ความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์

ความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์
ภายในตำรารากฐานของพวกเขา “Strategic Management” นักวิชา
การการบริหาร ไมเคิล ฮิตต์ ดูเเอน ไอร์แลนด์ เเละ โรเบิร์ต ฮอสคิสสัน นิยามความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ เป็นความสามารถคาดคะเน จินตนาการ ให้อำนาจบุคคลอื่นสร้างการเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ เฮิร์บ เคลลีเฮอร์
ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ เชี่ยวชาญเป็นตัวตนของสิ่งนี้โดยการหลอมรวมกลยุทธ์ธุรกิจต้นทุนต่ำกับวัฒนธรรมบริษัทผิดธรรดา พิสูจน์ว่าวัฒนธรรมที่ไมเหมือนใครเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีพลังเลียนแบบไม่ได้ พวกเขาเเสดงความเป็นผู้นำของเฮิร์บ เคลลีเฮอร์
ณ เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ เป็นโมเดลที่สำคัญของความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ภายในตำราทีใช้กันอย่างมากของพวกเขา “Strategic Management : Competitiveness and Globalizaton”
พวกเขาใช้เฮิร์บ เคลลีเฮอร์ เป็นตัวอย่างคลาสสิคของความเป็นผู้นำ
เชิงกลยุทธ์ที่ผสมผสานความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปเเละความเป็นผู้นำเชิง
บารมี ผู้นำเชิงปฏิรูปมุ่งที่การบันดาลใจและการกระตุ้นสติปัญญาของ
บุคคลที่จะบรรลุผลลัพธ์ผิดธรรมดา ในขณะที่พัฒนาพวกเขาไปสู่ผู้นำ
ในอนาคต ยกระดับทั้งผู้นำและผู้ตาม ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นของแรงจูงใจ
และขวัญกำลังใจ พวกเขาสร้างวิสัยทัศน์ร่วม และได้เปลี่ยนแปลงวัฒน
ธรรมขององค์การ ผู้นำเชิงบารมีจะขึ้นอยู่กับเสน่ห์ส่วนบุคคล การโน้มน้าวใจ การสื่อสารที่ดึงดูด และบันดาลใจความจงรักภักดีที่รุนเเรง และ
ความผูกพันทางความรู้สึก วิสัยทัศน์ส่วนบุคคลของผู้นำ ความสามารถของพวกเขาที่จะปลูกฝังความไว้วางใจ และการทุ่มเทอย่างลึกซึ้งทำให้
ผู้ตามมีเเรงจูงใจสูง
การทุ่มเทพวกเขาผูกติดโดยตรงต่อบุคลิกภาพของผู้นำ แทนที่จะเป็นองคฺ์การที่กว้างขึ้น วิถีทางของเฮิรบ เคลลีเฮอร์เชื่อมต่อช่องว่างได้บรรลุความสำเร็จระหว่างกลยุทธ์ที่แท้จริงและการกระทำของแนวหน้า ดำเนินการอย่างสมบูรณ์ทั้งความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปและความเป็นผู้นำเชิงบารมี
ความเป็นผู้นำเชิงรับใช้ บุคคลลำดับแรกของเคลลีเฮอร์ ได้ส่งเสริมวัฒน
ธรรมบริษัทที่ไม่ตัวตนกลายเป็นกลยุทธ์ต้นทุนต่ำมีประสิทธิภาพสูงเป็น
ไปไม่ได้ต่อคู่เเข่งขันมรดกที่จะเลียนแบบ เขามองธุรกิจเป็นการสู้รบที่
ต่อเนื่อง มักจะอ้างอิงนักกลยุทธ์ทหาร นายพลจอร์จ แพตตันแต่ไม่ยอม
ที่จะเบื่อ ความเป็นผู้นำของเขา ณ เซ้าธ์เวสท์ มักจะเปรียบเทียบต่อวิถี
ทางสไตล์นายพลแพตตัน ทำนองเดียวกับจอร์จ แพตตัน เป็นผู้บัญชา
การทหารที่ไม่หยุดยั้ง โจมตีอย่างรุนแรงที่จะชนะ เคลลีเฮอร์ ได้ต่อสู้
