การสร้างความปรองดองในชาติ
คอลัมน์ทหารประชาธิปไตย
การสร้างความปรองดองในชาติ
พลันที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ออกมาพูดเรื่องการปรองดองและมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแม่งานในเรื่องนี้ ก็มีเสียงขานรับทั้งจากฝ่ายการเมือง และนักวิชาการบางส่วน แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ยังเคลือบแคลงใจ เพราะเหตุว่า คสช.ได้ปล่อยเวลามาตั้ง 2 ปีแล้ว ทำไมพึ่งมาเริ่มเอาตอนนี้ แต่ที่ดูจะเป็นรูปธรรมก็คือการเตรียมการจัดตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ แถมยังมีแผนจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ทำหน้าที่ประสาน ติดตาม ตรวจสอบ ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตามนับว่า เป็นแนวความคิดที่ดี แม้ออกจะล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ต้องช่วยกันสนับสนุน เพราะมันหมายถึงความมั่นคงของชาติในอนาคต ปัญหาก็คือการทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องหลักการที่ต้องเปิดกว้าง สร้างความเข้าใจกับประชาชนโดยทั่วไป ไม่ใช่แต่ไปคุยกับพรรคการเมือง คุยกับพวกหัวหน้ากลุ่มม็อบ และไม่ใช่แค่การจะอภัยโทษ นิรโทษใครบ้าง กรณีใดบ้างอย่างที่ทนายชื่อดังคนหนึ่งเสนอ
คนไทยที่ขัดแย้งกันทุกวันนี้มันถูกฝังหัวกันมานานแล้ว และที่มันสอดรับและผลิดอกออกผลได้เจริญงอกงาม เพราะคนไทยเราชอบเชื่ออะไรๆแบบงมงาย ไม่เคยคิดไตร่ตรอง หาหลักฐานและเหตุผลใครพูดอะไรถูกใจก็เฮตาม เมื่อถูกฝังหัวง่ายๆ ก็กลายเป็นรากเหง้าที่นำไปสู่ความรักความผูกพัน หรือความเกลียชัง ที่สำคัญคือไม่อาจยอมรับความแตกต่างของความคิด จนไม่อาจจะสานสัมพันธ์หรือหาทางออกร่วมกันได้ และนี่คือสาเหตุที่เรางมงายเชื่อง่าย เอาถูกใจ เกลียดการขัดใจ ดังนั้นการบ่มเพาะให้เกิดความขัดแย้งกันจึงทำได้ไม่ยาก
เราจึงต้องเริ่มที่จะบ่มเพาะความคิดของคนในชาติเสียใหม่ และหน้าที่นี้ต้องทำร่วมกันทั้งระบบ นั่นคือควรใช้สื่อที่ผลิตซ้ำทางความคิดด้วย การวางแผนอย่างรัดกุมต่อเนื่อง ซึ่งไม่ไช่แต่การโฆษรา แต่ต้องสอดแทรกเข้าไปในสื่อบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เทป หรือละคร ส่วนในระบบการศึกษาก็ต้องสอดรับกันในองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่กระทรวงศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษา หลักสูตร การพัฒนาครู และการปลูกฝังความคิดในการปรองดองให้ครู การชี้นำนักเรียน นักศึกษาด้วยการบ่มเพาะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนผู้ปกครองก็ต้องได้รับการอบรมให้ร่วมมือในการสร้างคนไทยที่รู้รักสามัคคี
ในทางการควบคุมก็ต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการแสดงออกที่สร้างความเกลียดชัง (HATE SPEECH) โดยการใช้สื่อทั้งแบบมาตรฐานหรือออนไลน์ ซึ่งคนที่จะเข้ามากำกับดูแลก็ต้องมีองค์ความรู้ที่กว้างขวางและมีทักษะ
เหนือสิ่งอื่นใดการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องยึดหลักความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันทุกหมู่เหล่า ปราศจากอภิสิทธิ์ชน หรือการเลือกปฏิบัติระบบยุติธรรมต้องถูกปฏิรูปทั้งระบบและต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ต้องทำให้ลดลงและให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยห่างออกไปทุกที แน่นอนว่าไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากันหรือจนเท่ากัน แต่ช่องว่างต้องลดลงไม่ใช่ถ่างกว้างอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้
