INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

บทความวิเคราะห์: จุดเปลี่ยนแห่งตะวันออกกลาง ความเสี่ยงนิวเคลียร์บนเส้นขนาน

Untitled design 2

บทความวิเคราะห์: จุดเปลี่ยนแห่งตะวันออกกลาง ความเสี่ยงนิวเคลียร์บนเส้นขนาน

โดย:ศ.พล.ท ดร. สมชาย วิรุฬหผล เรียบเรียง

ตะวันออกกลางกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ ภายใต้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากต่ออิหร่านในชื่อ “Roaring Lion” และ “Epic Fury”  การโจมตีครั้งนี้ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธของอิหร่าน  ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะด้วยกำลังอีกต่อไป หากแต่ได้ปลดปล่อยความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจนำภูมิภาคและโลกไปสู่หายนะจากนิวเคลียร์ บทความนี้จะวิเคราะห์ความเสี่ยงดังกล่าวในสามมิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงจากความพยายามครอบครองนิวเคลียร์ของอิหร่าน ความเสี่ยงจากการบานปลายของความขัดแย้งจนถึงจุดแตกหัก และความเสี่ยงจากการล่มสลายของระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคโดยเฉพาะการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล

 

1. ความเสี่ยงจาก “การครอบครอง”: แรงจูงใจที่ถูกกระตุ้นจากการโจมตี

 

เป้าหมายหลักที่สหรัฐฯ และอิสราเอลประกาศคือการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์  แต่การดำเนินการทางทหารกลับสร้างแรงจูงใจให้อิหร่านเดินหน้าสู่เป้าหมายนั้นมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

· การสูญเสียการควบคุมและความรู้ด้านวัสดุนิวเคลียร์: การโจมตีสองระลอกภายในเวลาไม่ถึงปี (มิถุนายน 2025 และกุมภาพันธ์ 2026) แม้จะสร้างความเสียหายให้แก่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่สามารถทำลายคลังวัสดุนิวเคลียร์ที่อิหร่านสะสมไว้ได้ รายงานลับของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า อิหร่านมีแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงถึงระดับ 60% มากถึง 440 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ มากถึง 10 หัวรบ หากเสริมสมรรถนะต่อไปอีกเล็กน้อย  ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากการโจมตี IAEA ได้ “สูญเสียความต่อเนื่องของความรู้” (lost continuity of knowledge) เกี่ยวกับที่อยู่และการเคลื่อนย้ายวัสดุดังกล่าว โดยคาดว่าถูกซ่อนไว้ในอุโมงค์ที่คอมเพล็กซ์นิวเคลียร์อิสฟาฮานซึ่งยังคงสภาพดี  การที่ไม่มีผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศและสถานที่นิวเคลียร์ที่ประกาศตัวถูกทำลาย กลายเป็น สิ่งปกปิด (cover) ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการฟื้นฟูโครงการในรูปแบบลับ อย่างไรก็ตามIAEAได้ออกแถลงการโดยผอ.กรอสนี่ในเดือนมิถุนายน2025ว่าไม่พบว่าอิหร่านได้มีการพัฒนาที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นระบบ

· ตรรกะแห่งการยับยั้ง: เหตุผลสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้อิหร่านต้องการระเบิดนิวเคลียร์คือ ตรรกะแห่งการอยู่รอด ดังที่เซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย วิเคราะห์ไว้อย่างเฉียบคมว่า “สหรัฐฯ ไม่เคยโจมตีประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์”  การที่อิหร่านถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงถึงสองครั้ง โดยที่สูญเสียผู้นำสูงสุดและผู้บัญชาการทหารระดับสูง  ได้ตอกย้ำให้ระบอบเตหะรานเห็นว่า หากไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ย่อมไม่มีความมั่นคงอย่างแท้จริง การมีอาวุธนิวเคลียร์จึงไม่ใช่ทางเลือกเชิงรุกอีกต่อไป แต่คือ “สายพานลำเลียงสุดท้าย” เพื่อความอยู่รอดของระบอบ

 

2. ความเสี่ยงจาก “การบานปลาย”: จุดเปราะบางบนเส้นทางสู่สงครามเบ็ดเสร็จ

 

นอกเหนือจากแรงจูงใจในการครอบครองแล้ว ลักษณะของความขัดแย้งในปัจจุบันก็เต็มไปด้วยปัจจัยที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยจำเป็น

 

· ยุทธศาสตร์ตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นของอิหร่าน: จากการโจมตีตอบโต้ในปฏิบัติการ “True Promise 4” อิหร่านแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหลักนิยม คือ การโจมตีที่รวดเร็ว กว้างขวาง และรุนแรงขึ้น โดยไม่มีการส่งสัญญาณเพื่อลดความตึงเครียดเหมือนครั้งก่อน  การโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ บาห์เรน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  แสดงให้เห็นว่าอิหร่านพร้อมจะ “เปิดประตูนรก” (open the gates of hell)  และกระจายสมรภูมิออกไป ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศเจ้าบ้านซึ่งเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ จะถูกดึงเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่

· การตัดสินใจที่กระจายอำนาจ (Pre-delegated Authority): หนึ่งในพัฒนาการที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่อิหร่านเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีที่มุ่งสังหารผู้นำระดับสูง โดยมีการ “มอบอำนาจการตัดสินใจล่วงหน้า” (pre-delegated response authority) ให้กับผู้บังคับบัญชาหน่วยรบระดับล่าง  ซึ่งหมายความว่า แม้อิสราเอลและสหรัฐฯ จะสามารถ “ตัดหัว” ระบอบการปกครองได้สำเร็จ แต่ก็อาจไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ครั้งใหญ่ได้ เพราะอำนาจในการยิงขีปนาวุธหรือแม้กระทั่งการพิจารณาใช้อาวุธยุทธวิธีบางประเภท อาจตกไปอยู่ในมือของผู้บัญชาการภาคพื้นดิน ท่ามกลางความโกลาหลและข้อมูลที่จำกัด ความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดอันเนื่องมาจากความขัดข้องในการสื่อสารหรือความหวาดระแวงจึงสูงขึ้นแบบเท่าทวีคูณ

 

3. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: “คลื่นยักษ์สึนามิ” แห่งการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

 

หากความเสี่ยงสองข้อแรกเป็นภัยจากอิหร่านโดยตรง ความเสี่ยงข้อนี้คือผลกระทบลูกโซ่ที่จะเปลี่ยนแปลงหน้าตาของตะวันออกกลางและโลกไปตลอดกาล

 

· ปฏิกิริยาลูกโซ่ในประเทศอาหรับ: การที่อิหร่านถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังคงมีโครงการนิวเคลียร์ที่ “คลุมเครือ” และ IAEA ไม่สามารถตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง ส่งสัญญาณที่อันตรายไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค  เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ประกาศจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า “หากอิหร่านมีระเบิด เราก็ต้องมีระเบิด”  นอกจากซาอุดีอาระเบียแล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และอียิปต์ ต่างก็จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  การที่มหาอำนาจตะวันตกใช้กำลังทหารโดยไม่มีทางออกทางการเมืองที่ชัดเจน อาจผลักดันให้ประเทศเหล่านี้เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตนเองในฐานะ “เครื่องรับประกันความมั่นคง” ส่งผลให้ตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ ยุคแห่งการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Arms Race) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

· การล่มสลายของระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธ: ดังที่รัสเซียเตือนไว้ สงครามครั้งนี้กำลังทำให้ “ปัญหาการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เริ่มหลุดออกจากการควบคุม”  หากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางเริ่มแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ ความชอบธรรมและประสิทธิภาพของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ซึ่งเป็นเสาหลักของความมั่นคงโลกมาเกือบ 80 ปี จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่อันตรายอย่างคาดเดาไม่ได้ ซึ่งจำนวนรัฐที่มีหัวรบนิวเคลียร์อาจเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักภายในเวลาไม่กี่ปี ที่สำคัญอิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์นับร้อยหัวรบ แต่ไม่ถูกตรวจสอบ โดยอิสราเอลไม่เคยปฏิเสธหรือยอมรับ กลับสร้างความหวาดระแวงในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

บทสรุป: ณ จุดที่การป้องปรามล้มเหลว

 

ปฏิบัติการ “Epic Fury” และ “Roaring Lion” อาจสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจและความหวาดกลัวที่มีรากลึกได้ ตรงกันข้าม มันกลับเสริมสร้างตรรกะที่ว่า การมีอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้นคือหลักประกันความอยู่รอด

 

ความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางขณะนี้จึงไม่ได้มีเพียงมิติเดียวอีกต่อไป แต่เป็น “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ซึ่งประกอบด้วย:

 

1. รัฐหนึ่ง (อิหร่าน) ที่มีวัสดุเพียงพอ แรงจูงใจสูงสุด และกำลังถูกโจมตี จนอาจตัดสินใจ “แหกกฎ” ข้ามธรณีประตูนิวเคลียร์เพื่อความอยู่รอดของระบอบ

2. สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งมีแนวโน้มบานปลายสูง โครงสร้างการบังคับบัญชาที่เปราะบางและกระจายตัว เพิ่มความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาด

3. ระเบียบภูมิภาคที่กำลังพังทลาย นำไปสู่การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในหมู่ประเทศอาหรับ เปลี่ยนตะวันออกกลางให้กลายเป็น “ถังดินปืน” ที่มีหัวรบนิวเคลียร์กระจายอยู่ทั่วไป

4.อิสราเอลที่กลายเป็นตัสแปรที่คลุมเครือในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ตามแผนSamson Optionยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

 

ณ จุดนี้ การทูตและการเจรจาได้พังทลายลงแล้ว  สิ่งที่เหลืออยู่คือการคำนวณผลประโยชน์ทางทหารระยะสั้น กับความเสี่ยงระยะยาวที่ไม่อาจประเมินค่าได้ของมวลมนุษยชาติ ตะวันออกกลางได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งจากวิกฤตความมั่นคง สู่โศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ประวัติศาสตร์จะจดจำช่วงเวลานี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคนิวเคลียร์ครั้งใหม่ที่มืดมนและอันตรายยิ่งกว่า หรือเป็นครั้งสุดท้ายที่มนุษยชาติได้เห็นเส้นขอบฟ้าก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดลง คำตอบขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คนในไม่กี่วันข้างหน้านี้

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *