INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความคิดและคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (4)

Screenshot 20260114 103138 com android chrome ChromeTabbedActivity edit 1157921100689224

ความคิดและคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (4) : สาเหตุความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21(ต่อ)

โดย​ รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

การทุจริตคอรัปชั่น

การทุจริตคอรัปชั่น เปรียบเหมือนมะเร็งร้าย ที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศ ถ้าประเทศมีการทุจริตคอรัปชั่นมาก เศรษฐกิจและสังคม จะได้รับความเสียหาย ทรัพยากรถูกทำลาย สังคมไม่สงบสุข ประชาชนไม่ได้รับการดูแล การเมืองล้มเหลว ถ้ามีผู้บริหารประเทศที่ทุจริตคอรัปชั่นมาก ประเทศก็เจริญยาก การทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองและข้าราชการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง ความเสียหายจากวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ ล้วนมีต้นเหตุมาจากการทุจริตคอรัปชั่น การทุจริตคอรัปชั่นทำให้สูญเสียงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศจำนวนมาก ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้รับบริการทางด้านการศึกษาและการสาธารณสุขที่ดี คนจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถนนหนทาง อาคารสิ่งก่อสร้าง และทำให้เกิดการผเชิญหน้ากันระหว่างประชาชนที่ทนต่อการคอรัปชั่นไม่ได้กับรัฐบาล ประเทศไม่สงบสุขที่เกิดการแบ่งข้าง ระหว่างพวกที่สนับสนุนกับพวกต่อต้านรัฐบาล ถ้าการทุจริตคอรัปชั่นไม่ลดลง ประเทศจะเสื่อมทรุดลงตามระยะเวลาที่ผ่านไป ด้วยเหตุนี้ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการจึงมีสำคัญต่ออนาคตของประเทศ แต่ถึงกระนั้น ก็มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ประสบผลสำเร็จได้

การทุจริตคอร์รัปชั่น ทำได้หลายรูปแบบ เช่น การรับสินบนจากการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลงานในโครงการของรัฐ การตั้งงบประมาณในโครงการภาครัฐสูงเกินจริง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และผู้ใกล้ชิดในการประมูลงาน และการทุจริตในการสอบคัดเลือก ฯลฯ โดยทั่วไป การทุจริตคอรัปชั่นมักเกิดจากนักการเมือง โดยความร่วมมือของข้าราชการ ซึ่งรัฐต้องทำการปราบปราม แต่ถ้าหัวหน้ารัฐบาลคอรัปชั่นเสียเอง กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่ต่อตนเอง และพวกพ้อง ที่เรียกว่า“คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ” (policy corruption) แล้ว เราจะคาดหวังให้รัฐบาลปราบปรามหรือกำจัดการจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างไร? องค์กรต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ นิยาม “การทุจริตเชิงนโยบาย (policy corruption)” ว่า คือการอาศัยอำนาจรัฐ กำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายของผู้บริหารประเทศ โดยอาจอาศัยมติคณะรัฐมนตรี องค์กร และคณะกรรมการ ที่รัฐบาลควบคุม ด้วยการออกกฏหมาย หรือ กฎระเบียบเพื่อให้ผู้มีอำนาจได้รับผลประโยชน์มิชอบ

โดยทั่วไป รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการทุกระดับ ควรมีหน้าที่ในการกำจัดหรือสกัดกั้นการกระทำทุจริตผิดกฎหมายต่างๆ แต่ถ้าหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรี มีการประพฤติปฏิบัติในทางทุจริตคอรัปชั่นเองแล้ว การต่อต้านหรือขจัดคอรัปชั่น ก็จะไม่มีทางทำได้สำเร็จ ในช่วงของรัฐบาลไทยรักไทย ที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการทำผิดในลักษณะเป็นการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่ต่อมาเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลต่างๆจำนวนมาก การคอรัปชั่นของรัฐบาลในสมัยนั้น มีทั้งการกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง แต่งตั้งเครือญาติและผู้ใกล้ชิด ดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญต่างๆตั้งแต่ตำแหน่งรัฐมนตรีจนถึงกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์ต่างๆจำนวนมาก การทุจริตเชิงนโยบายกระทำต่างกรรมต่างวาระ และเกิดขึ้นในหลายกรณี สร้างความเสียหายแก่ประเทศมหาศาล ในที่นี้ กล่าวถึงบางกรณีโดยสังเขป ดังนี้:

1. การแปลงสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต
2. การให้ใบอนุญาตสายการบินต้นทุนต่ำ
3. การจัดซื้อเครื่องบิน และการเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ของการบินไทย
4. การให้เงินกู้แก่พม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า เพื่อนำเงินมาซื้อสินค้าจากบริษัทชินคอร์ป
5. การประมูลซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก ของภรรยานายกฯ แล้วกำหนดให้วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันทำการของราชการ เพื่อผู้ซื้อไม่ต้องเสียภาษี
6. การขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรให้แก่บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แม้แต่บาทเดียว

1. การแปลงสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต
โดยทั่วไป ภาษีสรรพสามิต มักจัดเก็บในสินค้าบางชนิดที่รัฐบาลไม่สนับสนุนให้บริโภค เพราะถ้ามีการบริโภคในปริมาณมาก จะส่งผลเสีย เช่น บุหรี่ เหล้า รวมทั้งสินค้าที่ไม่สนับสนุนให้ประชาชนบริโภคมากเกินไป ด้วยเหตุผลด้านดุลการค้า หรือการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เช่น นำ้มันเชื้อเพลิงและสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ นอกจากจำกัดริมาณการบริโภคแล้ว ภาษีสรรพสามิต ยังเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐอีกด้วย การใช้บริการโทรคมนาคม ไม่อยู่ในขอบข่ายนี้ เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันเพื่อประโยชน์ในหลายๆด้าน ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ และเป็นเครื่งมือการประกอบอาชีพของประชาชน
การแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย เป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่ชัดเจน ที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จำนวนมาก และเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวนายกรัฐมนตรี คือ ชินคอร์ปอเรชั่น
ในปี 2002 รัฐบาลไทยรักไทยได้ตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กระทรวงไอซีที:ICT) ทำหน้าที่ดูแลการให้บริการด้านโทรคมนาคมและสื่อสาร หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลก็มีนโยบายให้กระทรวง ICT แปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม ที่ผู้รับสัมปทานในขณะนั้น คือ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จ่ายตามปริมาณการใช้บริการด้านโทรคมนาคมในแต่ละปี ตลอดอายุสัญญา มาเป็นเสียภาษีสรรพสามิตแทน เดิมทีบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานโทรคมนาคมจากรัฐ จะต้องจ่ายค่าสัมปทานตามปริมาณการใช้บริการด้านโทรคมนาคมจากรัฐทุกปีตลอดอายุสัญญาแลกกับสิทธิประโยชน์จากการทำธุรกิจ
กรอบการแปลงสัญญา คือ ตั้งแต่นั้น บริษัทเอกชนที่ได้สัมปทานไปแล้ว คือบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ แต่รัฐบาลจะเก็บภาษีสรรพสามิต ในอัตราร้อยละ 10 จากค่าใช้บริการแทน การแปลงสัญญาสัมปทานครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานด้านโทรคมนาคมของรัฐสองแห่งคือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ทั้งยังเป็นการกีดกันบริษัทเอกชนรายใหม่ไม่ให้เข้ามาแข่งกับบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ที่ได้สัมปทานไปแล้ว เพราะผู้ประกอบการรายใหม่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราเดียวกับชินคอร์ป และยังต้องเสียค่าสัมประทานแก่รัฐในแต่ละปีตลอดอายุสัญญาด้วย