อย่างโหดเหี้ยมกับคู่เเข่งขันของอุตสาหกรรม สู้รบอย่างรุนแรงที่จะลดข้อบังคับของท้องฟ้า
เฮิร์บ เคลลีเฮอร์ ได้เปลี่ยนแปลงสายการบินภูมิภาค ที่ต่อสู้ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมทำกำไรสูง ด้วยการบันดาลใจบุคคล พลิกคว่ำบรรทัดฐานการบินธรรมเนียมปฏิบัติ เขาได้ผสมผสานบารมีและการปฏิรูปได้บรรลุความสำเร็จผ่านทางการกระทำที่เฉพาะเหล่านี้ ไมเคิล ฮิตต์ ได้ยืนยันว่า ผู้นำเชิงกลยุทธ์ต้องสร้างและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพทุนมนุษย์ของบริษัทสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน ปรัชญาการปฏิรูปของเคลลีเฮอร์คือ บุคคลถูกเรียงเป็นลำดับแรก ลูกค้าลำดับที่สอง และผู้ถือหุ้นลำดับที่สาม ด้วยการลงทุนอย่างลึกซึ้งกับบุคคลของเขา เคลลีเฮอร์
ได้ส่งเสริมความจงรักภักดีที่เข้มข้นและกรอบความคิดหัวใจของผู้รับใช้ ถ่ายทอดโดยตรงไปสู่บริการลูกค้าที่ผิดธรรมดา
การปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อเคลลีเฮอร์ ได้ยกระดับเเรงจูงใจของผู้ตามของเขา การให้พวกเขาที่จะระบุใหม่บทบาทของพวกเขา บุคคลไม่ได้เพียงแค่มองตัวพวกเขาเองเป็นบุคคลสายการบิน แต่เป็นผูู้ขับเคลื่อนบริการลูกค้าที่ผลักดันการทำกำไร บารมีทำให้เคลลีเฮอร์สื่อสารอย่างชัดเจน
วิสัยทัศน์ที่บันดาลใจ ได้การยอมรับจากบุคคลของเขา และสื่อมวลชนระหว่างช่วงเวลาวิกฤติเริ่มแรก บุคลิกภาพที่นาประทับใจมากของเคลลี
เฮอร์ การดูแลบุคคลอย่างเเท้จริงของเขาได้รวมกำลังงานเป็นหนึ่งเดียว แทนการเป็นลำดับชั้นบริษัทตายตัวสมัยเดิมเคลลีเฮอร์ใช้บารมีของเขาจุดบริษัทด้วยความสนุุกสนาน ความอบอุ่นใจ ความเป็นอิสระภายในการ
ทำงาน เขากล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่าเขาชอบบริษัทยึดติดความรักที่ไม่ใช่
ความกลัว เป็นตัวตนของความเป็นผู้นำเชิงรับใช้ ด้วยการลดความแตก
ต่างของบุคคล ความเป็นผู้นำเชิงรับใช้ของเขายอมให้บุคคลก้าวหน้บน
ความสามารถ เช่น ซีอีโอก่อนหน้านี้ คอลลีน เเบร์เรตต์ เป็นเลขานุการ
กฏหมายของเคลลีเฮอร์มาก่อน
เฮิร์บ เคลลีเฮอร์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่จูงใจบุุคคลของเขาเท่านั้น เขาได้ปฏิรูปกลยุทธ์ เขาทำให้กา่รปฏิบัติการเรียบง่ายลง ด้วยการใช้เครื่องบินประเภทเดียว -โบอิ้ง 737 – ดำเนินการเวลาเครื่องบินขึ้นลงอย่างรวดเร็ว และอ้อมผ่านระบบดุมล้อและซี่ล้อ เพื่อเส้นทางเที่ยวบินจุดต่อจุด ไมเคิล
ฮิตต์ จะมุ่งเน้นว่าทฤษฎีความเป็นผู้นำของเคลลืเฮอร์เป็นตัวตนที่สมบูรณ์
โดยความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป และความเป็นผู้นำเชิงบารมี พวกเขาอ้างอิงโดยเฉพาะความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และบารมีที่ไม่เหมือนใครของเขา ที่ช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของเซ้าธ์เวสท์อย่างไร เขาบันดาลใจความจงรักภักดีอย่างลึกซึ้ง นำโดยตัวอย่างส่วนบุคคลและ
