเจิง พ่ายแพ้ไปโดยรวดเร็ว มีทหารเจ้าที่ถูกจับเป็นเฉลยหลายแสนคน แต่เนื่องจากทหารเจ้ามีมาก แม่ทัพรัฐฉินกลัวทหารเจ้าจะรวมกลุ่มกันต่อต้านในเวลาที่คุมตัวกลับไปรัฐฉิน จึงสั่งให้ขุดหลุมขนาดใหญ่ แล้วจับเจ้าทหารเจ้าทั้งหมดทั้งเป็น แทนที่จะพากลับรัฐฉิน

การสู้รบครั้งนี้ จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัฐเจ้า ต้องทำสัญญาสงบศึกกับรัฐฉิน ยอมยกดินแดนบางส่วนให้รัฐฉิน แต่เนื่องจากรัฐเจ้า มีพื้นที่กว้างใหญ่รัฐฉิน จึงยังไม่ผนวกดินแดนของเจ้าเวลานั้น ต่อมา ในยุคของฉินซีฮ่องเต้ จึงยกกำลังตีรัฐเจ้า แล้วผนวกดินแดนเข้าไปเป็นของรัฐฉินในที่สุด

ส่งคนไปสอดแนม และให้สินบนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของรัฐอื่น

กลอุบายนี้เสนอโดยเว่ยเหลียว(尉缭) ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์การทหารคนหนึ่ง เมื่อเขาได้เข้าพบฉินซีฮ่องเต้ เสนอว่า การจะเอาชนะรัฐอื่น ไม่จำเป็นต้องมีการสู้รบ แต่ใช้วิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้กองกำลังทหารได้ เช่น ส่งคนไปสอบแนม เรียนรู้สถานการณ์ และรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐต่างๆ แต่ละรัฐ มักมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจ คนเหล่านี้ ส่วนมากเป็นคนโลภมาก ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ถ้าให้สินบนเขางดงาม เขาก็พร้อมที่จะขายชาติ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐ ขอเพียงให้ตัวเองร่ำรวย ถ้าเรารับปากเขาว่า เมื่อรัฐฉินเอาชนะรัฐนี้แล้ว จะปูนบำเหน็จให้เขาอย่างงดงาม และเขาจะมีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐฉิน ถึงอย่างไรรัฐของเขาก็ไม่มีอนาคตอยู่แล้ว การร่วมมือกับรัฐฉิน จะทำให้เขาได้รับประโยชน์ และไม่เสียประโยชน์อะไรเลย คนเหล่านี้ มักมีความใกล้ชิดกับกษัตริย์ในรัฐเขา ถ้ามีเขาช่วยเรา เราก็อย่าไปเสียดายเงินเลย หลังจากรัฐฉินเอาชนะรัฐอื่น รัฐต่างๆอยู่ในอาณัตแล้ว ทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็จะเป็นของรัฐฉิน และเมื่อฉินรับชัยชนะแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจคนเหล่านี้อีก

ต่อมา เว่ยเหลียว เห็นว่า ฉินซีฮ่องเต้ไม่ใช่คนดี จึงลาออกจากราชการในรัฐฉิน และใช้เวลาในการเขียนตำราพี่ชายสงครามของตนเอง

ข้อดิดบางประการจากเรื่องราวเหล่านี้

ก. การปฏิรูป การรู้จักใช่คนที่มีความรู้ความสามารถ ทำให้ประเทศ หรือรัฐ มีความเจริญรุ่งเรืองได้

ข. วิธีการ หรือกลอุบาย เป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จ กลอุบายต่างๆอาจใช้ร่วมกันได้ คนอุบายของจังอี๋ ฟั่นซุย เว่ยเหลียว และคนอื่นๆ เมื่ิอนำมาใช้ร่วมกันแล้ว จึงทำให้รัฐฉินเอาชนะรัฐอื่นได้สำเร็จในที่สุด

ค. คนที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นชาวต่างชาติ หรือต่างรัฐ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศของเราได้ ความสำเร็จการรวมประเทศเป็นปึกแผ่นของรัฐฉิน ส่วนใหญ่ได้จากข้อเสนอแนะของคนที่มาจากรัฐอื่น

ง. ความแตกแยก และการแย่งชิงผลประโยชน์ของหกรัฐที่ต่อต้านรัฐฉินเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ ปัจเจกบุคคล สถานประกอบการ และประเทศชาติ จากอดีดถึงปัจจุบันที่มีความสามัคคี ร่วมมือกันต่อต้าน สตรู คู่อริ หรือคู่แข่งของตนเอง มีอยู่น้อยมาก

จ. ผู้ทรยศต่อประเทศที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง มักมีจุดจบชีวิตที่ไม่สวย คนที่รับสินบนจากรัฐฉิน เมื่อช่วยรัฐฉินทำลายรัฐของตนได้สำเร็จแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการปูนบำเหน็ด แต่ยังต้องถูกลงโทษ บางคนถูกฆ่าตาย บางคนถูกยึดทรัพย์จนสิ้นเนื้อประดาตัว คนที่ทรยศต่อชาติตนเอง ส่วนใหญ่ต้องจบชีวิตด้วยความอนาถ

ฉ. ความรู้ความสามารถต่างๆ ไม่เพียงแต่ได้จากการอ่านหนังสือ ท่องตำรา แต่ก็ต้องได้จากประสบการณ์ เจ้ากว้อ เป็นตัวอย่าง“สู้รบนนกระดาษ“(纸上谈兵) ในประวัติศาสตร์จีน ที่เล่าลือกันมานับพันปี

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com