2 การให้ใบอนุญาตแก่สายการบินต้นทุนต่ำ
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2003 บริษัทชินคอร์ปขยายธุรกิจเข้าไปในกิจการสายการบินราคาถูกหรือสายการบินโลคอสต์ โดยการเข้าซื้อหุ้นในสายการบินแอร์เอเซีย(Air Asia) กว่าร้อยละ 50 ทำให้แอร์เอเชียมีสถานะเป็นสายการบินของไทย ก่อนหน้านั้นรัฐบาล อนุมัติงบประมาณกว่า 67,000 ล้านบาท ให้เมืองเชียงใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำโครงข่ายถนนสนามบิน เชื่อมโยงเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และให้สายการบินนานาชาติเพิ่มเที่ยวบินเข้าเชียงใหม่ นัยยะว่าจะทำให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบิน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสั่งเที่ยวบินของบริษัทการบินไทยที่บินไปโตเกียว ไต้หวัน ฮ่องกง แวะเข้าเชียงใหม่ ให้เที่ยวบินที่ไปหลวงพระบาง ย่างกุ้งบินเข้าเชียงใหม่สามเที่ยวต่อสัปดาห์ ทั้งยังให้ลดค่าบริการขึ้นลงของเครื่องบิน ร้อยละ 50 ในทุกสนามบินทั่วประเทศ อ้างว่า นโยบายนี้ มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่นโยบายนี้ ทำให้บริษัทการบินไทย และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ต้องประสบกับการขาดทุน คิดเป็นเงินจำนวนมาก ข้ออ้างที่ทำให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่เกิดขึ้น

3 การจัดซื้อเครื่องบิน และการเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ของการบินไทย
ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2547 รัฐบาลไทยรักไทยได้อนุมัติโครงการจัดซื้อเครื่องบิน A 340-500 จำนวนสี่ลำและ A340-600 สิบล เพื่อใช้เปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-นิวยอร์คและกรุงเทพฯ-ลอสแอนเจลิส นอกจากนั้น ยังมีการสั่งซื้อเครื่องบินอีกหลายรอบโดยไม่สนใจการท้วงติงจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เครื่องบินแอร์บัสทั้งสองรุ่นที่ใช้ในเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯนิวยอร์ก และกรุงเทพฯ-ลอสแองเจลีส ในระหว่างเดือนกรกฎาคมปี 2003 ถึงมกราคมปี 2006 ต้องขาดทุนมหาศาล เพราะเป็นเครื่องบินพิสัยไกลพิเศษ ต้องบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงมาก เพราะบินตรงรวดเดียว แต่มีที่นั่งน้อย เพราะต้องมีที่ว่างมากพอที่จะไม่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกแออัด การบินไทย ต้องแบกรับภาระขาดทุนทุกเที่ยวบิน จนกระทั่งเที่ยวบินนี้ถูกยกเลิกไปในที่สุด เส้นทางกรุงเทพ-ลอสแองเจลีส ก็ประสบกับการขาดทุนจนต้องยกเลิกเช่นกัน
การซื้อเครื่องบินของรัฐบาลไทยรักไทย เป็นการเพิ่มเครื่องบิน ทำให้ ต้นทุนในการให้บริการสูงขึ้น นอกจากตัวเครื่องบินแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ค่าอะไหล่ ค่าใช้จ่ายในการฝึกนักบิน ที่จะใช้เครื่องบินชนิดนี้ ต่อมา เมื่อยกเลิกการใช้งาน ก็ยังต้องเสียค่าบำรุงรักษาจำนวนมาก ทั้งยังขายออกไปยาก ความเสียหายของบริษัทการบินไทยจึงพอกพูนมาเป็นเวลานานหลายปี และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การบินไทยล้มละลายในเวลาต่อมา
เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารการบินไทยเป็นผู้ที่นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการได้ จึงมีการกำหนดเที่ยวบินเพื่อซื้อเครื่องบินสมรรถนะสูงโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน และความคุ้มทุน ในช่วงที่ทำการบินเส้นทางกรุงเทพฯ นิวยอร์ค การบินไทยต้องขาดทุนมหาศาล แม้ไม่มีหลักฐานว่า นักการเมืองคนใดได้รับ”เงินทอน” มากน้อยอย่างไร แต่ที่แน่ชัด คือ การจัดซื้อเครื่องบินเพื่อใช้บินในสองเส้นทางนี้ ทำให้การบินไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ต้องขาดทุนอย่างหนัก และประเทศชาติได้รับความเสียหาย