ไม่กลัวทำลายกฏที่จะบรรลุภารกิจของเขา นายพลจอร์จ แพตตัน สร้าง
ชื่อเสียงอยู่ใกล้กับกาองทหารของเขา และไปเยี่ยมแนวหน้า เคลลีเฮอร์
ยึดมั่นหลักการบุคคลลำดับแรก ความเชื่อว่าถ้าคุณดูแลบุคคลของคุณ
พวกเขาโดยธรรมชาติดูแลลูกค้า
เฮิรบ เคคลีเฮอร์ เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นผู้นำเชิงบารมี เขาหมาย
ความถึงผูู้นำที่บันดาลใจบุคคล สร้างวัฒนธรรมบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านทางความเชิ่อมั่นส่วนบุคคลที่มีบารมีและเข้มแข็ง และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ไมเคิล ฮิทท์ นิยามความเป็นผู้นำเชิงบารมี เป็นสไตล์ที่ขึันอยู่กับบุคลิกภาพส่วนบุคคล ความเชื่อมั่นตัวเอง ทักษะการสื่อสารที่เข้มแข็ง บันดาลใจผู้ตามที่จะบรรลุผลลัพธ์ผิดธรรมดา ภายในบริบทของความเป็นผู้นำองค์การ บารมีไม่ได้เป็นเสน่ห์เวทย์มนตร์โดยกำเนิดเเต่ค่อนข้างเป็น “พรสวรรค์” ที่รับรู้ นำพาบุคคลปฏิบัติต่อบุคคลบางคนเป็นผู้นำตามธรรมชาติ เขาทำให้บุคคลรู้สึกว่าการทำงาน ณ เซ้าธ์เวสท์ไม่ได้เป็นเพียง
แค่งาน แต่่เป็นอุดมการณ์ เฮิรบ เคลลีเฮอร์ มักจะเเสดงวิถีทางการสัมผัสที่มองเห็นได้ เช่น ขนกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน หรือบริการเครื่องดื่มบนเที่ยวบิน ที่เสริมแรงความดึงดูดทางบารมีของเขาเเละพิสูจน์การทุ่มเทของเขาต่อบุคคลแนวหน้า
ไมเคิล ฮิตต์ ยืนยันว่าผู้นำที่มีบารมี สามารถไม่เหมือนใครของการวิสัยทัศน์ดึงดูดต่อผู้มีส่วนได้เสีย เฮิรบ เคลลีเฮอร์ไม่เพียงเเค่ระบุวิสัยทัศน์ เขาทำให้ภารกิจของเซ้าธ์เวสท์กลายเป็นอุดมการณ์ส่วนบุคคล บารมีของเขาทำให้เขาสื่อสารวิสัยทัศน์พลังสูงของค่าโดยสารที่ต่ำ เสรีภาพของการเดินทาง และบริการลูกค้าตำนาน เขาได้ใช้บารมีส่วนบุคคลและพฤติกรรมผิดธรรมดาอย่างเช่นแต่งการเป็นเอลวิส เพรสลี่ย์ ณ กิจกรรมของบริษัท หริอขนกระเป๋าระหว่างเร่งรีบวันหยุด การยื่นโดนัทให้แก่ช่าง
เครื่องตอนตีสี่ เขามักจะทำงานเคียงข้างบุคคลแนวหน้า ทำลายลำดับชั้นของบริษัท เขาปลดปล่อยบุคคลของเขา สร้างสรรค์ สนุกสนาน และให้
แนวหน้าตัดสินใจ ความสามารถเข้าถึงได้นี้ได้พังทลายสื่งกีดขวางของ
ผู้บริหาร เขาได้กล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่าบริษัทเข้มแข็งมากขึ้นเมื่อมันถูกผูกพันด้วยความรักไม่ใช่ความกลัว
ไมเคิล ฮิตต์ มองว่าสิ่งนี้เป็นมาสเตอร์คลาสภายในการสร้างวัฒนธรรมที่เสมอภาค ตรงที่ความสุกสนาน ความเคารพ และประสิทธิภาพอยู่ร่วม
กันตามธรรมชาติ ความเป็นผู้นำเชิงบารมีย้อนหลังต้นกำเนิดของมันไปสู่ภาษากรีกโบราณ “Charisma” หมายถึงพรสวรรค์ที่ให้มาอย่างอิสระหรือพรสวรรค์ที่ติดตัวมา ความโปรดปรานจากพระเจ้า แนวดิดได้ถูก แนะนำอย่างเป็นทางการ เป็นทฤษฎีสังคมวิทยาภายในต้นศตวรรษที่ 20 โดย
นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เเมกซ์ เวเบอร์ ภายในบทความของเขา The Three Types of Ligitimate Rule and Economy and Society แมกซ์