ส่วนสิทธิและเสรีภาก็ต้องเท่าเทียมกันในระดับพื้นฐาน แต่อาจแตกต่างไปตามอำนาจหน้าที่
เห็นได้ว่าการสร้างความปรองดองไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ช่วงอายุคน จึงต้องมีการวางลำดับของแผนงานตั้งแต่ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว
หาก คสช. มีความตั้งใจจริงไม่ใช่กลลวงเพื่อสืบทอดอำนาจก็ต้องแสดงความจริงใจและจริงจังในการดำเนินการ แม้จะทอดเวลาออกไปมันก็จะคุ้มค่ากับสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่เราจะสูญเสียไป ขอให้ทำให้สมราคาก็แล้วกัน
และที่ตั้งความหวังเอาไว้คือการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้จะไม่เกิดวันนี้ก็หวังว่าจะเกิดในอนาคตอันใกล้ และแม้ว่าจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยเราก็หวังว่าจะมีการปกครองที่ผู้ปกครองนำเอาธรรมมาใช้ในการปกครองประชาชน เฉกเช่น การปกครองที่ปราชญ์เคยนำเสนอเอาไว้ เช่น เพลโต ได้นำเสนอรัฐในอุดมคติที่มีผู้นำเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียวหรือคณะบุคคลก็ได้ ทั้งนี้หากผู้นำมีธรรม และมีองค์ความรู้เฉลียวแลาดก็จะสามารถนำประชาชนไปสู่การพัฒนาที่มั่งคั่งยั่งยืนและมั่นคง
แต่ถ้าเรามีผู้นำแบบเจ้าผู้ปกครองรัฐตามแนวคิดของมาคิอาเวลลี่ ที่ไม่คำนึงถึงศีลธรรมอันดีงาม แต่จะใช้ทุกวิธีการทั้งหลอกล่อฉ้อฉลให้ประชาชนยอมอยู่ใต้ปกครอง ในทำนองสุนัขจิ้งจอกภายใต้หนังราชสีห์ คือแสดงอำนาจเข้มแข็งมีหลักการ แต่ภายในคือสุนัขจิ้งจองที่กลอกกลิ้งหลอกลวงประชาชน
ดังนั้นผู้นำจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การปรองดอง หากมีความซื่อสัตย์จริงใจมีคุณธรรมและเพียบพร้อมด้วยความรู้ใจเปิดกว้างรับความคิดเห็นจากประชาชนและหาทางที่จะปัดเป่าแก้ไขปัญหาชาติด้วยปัญญา ประชาชนก็จะมีความสุขและก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตยก็ได้ เพราะเราจะได้รัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน แม้จะไม่ได้เป็นของประชาชนและโดยประชาชน
อนึ่งแนวคิดเรื่องกษัตริย์นักปราชญ์ของเพลโตนี้แม้ว่าจะถูกโต้แย้งถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งความจริง ทั้งมนุษย์ต่างก็มีความโลภ และความหลง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว หากคณะ คสช. สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว พวกท่านก็จะได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญและจะจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ที่สำคัญคือท่านสามารถสร้างความสงบสุขให้เกิดในแผ่นดิน เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ซึ่งจะทำให้รัชกาลนี้กลายเป็นยุคแห่งความผาสุกคือ ชาวศิวิไลซ์ ซึ่งจะทำให้พสกนิกรพากันเทิดทูนไว้เหนือเกล้าด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้
ในทางตรงข้ามถ้าคณะผู้ปกครองใช้แนวทางตามแนวคิดของมาคิอาเวลลี่ในหนังสือชื่อ THE PRINCE คือเจ้าผู้ปกครองแทนแนวคิดของเพลโต คือกษัตริย์นักปราชญ์ (PHILO SOPHY KING) นั่นก็เท่ากับพวกท่านนำประเทศไปสู่การจลาจลวุ่นวายเกิดความขัดแย้งและจลาจลในที่สุด
ท่านก็คงต้องรับผลกรรมที่ทำไว้และอาจจะไม่มีที่ยืนในสังคมไทยได้ต่อไป