4. การให้เงินกู้แก่รัฐบาลพม่า ในปี 2005 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยโดยการแทรกแซงของนายกรัฐมนตรี ได้ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลพม่า เพื่อให้รัฐบาลพม่า ซื้อบริการสื่อสารผ่านดาวเทียม จากบริษัทชินแซทเทลไลท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของตระกูลชินวัตร ในฐานะรัฐวิสาหกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลโดยไม่ขัดขืน แม้รู้อยู่แก่ใจว่าการปล่อยเงินกู้ดังกล่าวเป็นสิ่งไม่ควรทำ และเสี่ยงที่จะเป็นหนี้สูญ

5. การซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยาของทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ถนนรัชดาภิเษก เนื้อที่ 33 ไร่ ในราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน โดยทักษิณร่วมลงนามในฐานะคู่สมรส ที่ดินแปลงนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ซื้อมาในราคา 2,749 ล้านบาท มีการเปิดประมูลในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 2003โดยตั้งราคาขั้นต่ำไว้เพียง700 ล้านบาท ในที่สุด คุณหญิงพจมานเป็นผู้ชนะการประมูล
การประมูลซื้อที่ดินครั้งนี้ นอกจากผิดกฎหมาย ที่นายกรัฐมนตรี และภรรยาที่ไปประมูลซื้อที่ดินจากหน่วยงานของรัฐแล้ว รัฐบาลยังกำหนดให้วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.2003 เป็นวันทำการตามปกติเพื่อให้คุณหญิง พจมานสามารถโอนที่ดินแปลงดังกล่าวภายในปี 2003 เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีรับโอนที่ดินในอัตราใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ วันที่ 1 มกราคม ปี 2004 การซื้อที่ดินครั้งนั้น เสียค่าธรรมเนียมการโอนเพียงเจ็ดแสนบาทเศษ ถ้าโอนหลังปีใหม่ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน เป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท รัฐบาลทักษิณใช้อำนาจประกาศ วันที่ 31 ธันวาคม 2003 เป็นวันทำการหน่วยงานของรัฐบาล ไม่ใช่วันหยุดราชการ การเปลี่ยนวันหยุดเป็นวันทำการ เพื่อเอื้อประโยชน์ด้านภาษีทำธุรกรรมดังกล่าว ทำให้ครอบครัวชินวัตรประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินไปประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อประหยัดเงินเพียงเท่านี้ ทักษิณ ชินวัตร ถึงกับแก้กฎหมายให้วันหยุดราชการ เป็นวันทำการได้ เมื่อตนมีอำนาจเป็นรัฐบาล

6. การขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปให้แก่บริษัทเทมาเส็ก(Temasek)ของสิงคโปร์
ตระกูลชินวัตรได้ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่บริษัทเทมาเส็ก ซึ่งเป็นบริษัทจัดการ การลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ในปลายเดือนมกราคม ค.ศ.2006 ด้วยมูลค่า 73,271 ล้านบาท การขายหุ้นครั้งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จนเกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาล ที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 มีการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นไปอย่างไม่สุจริต การชุมนุมประท้วงจึงดำเนินต่อไป ในที่สุด ก็เกิดการรัฐประหารในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 และทักษิณหนีไปอยู่ที่ต่างประเทศ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ระหว่างนั้น ทักษิณ ชินวัตร มีความพยายามทุกอย่างเพื่อกลับประเทศยุยงให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน จนมีการเผาศาลากลางจังหวัดและบ้านเรือน มีการก่อความวุ่นวาย จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนถึงปี 2024 เมื่อพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล ด้วยข้อตกลงพิเศษกับผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทักษิณ ชินวัตร จึงได้กลับมาประเทศไทย และได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ เหลือเวลาจำคุกเพียงหนึ่งปี แต่ทักษิณ ชินวัตร ก็ใช้เล่ห์เพทุบาย ไม่ยอมจำคุก อ้างว่าป่วยหนัก แล้วไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจแทนการจำคุกในเรือนจำเป็นเวลา 6 เดือน จนออกมาพักโทษที่บ้านพัก
การขายหุ้นแก่เทมาเส็ก ปี 2006 มีสิ่งที่ไม่ถูกต้องหลายประการ คือ

ก. มีการใช้กลวิธีทางภาษี ทำให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีเงินได้แม้แต่บาทเดียว โดยการ โอนกิจการของชินคอร์ปให้บริษัทแอมเปิ้ลริช (Ample Rich) ซึ่งจดทะเบียนที่เกาะบริติช เวอร์จิน(British Virgin) แล้วขายหุ้นให้ลูกชายและลูกสาวของทักษิณ ชินวัตร ในราคาหุ้นละ 1 บาท (ขณะที่ในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อขายกันที่ หุ้นละ 49.50 บาท) หลังจากนั้นลูกสาวและลูกชายได้ขายหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก ถือเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปกติที่ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
ข. การขายครั้งนี้ มีสัดส่วนเกินร้อยละ 49 ของหุ้นบริษัทชินคอร์ป ที่แต่เดิมกฎหมายกำหนดว่า บริษัทต่างชาติ เป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมได้ไม่เกินร้อยละ 25 แต่เพียงสองวัน ก่อนการขายหุ้นของชินคอร์ปให้เทมาเส็ก รัฐบาลได้แก้กฏหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้ไม่เกินร้อยละ 50
ค. บรรดาธุรกิจทั้งหลายที่อยู่ภายใต้การถือครองของชินคอร์ป มีบางกิจการ ที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นอยู่แล้ว หากขายหุ้นร้อยละ 49 ให้เทมาเส็กอีก ก็จะมีชาวต่างชาติที่ถือหุ้นเกินร้อยละ 50 จึงมีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ชื่อกุหลาบแก้วซึ่งมีคนไทยเป็นนอมินี(nominee) หรือผู้ถือหุ้นในนามในบริษัทโฮลดิ้งนี้ เพื่อเลี่ยงกฏระเบียบ การถือหุ้นของชาวต่างชาติก่อนการขายให้บริษัทเทมาเส็ก ในเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนการขายหุ้น
ง.กิจการที่ขายให้เทมาเส็ก มีทั้งธุรกิจดาวเทียมโทรคมนาคม สายการบิน สถานีโทรทัศน์ โดยทั่วไป ไม่มีประเทศใด ยินยอมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาควบคุม หรือมีส่วนร่วมกับธุรกิจเหล่านี้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ แต่ชินคอร์ปก็ยินดีที่จะขายกิจการเหล่านี้ โดยไม่รู้สึกว่า มีความผิดแต่อย่างไร

ต่อมา ศาลฎีกาได้ไต่สวน และพิพากษา ยึดทรัพย์ทักษิณกว่า 46,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยย้อนหลังอีก 17,000 ล้านบาท

คดีความเกี่ยวกับการทุจริตของทักษิณ ชินวัตร ยังมีอีกหลายคดี เช่น ก).การให้ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่บริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งภายหลังพบว่า บริษัทนี้ได้จ่ายสินบนให้ภรรยา และลูกของทักษิณ ข). คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ที่ทักษิณเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีหลายคนเป็นกรรมการ ได้อนุมัติให้ยกเว้นภาษีแก่ดาวเทียมไทยคม หรือไอพีสตาร์ ที่เป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป ค.ทุจริตในการออกสลากพิเศษ ซื้อหวยบนดินเลขท้าย 2 ตัว และ 3ตัว เป็นต้น คดีเหล่านี้ ศาลไม่สามารถตัดสินได้ในช่วงแรกที่ทักษิณหลบหนีอยู่นอกประเทศ เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่า คดีต่างๆ จะตัดสินไม่ได้ หากผู้ถูกฟ้องไม่มาปรากฏตัวในขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษา แต่ต่อมา มีการแก้ไขกฎหมาย ทำให้แม้ผู้ถูกฟ้องไม่มาปรากฏตัว ก็สามารถตัดสินคดีได้ ทักษิณจึงถูกตัดสินให้จำคุกในคดีต่างๆ รวมเป็นเวลาหลายปี