เวเบอร์ ได้นิยามอำนาจหน้าที่บารมีเป็นประเภทหนึ่งของอำนาจ ขึ้นอยู่ทั้งหมดบนคุณลักษณะส่วนบุคคลเหนือธรรมชาตื วีรบุรุษ ผิดธรรมดา
ที่ถูกรับรู้ของผู้นำ
ตามแมกซ์ เวเบอร์ ผู้นำเชิงบารมีได้อำนาจหน้าที่ เพราะว่าผู้ตามของพวกเขาเชื่อว่าพวกเขามีพรสวรรค์ หรือความสง่างามที่ไม่เหมือนใคร
และอำนาจของพวกเขายังคงเป็นที่ยอมรับนานเท่าที่พวกเขาได้พิสูจน์อย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะที่ผิดธรรมดาเหล่านี้ แมกซ์ เวเบอร์ ได้เสนอแนะทฤษอำนาจหน้าที่ ด้วยการแบ่งอำนาจหน้าที่เป็นสามประเภท
*อำนาจหน้าที่ทางจารีตประเพณี อยู่บนรากฐานของขนบธรรมเนียม
หรือประเพณีของการสืบทอด
*อำนาจหน้าที่ทางกฏหมาย อยู่บนรากฐานของกฏและข้อบังคับที่เป็นทางการที่ใช้กับบุคคลทุกคน เราเชื่อฟังผู้นำเนื่องจากตำแหน่งของพวกเขาภายในองค์การ
*อำนาจหน้าที่ทางบารมี เกิดขึ้นจากคุณลักษณะส่วนบุคคลที่พิเศษ – บารมี บุคคลยอมรับการนำเนื่องจากบารมีของเขาไม่ใช่ประเพณีหรือ
กฏหมาย
อะไรได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ ตามมุมมองของแมกซ์
เวเบอร์แล้ว คือ การสะสมทีละน้อยของการปรับปรุงทางเทคโนโลยี และความดื้อดึงของสมาชิกวัยหนุ่มสาวภายในสังคม ดังนั้นอำนาจหน้าที่สมัยเดิมจะค่อยถูกลอบทำลาย
แต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างสำคัญจะไม่เกิดขึ้น จนกว่าเราจะมีผู้นำทางบารมีปรากฏขึ้น รากฐานอำนาจหน้าที่ภายในสังคมและองค์การเปลี่ยนแปลงจากประเพณีไปสู่บารมี และผู้นำทางบารมีจะกลายเป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง แมกซ์ เวเบอร์ ได้ระบุพระเยซู ผู้นำทางศาสนา เป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงต้นแบบ
2
หลายทศวรรษต่อมานักวิชาการปรับเเนวคิดปรัชญาของแมกซ์ เวเบอร์ ไปสู่กรอบข่ายทางจิตวิทยา และพฤติกรรม เพื่อธุรกิจและองค์การอย่างเช่น โรเบิรต เฮ้าส์ ได้พิมพ์เอกสารสัมนา “A Charismatic Leadership”
ที่ระบุพฤติกรรมเฉพาะทำให้ผู้นำถูกมองเป็นวีรบุรุษ เช่น ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่ดึงดูด แสดงความเขื่อมั่นตัวเอง รับความเสี่ยงภัยส่วนบุคคล และความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนเเปลง เขาได้มองเห็นว่าผู้นำเหล่านี้กระทบอย่างลึกซึ้งต่อผู้ตาม ด้วยการบันดาลใจแรงจูงใจภายใน สร้างความจงรักภักดีที่เข้มข้น และปลูกฝังความเชื่อต่ออุดมการณ์ของผู้นำ แทนการปกครองด้วยความกลัวหรืออำนาจหน้าที่เป็นทางการ ผู้นำเชิงบารมีบันดาลใจการทุ่มเท ความไว้วางใจ และความผูกพัน โดยการแสดงความเชื่อมั่นตัวเองที่ไม่เปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดอุดมการณ์
โรเบิรต เฮาส์ ได้ถ่ายทอดแนวคิดสังคมวิทยาของแมกซ์ เวเบอร์ ไปสู่
กรอบข่ายทางจิตวิทยาสมัยใหม่ เขามุ่งหมายเพื่อที่จะเข้าใจพฤติกรรม
เฉพาะ และคุณลักษณะส่วนบุคคล ทำให้ผู้ตามมองผู้นำเป็นวีรบุรุษ เขา
มุ่งเน้นว่าความเป็นผู้นำเชิงบารมี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ
โดยกำเนิดของผู้นำ แต่ค่อนข้างเป็นความสัมพันธ์ และพลวัตรระหว่าง
ผู้นำและผู้ตามของพวกเขา ผู้นำเชิงบารมีถ่ายทอดชัดเจนวิสัยทัศน์ที่ดึง
ดูด กำหนดพฤติกรรมที่คาดหวังที่สูง แสดงความเชื่อมั่นต่อบุคคลและทำ
การเสียสละส่วนบุคคลเพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา โรเบิรต เฮ้าส์ได้มอง
เห็นว่าผู้นำเชิงบารมีน่าจะเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาของวิกฤติ ความเครียด
หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อผู้ตามสิ้นหวังต่่อทิศทาง ข้อแก้ปัญหาที่ดึงดูด
นักวิชาการ เช่น เจย์ คอนเกอร์ และ ราบินดรา คานันโก ขยายแนวคิดไปสู่กระบวนการทีละขั้นตอนโดยเฉพาะ พวกเขา มองความเป็นผู้นำเชิงบารมีเป็นลำดับทางพฤติกรรมสี่ส่วน 1 การประเมินสภาพเเวดล้อม 2 การกำหนดวิสัยทัศน์ที่บันดาลใจ 3 การสื่อสารวิสัยทัศน์นั้นผ่านทางวาทศิลป์ และ 4 การผูกพันต่อพฤติกรรมที้ผิดธรรมดา และความเป็นผู้นำเชิงบารมี
แสดงความกล้าหาญและความเชื่อมั่นส่วนบุคคล พวกเขา ให้ความหมายต้นกำเนิดความเป็นผู้นำเชิงบารมี ระบุมันเป็นกระบวนการทางพฤติกรรม ไม่ใชคุณลักษณะลึกลับโดยกำเนิด
แนวคิดความเป็นผู้นำเชิงบารมีของพวกเขาได้ยืมมาจทฤษฎีการอ้างสาเหตุภายในจิตวิทยา ทฤษฎีการอ้างสาเหตุได้อธิบายว่าบุคคลมองดู
พฤติกรรมและอ้างอิงสาเหตุเพื่อพวกเขาภายในบริบทของความเป็นผู้นำ
อย่างไร ไมเหมือนการแปลความหมายทางประวัติศาสตร์ที่มองบารมีเป็นพรสวรรค์จากพระเจ้าที่ยังคงอธิบายไม่ได้ พวกเขาจะทำให้แนวคิดเข้าใจได้ง่ายขี้นอย่างมีระบบ พวกเขาเสนอแนะว่าบารมีเป็นการรับรู้ของผู้ตาม
เชื่อว่ามี บนพื้นฐานผู้นำบริหาร สื่อสาร และดำเนินการวิสัยทัศน์ของพวก
เขาอย่างไร บารมีเป็นความประทับใจที่ผู้ตามสร้างบนพื้นฐานพฤติกรรมที่มองเห็นได้ของผู้นำ ไม่ใช่คุณลักษณะลึกลับโดยกำเนิด
ผู้นำบันดาลใจและจูงใจ ผ่านทางสเน่ห์ส่วนบุคคล การเชื่อมโยงความรู้สึก แลวิสัยทัศน์ที่ดึงดูดไม่ใช่อำนาจหน้าที่เป็นทางการเนื่องจากแนวคิดอยู่บนรากฐานการอ้างสาเหต มันหมายความส่าบารมีในที่สุดอยูที่สายตาของผู้มอง มันเป็นการรับรู้ของผู้ตามของคุณลักษณะเหล่านี้สร้างเยื่อใยทางความรู้สึกอย่างเข้มข้น และเต็มใจที่จะเดินตาม
ตลอดประวัติศาสตร์ ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงของผู้นำเชิงบารมี ได้ครอบ
คลุมความหลากหลาย อยางเช่น ผู้มีวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ใช้ทักษะวาทศิลป์หาที่เปรียบไม่ได้และถ้อยคำ
ที่ไม่รุนแรง ปลุกใจขบวนการสิทธิมนุษยชนอเมริกันได้กล่าวคำปราศัย
อย่างมีชื่อเสียงว่า “ผมมีความฝัน” ระหว่างการเดินขบวน ค. ศ 1963 บน
วอชิงตัน เนลสัน มานเดลา เป็นตัวตนการต่อสู้ต่อการแบ่งแยกสีผิวบารมี
และความอดทนที่ไม่ยอมแพ้ของเขาที่ได้ช่วยเหลือรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
อัฟริกาใต้ที่แบ่งเเยกอย่างลึกซึ้ง และได้บันดาลใจขบวนการทั่วโลกเพื่อความเสมอภาค
มหาตมะ คานธี ใช้วิถีทางจิตวิญญานที่ดึงดูดลึกซึ้งนำขบวนกาเอกราชของอินเดีย ผ่านทางอารยะขัดขึนอย่างสงบ ที่ปลูกฝังความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
ของเอกลักษณ์ของชาติ สตีฟ จ้อปส์ ปฏิรูปสภาพเเวดล้อมทางเทคโนโล
ยีโดยใช้การเล่าเรื่องทีมีบารมีของเขาบันดาลใจทีมและลูกค้า เขาชักจูง
บุคคลให้เชื่อต่อวิสัยทัศน์ของเทคโนโลยีสัญชาติญานสวยงามที่พวกเขา
แม้แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการ สตีฟ จ้อปส์ ได้ใช้บุคลืกภาพที่ดึงดฑดของ
เขา จุดมุ่งเน้นทีเข้มข้น และการเล่าเรื่อง หาที่เปรียบไม่ได้สร้างการเดิน
ตามที่ทุมเท และปฏิรูปแอปเปิ้ลจากบริษัทคอมพิวเตอร์ ไปสู่ขบวนการ
ทางวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำเชิงบารมีของเขา ถูกระบุโดยคุณลักษณะสามารถกระทำได้ขับเคลื่อนวัตกรรม เขาให้ความสำคัญการออกเเบบ
ผลิตภัณฑ์ผิดธรรมดาเหนิอกำไรระยะสั้น ปลูกฝังแรงขับเคลื่อนที่กระ
ตือร้นเพื่อความสมบูรณ์แก่ทีมของเขา
3
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ส่งแสงของความเป็นผู้นำ
เชิงบารมี การใช้ถ้อยคำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และบันดาลใจของเขานำไปสู่ขบวนการสิทธิมนุษยชนทรงพลังมากที่สุดภายในประวัติศสาสตร์อเมริกัน การกระทำของเขาแสดงคุณลักษณะทุกอย่างที่สร้างผู้นำเชิง
บารมี และในที่สุดนำบุคคลหลายล้านคนจากภูมิหลังที่หลากหลายรวมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยืนนาน เขาเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำที่ปฏิบัติความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผ่านทางความเชื่อคริสเตียนของเขาและเเรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธีที่ยิ่งใหญ่ การจัดตั้งการประท้วงที่สันติและไม่รุนแรง
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงใช้การประท้วงที่ไม่รุนแรงด้วยการอ่านเกี่ยวกับมหาตมะ คานธีใช้ปลดปล่อยอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ เเละบรรลุอิสรภาพ หลักฐานนี้สามารถพบได้จาก คำปราศัยหลายครั้งและข้อเขียนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไม่เคยพยายามอ้างว่ายุทธวิธีไม่รุนแรงของเขาเป็นสิ่งใหม่ และมักจะยกย่องมหาตมะ คานธีอยู่เสมอ มหาตมะ คานธี บันดาลใจบุคคลไปทั่วโลกรวมทั้งมาร์ติน ลูเธอร์ คิง บุคคลสองคนไม่มีโอกาสพบกันเลย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อายุ 19 ปี เมื่อมหาตมะ คานธี ถูกลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิงเรียนรู้เกี่ยวกับมหาตมะ คานธีผ่านทางข้อเขียนของเขา และการเดินทางไปอินเดียเมื่อ ค.ศ 1959
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ใช้หลักการความไม่รุนแรงของคานธีอย่างมากภายในกิจกรรมสิทธิมนุษยชนของเขาเอง ในขณะที่การต้อต้านรถโดยสารมอนต์โกเมอรีอยู่ต่อไป มหาตมะ คานธีของอินเดีย เป็นเเสงสว่างนำทางของเทคนิคของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่รุนเเรงของเรา
ความไม่รุนเเรงเป็นมากกว่าเพียงแค่การเห็นด้วยว่าเราไม่ทำร้ายร่างกายศัตรูของเรา มหาตมะ คานธีอ้างรูปแบบความไม่รุนแรงของเขาเป็นสัตยาเคราะห์หมายถึง พลังแห่งความจริง หรือพลังแห่งความรัก การปฏิบัติสัตยาเคราะห์หมายถึงบุคคลควรจะเเสวงหาความจริงและความรัก ผ่านทางการต่อต้านที่ไม่รุนแรง
เมื่อเราเดินทางไปทั่วโลกเช่นอัฟริกาใต้ สิ่งเเรกที่บุคคลอ้างถึงประเทศนี้คือ เนลสัน มานเดลา ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ตามสายตาของบุคคลของพวกเขา ด้วยการเป็นตัวพวกเขาเอง และพัฒนาความตระหนักเกี่ยวกับอะไรที่สร้างพวกเขาเป็นพวกเขาคือใคร พวกเขาสามารถสื่อสาร ผมคือใคร และเนลสัน มานเดลาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่อายุน้อย เนลสัน มาลเดลา ได้กลายเป็นโมเดลบทบาท และเคลื่อนผู้ตามของเขาไม่ยอมรับการแบ่งแยกสีผิวของรัฐบาลอ้ฟริกาใต้ด้วยวิถีทางที่สันติและศักดิ์ศรี
เนลสัน มาลเดลา ได้กล่าวอย่างมีชื่อเสียงว่า “ผมไม่ต้องการแสร้งทำเป็นบุคคลบางคนที่ผมไม่ใช่ สัญลักษณ์ที่แท้จริงของความเชื่อมันอย่างแท้จริง เนลสัน มาลเดลาสามารถจูงใจผู้ตาม ด้วยการบันดาลใจพวกเขาไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ร่วม ผ่านทางความรู้สึกที่เข้มแข็งของความมุ่งหมาย ความสามารถของเขาที่จะบันดาลใจผู้ตาม และผ่านทางความรู้สึกร่วมของเขา และทักษะทางสังคมที่ทรงพลังของเขา เขาสามารถบันดาลใจบุคคลอื่นไปสู่สิ่งที่ดีร่วมกัน
ตั้งแต่เป็นชายหนุ่ม เนลสัน มาลเดลา มีวิสัยทัศน์ที่จะยุติระบบการแบ่งเเยกสีผิว และนำการรณรงค์แห่งสันติภาพ การขัดขืนที่ไม่รุนเเรงต่อสู้รัฐบาลอัฟริกาใต้ ผู้ตามของเขาเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของเขาเเสดงวิถีทางที่จะยุติการแบ่งแยกสีผิว ด้วยบารมีและทักษะการพูดของเขา เขาสามารถบันดาลใจบุคคลหลายล้านคน แต่วิสัยทัศน์ของเขาไม่จำกัดอยู่ที่การสิ้นสุดการแบ่งเเยกสีผิวเท่านั้น มันเกี่ยวกับการจินตนาการอนาคตอัฟริกาใต้ของความเสมอภาค เอกภาพ และความเจริญรุ่งเรือง
ภายในการเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของอัฟริกาใต้
เนลสัน มานเดลา ได้อธิบายวิสัยทัศน์ของเขาต่อ “ชาติสีรุ้ง”
“เราเเต่ละคนผูกพันอย่างใกล้ชิดต่อพี้นดินของประเทศที่สวยงามนี้ ดังเป็นต้นจาคารันดาที่มีชื่อเสียงแห่งพิทอเรีย และต้นไมยราบแห่งบุชเวลด์
ชาติสีรุ้งแห่งสันติภาพด้วยตัวมันเองและโลก”
ชาติสีรุ้งเป็นถ้อยคำสร้างโดยหัวหน้าบาทหลวง เดสมอนด์ ตูตู อธิบาย
อัฟริกาใต้ภายหลังการแบ่งแยกสีผิว ภายหลังการเลือกตั้งประชาธิปไตยครั้งเเรกของอัฟริกาใต้
Cr : รศ สมยศ นาวีก่าร