กล่าวโดยสรุป รัฐบาลไทยรักไทยมีการทุจริตเชิงนโยบาย กำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและครอบครัวโดยมติคณะรัฐมนตรี คำสั่งของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งแต่งตั้งเครือญาติและลูกน้องเข้าไปเป็นผู้บริหารในกระทรวงและในรัฐวิสาหกิจที่สามารถกำหนดกฎหมาย กฎระเบียบได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ใช้วิธีต่างๆหลีกเลี่ยงกฎหมาย

เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยจึงได้รับความเสียหายมากในสมัยที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ต่อมา มีการรัฐประหารจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ทักษิณ ชินวัตรยังสามารถสร้างความเสียหายแก่ประเทศโดยการยุยงให้ลูกสมุนก่อความวุ่นวายจนพรรคพวกและน้องสาวของตนเองขึ้นเป็นรัฐบาลบริหารประเทศได้อีก จนถึงปัจจุบัน ทักษิณถูกจำคุกในเรือนจำ แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะกลับมามีอำนาจอีก เพื่อจะได้เป็นรัฐบาลและโกงต่อไป

กรณีทุจริตคอรัปชั่นอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเสื่อมถอยลงไปมากในศตวรรษที่ 21ยังมีอีกมาก จะยังไม่กล่าวในที่นี้ ส่วนผลเสียของการทุจริตคอรัปชั่น ต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม จะกล่าวถึงในหัวข้อระบบราชการ และการดำเนินนโยบาย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงความไม่สงบของบ้านเมือง ที่เป็นเหตุของความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่21ก่อน

ความไร้เสถียรภาพในเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ศตวรรษที่ 21 ผ่านไปเพียง 25 ปี ในช่วงเวลานี้ ประเทศไทย มีการทำรัฐประหารสองครั้ง และเปลี่ยนรัฐบาลกว่า10 ชุด สาเหตุของรัฐประหาร เกิดจากความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมือง แต่สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่วนหนึ่งเกิดจากพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล ถูกยุบจากกรณีทุจริตคอรัปชั่น และความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงของคนกลุ่มต่างๆที่ทำมห้เกิดความไม่สงบจนต้องมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ในที่นี้ จะสรุปเหตุการณ์บางอย่างสั้นๆจากช่วงปลายของรัฐบาลไทยรักไทยปีค.ศ.2006 ถึงปลายรัฐบาลเพื่อไทยปี 2017ตามลำดับเวลา ดังนี้:

ปีค.ศ. 2006 มีการชุมนุมของกลุ่มพธม.(พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)หลังจากที่ทักษิณขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ข้อกล่าวหาการทุจริตคอรัปชั่นที่โจ่งแจ้งของรัฐบาล การชุมนุมประท้วงดำเนินอยู่หลายเดือน จนเดือนกันยายนก็เกิดการรัฐประหาร และทักษิณ ได้ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

หลังจากนั้น พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงปีเศษ ก็มีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน( นักการเมืองกลุ่มเดียวกับพรรคไทยรักไทย แต่เปลี่ยนชื่อพรรค)ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลประมาณเก้าเดือนก็ถูกยุบพรรค ด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง

รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็ยแกนนำ เข้ามาบริหารประเทศในปลายปีค.ศ.2008 ในระหว่างปี 2009–2021 มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล โดยกลุ่มที่เรียกชื่อตนเองว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ”(นปช.)หรือที่เรียกกันว่า“กลุ่มคนเสื้อแดง”ก่อการจลาจล ปิดถนน ยิงถล่มศาลรัฐธรรมนูญ เผาศาลากลางจังหวัด และอาคารบ้านเรือนทำให้มีผู้บาดเจ็บตายจำนวนมาก ทั้งยังด่าทอนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง ขณะนั้น ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน จัดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียน ประเทศพันธมิตร และผู้แทนองค์การระหว่างประระเทศที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีช พัทยา จังหวัดชลบุรี แกนนำนปช.และคนเสื้อแดง เดินทางไปทำลายการประชุมที่พีทยา ทำลายการประชุม จนผู้นำประเทศ และผู้นำองค์กรสำคัญต่างๆ ที่มาร่วมประชุมหลบหนีออกจากโรงแรม ทำให้การประชุมต้องยุตติลงอย่างกระทันหัน การกระทำครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียชื่อไปทั่วโลก สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศไทย เจ้าภาพในการประชุมมาก

ข้ออ้างของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คือ พรรคประชาธิปัตย์มี สส.น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเพื่อไทย หลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบจากการทุจริตในการเลือกตั้ง) แต่กลับได้เป็นรัฐบาล ขัดกับหลักการประชาธิปไตย แต่ข้อเท็จจริงคือ ในที่ประชุมรัฐสภา พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และที่ประชุมได้เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วยข้ออ้างเรื่องไม่เป็นประชาธิปไตยและการยุยงจากนอกประเทศของทักษิณ ชินวัตร การชุมนุมของ นปช.ดำเนินต่อไป และใช้วิธีที่รุนแรงมากขึ้น มีการเผาสถานที่ราชการ ศูนย์การค้า ใช้อาวุธร้ายแรง ทำร้ายประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนมีคนเสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้จำนวนมาก

มีผู้กล่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศในเวลานั้น เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของ นปช.ในระหว่างการชุมนุม ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์ผ่านวีดีโอเข้ามายังการชุมนุม ยุยงให้กลุ่มผู้ชุมนุมทำ การเผาศาลากลางจังหวัด และก่อความรุนแรงเพื่อต่อต้านรัฐบาล ข้อเท็จจริงนี้ไม่มีการยืนยัน แต่จากสภาพแวดล้อมและภาวการณ์ขณะนั้น ชัดเจนว่า ทักษิณ ขินวัตร ให้การสนับสนุนกลุ่มนปช.อย่างแน่นอน

เมื่อบ้านเมืองมีความวุ่นวายและมีคนบาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลต้องเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม มีการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยที่ชูนโยบายประชานิยมได้รับชัยชนะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเวลาสองปีเก้าเดือน แต่มีนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหายมาก

ในช่วงสองปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ชินวัตร บ้านเมืองยังสงบ แม้มีประชาชนจำนวนมาก ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และเศรษฐกิจต้องประสบปัญหาหลายอย่างที่เกิดจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาล แต่ก็ยังไม่มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล

การล่มสลายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เริ่มจากเหตุการณ์การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้มีความผิด ในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยรัฐสภาลงมติอนุมัติการพิจารณาในวาระสองและสามของพรบ.นี้ เมื่อเวลา 4.25 น. ของวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2013 นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมประท้วงและผู้ทำความผิดทุกคนทุกกรณีรวมทั้งผู้เผาศาลากลางจังหวัด ทำร้ายชีวิตและทำลายทรัพย์สิน พรบ.นี้ยังมีบทบัญญัติหรือข้อความที่สอดไส้ช่วยเหลือทักษิณให้กลับประเทศได้โดยไม่รับการลงโทษด้วย (พรบ.นิรโทษกรรมที่มีเนื้อหาสุดขั้วนี้มีฉายาหลายอย่าง เรียกกันว่าเป็น”พรบ.สุดซอย” “พรบ.เหมาเข่ง” “พรบ.ลักหลับ” บ้าง) การผ่านพรบ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ทำให้ประชาชนไม่พอใจเป็นอย่างมาก ต่อมา จึงมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของประชาชนที่เรียกกลุ่มตนว่า”คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)” มีการชุมนุมประท้วงหลายเดือน มีผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก ในที่ชุมนุม มีบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนร่วมอภิปราย เปิดโปงถึงความชั่วร้าย การทุจริตคอรัปชั่น และการกระทำที่ไม่เคารพกฎหมายของรัฐบาลทักษิณ รวมทั้งยิ่งลักษณ์และพรรคพวก การชุมนุมประท้วงได้ลุกลามมาก จนรัฐบาลต้องประกาศยุบสภา และกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 แต่กลุ่มกปปส.ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งโดยไม่มีการปฏิรูปประเทศ จึงไม่ยอมเลิกชุมนุม และประกาศคำขวัญว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” คือ หากไม่ปฏิรปให้มีการเมืองการปกครองที่สมบูรณ์ ก็จะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง

ในช่วงเวลาระหว่างการประกาศยุบสภาของรัฐบาล ในปลายปีค.ศ. 2013 จนถึงการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคมปี 2014 เหตุการณ์ในประเทศมีความโกลาหลวุ่นวายมาก นอกจากกปปส.แล้ว ยังมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าว รวมทั้งการทำร้ายผู้ประท้วงด้วยพฤติกรรมรุนแรงของฝ่ายรัฐบาล ที่มีการประทะกันถึงขั้นนองเลือด จนฝ่ายทหารทำรัฐประหาร เพื่อยุติความรุนแรง

การชุมนุมของกลุ่มชาวนา เกิดจากความไม่พอใจที่ไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าว ในภาวะปกติ รัฐบาลกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ แต่หลังจากยุบสภา รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมอบให้ธกส.จ่ายเงินค่าจำนำข้าวแก่ชาวนาได้ เวลานั้น สถาบันการเงินต่างไม่ยอมปล่อยเงินกู้ กระทรวงการคลัง ก็ไม่ยอมค้ำประกันเงินกู้ เพราะเกรงว่าจะทำผิดกฎหมาย เงินที่รัฐบาลได้รับอนุมัติใช้จ่ายหมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวมีเหลืออยู่น้อย กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่สามารถขายข้าวได้ ชาวนาที่นำข้าวมาจำนำจึงไม่ได้รับเงิน ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก ชาวนาจำนวนมากที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น บางคนต้องฆ่าตัวตาย
แม้สถานการณ์เลวร้ายลงมาก และมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่รัฐบาลเพื่ดไทยซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็ไม่ยอมลาออก ฝ่ายทหารจึงต้องออกมาทำรัฐประหาร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การขึ้นครองอำนาจรัฐ จนถึงการล่มสลายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความคล้ายคลึงกับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรมาก คือ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ จากการหาเสียงที่เสนอนโยบายประชานิยมเลวร้าย ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งหลงเชื่อ จนได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็นำนโยบายประชานิยมที่เสนอไว้ในช่วงหาเสียงมาใช้ มีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่เคารพกฎหมาย ทั้งยังสั่งการให้พรรคพวก และลูกสมุนร่วมทำความผิด เมื่อถูกจับได้และถูกศาลตัดสินมีความผิด หัวหน้ารัฐบาลก็หลบหนีออกนอกประเทศ ปล่อยให้ผู้ที่ร่วมทำความผิด ต้องถูกจับติดคุกเป็นเวลานาน นอกจากนั้น แม้เจ้าตัวหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว แต่ยังคงมีพรรคการเมือง ที่อยู่ภายใต้การบงการ สามารถสั่งการและบงการเพื่อให้กลับเข้ามามีอำนาจอีก โดยใช้นโยบายประชานิยมทำการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความนิยมจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง เพื่อหวังชัยชนะจากการเลือกตั้งให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก เมื่อเป็นรัฐบาล ก็ดำเนินนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียง สร้างความเสียหายให้ประเทศอีก วนเวียนกันอยู่เช่นนี้

การชุมนุมประท้วงและการก่อความวุ่นวายแต่ละครั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องได้รับความเสียหายมาก ในเวลาบ้านเมืองไม่สงบ การลงทุนจากต่างประเทศจะลดลงไปมาก การท่องเที่ยวก็ลดลงมาก หลังจากที่มีการรัฐประหารในปี 2014 เสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในประเทศไทยดีขึ้นมาก แต่การลงทุนจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก จากการขาดความมั่นใจของนักลงทุน แม้รัฐบาลจะเสนอสิทธิประโยชน์มห้แก่นักลงทุนต่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นหลายประเทศ และมีโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ประเทศไทย ก็ยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศน้อยกว่าประเทศในอาเซียนหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย แม้การท่องเที่ยว มีการฟื้นขึ้นมาบ้าง สาเหตุหนึ่งของความเสื่อมถอยของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 จึงมาจากความไร้เสถียรภาพในเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจากการก่อความวุ่นวายของนักการเมืองและประชาชนที่ไม่หวังดีต่อประเทศ

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *