INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ขอบคุณมากๆครับ สำหรับคำอวยพรวันเกิด (๒๕๖๒)

เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นวันเกิดของผม ครบ ๗๓ ปี ได้รับคำอวยพรวันเกิด จากพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เหมือนเช่นเคย ทำให้ผมดีใจมากๆ อย่างน้อยในรอบ ๑ ปี จะมีวันหนึ่งที่ได้รับกำลังใจจากทุกๆคน ให้ผมได้ดำเนินต่อไป พยายามให้มั่นคงเท่าที่จะทำได้

วันเกิดปีนี้ ตรงกับวันที่ผมไปตรวจร่างกายตามปกติ ซึ่งครบรอบปีพอดี ปรากฏว่า รายการตรวจ ส่วนใหญ่ปกติ ยกเว้น LDL สูง และสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา คือ ตัวเลขขึ้น มากกว่า ๑๔๐ ทั้งนี้เนื่องจากการกินอาหารแบบไม่ควบคุม คิดว่า ต่อไปนี้ ต้องดูแลอาหารให้มากขึ้น เพื่อให้ตัวเลขลดลง การไปตรวจติดตามอาการต่างๆที่โรงพยาบาล ตอนนี้กลายเป็นกิจวัตรที่จำเป็น จะเจอเพื่อนเก่าๆที่เคยเรียนด้วยกัน หรือเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ทำงานด้วยกันมา ก็ที่โรงพยาบาลนี่เอง

เมื่ออายุสูงขึ้น การงานก็ลดลงเป็นธรรมดา เหลือแต่งานสังคม คือพบปะ กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนกลุ่มต่างที่เคยเรียนร่วมกันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือที่เคยทำงานร่วมกัน ณ. หน่วยงานต่างๆที่เราได้เข้าไปใช้ชีวิตที่นั่น นอกจากอาหารเที่ยงแล้ว ยังมีการติดต่อทักทายกันทาง social media ทำให้ผมไม่เคยเหงา และไม่เคยอยู่ว่างๆ ยังมีกิจกรรมที่มากล้นในชีวิตประจำวัน มีปัญหาแต่เสื้อผ้าดีๆ เช่นชุดสูท ไม่ค่อยได้ใส่ เพราะอากาศร้อน และเมื่อใส่แล้ว หน้าตาเราก็ยังเหี่ยวย่น ไม่น่าดูเหมือนเดิม เลยใส่ซาฟารีดีกว่าครับ

ขณะนี้ ได้ไปใช้ชีวิต ที่ เชียงใหม่มากขึ้น ลูกได้ปลูกบ้านไว้ และมีลูกอีกคนได้ใช้ชีวิตที่นั่น เราเลยไปๆมาๆอยู่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่เชียงใหม่ ถึงแม้จะมีรถหนาแน่น และผู้คนมากหน้าหลายตาเหมือนกับกรุงเทพฯ แต่คิดว่าสภาพการเดินทางในเมืองดีกว่ากรุงเทพฯ ขณะที่รถติด รถส่วนใหญ่จะต่อเป็นแถวยาว มีรถแซงไปแทรกเข้าข้างหน้าน้อยกว่ากรุงเทพฯ อาจจะเป็นเพราะถนนแคบ สำหรับเรื่องซื้อของนั้น มีช่วง และสถานที่ๆเราสามารถไปซื้อของ หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกกว่า พอถึงตอนเย็นๆ ได้ขับรถไปเดินที่ ห้วยตึงเฒ่า เป็นประจำทุกเย็น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ไม่อยากขาด เนื่องจากที่นั่น เขาจัดให้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย จะขี่จักรยาน หรือเดิน หรือวิ่ง ก็ได้ เป็นถนนวงรอบ ผ่านแนวป่าละเมาะ และแอ่งน้ำ ความยาวถนน ประมาณ ๔.๗๕ กม. ใช้เวลาเดิน ๕๕ นาที ครบ ๑ รอบพอดี

ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยรถยนต์ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก และเป็นวิธีการที่คิดว่าสะดวกที่สุด ถ้าเดินทางโดยรถทัวร์ แม้จะเสียเงินน้อยกว่า แต่จะต้องนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของตัวเอง เป็นเวลาหลายๆชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย จะเข้าห้องน้ำก็คงต้องเข้าในรถเพราะรถไม่ได้จอดกลางทางหรือจอดเพียงครั้งเดียว นอกจากจะส่งคนลงเมื่อจวนถึงปลายทาง สำหรับเครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑ ชั่วโมงเศษนิดๆ แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า และกว่าจะขึ้นเครื่อง ก็ต้องออกจากบ้านก่อนเวลา ประมาณ ๓ ชั่วโมง เผื่อรถติด และเมื่อถึงสนามบินปลายทาง ก็ต้องพยายามหารถที่จะพาไปบ้าน หรือคอยให้รถมารับอีกระยะเวลาหนึ่ง สรุปแล้วถ้าเครื่องไม่ล่าช้า ก็ใช้เวลาทั้งหมด ร่วม ๕- ๖ ชั่วโมง สำหรับเดินทางโดย รถยนต์ใช้ความเร็วประมาณ ๑๐๐ หรือ ๑๐๐ กว่านิดๆซึ่ง พักได้ตลอกทาง สิ้นเวลาประมาณ ๙-๑๐ ชั่วโมง มากกว่าเครื่องบิน ๔-๕ ชั่วโมง แล้วยังมีรถใช้ที่เชียงใหม่ ไม่ต้องจอดรถทิ้งไว้เฉยๆที่บ้านหลายวัน

การเดินทางโดยเอารถไปเองนั้น ไม่ต้องแบกกระเป๋าและ สัมภาระ อะไรก็ได้ เพียงแต่ยกใส่รถ สำหรับ อาหารหรือผลไม้ บางอย่าง และเครื่องดื่ม ที่เหลืออยู่ที่บ้าน ไม่อยากจะทิ้ง ก็เอาใส่กล่องโฟม ใช้น้ำแข็งหล่อเลี้ยง ซึ่งถึงแล้วน้ำแข็งก็ยังละลายไม่หมด ตอนที่กลับจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ จะซื้ออาหารจากเชียงใหม่ หรือแวะซื้อตามรายทาง มากรุงเทพฯก็ได้อีก ถ้ารู้แหล่ง ก็จะได้ ผลไม้คุณภาพดี และราคาถูก

สำหรับการจอดรถ แวะพักระหว่างทาง เป็นโชคดีของคนไทย หรือที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีสถานบริการน้ำมันตลอดทาง ซึ่งแต่ละแห่ง จะมีร้านอาหารอร่อยๆ บางแห่งมีสาขาของร้านที่มีชื่อ มี ร้านขายกาแฟ มาตรฐาน ร้านสะดวกซื้อ และที่ดีมากๆ คือห้องน้ำสะอาด มีพนักงานทำความสะอาดอยู่ประจำ และที่พิเศษกว่าที่ไหนๆในโลก คือ บริการฟรี ไม่ต้องเติมน้ำมันก็แวะได้ ขอบคุณ บริการที่เป็นแบบไทยๆนี้นะครับ

ข้อควรระวัง ในการขับรถ ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ต้องระวังอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอๆ ถ้าอายุมาก (แบบผม) ควรพยายามออกเดินทางแต่เช้า เพื่อให้ถึงที่หมายก่อนมืด และบางครั้งโดนรถตัดหน้า มองไม่ทันได้เห็น ต้องพยายามขับรถช้าๆ ไม่ให้เกินที่กฎหมายควบคุม หรือความเร็วที่คิดว่าเขาพอจะผ่อนผันให้ เพื่อให้หยุดรถได้ทันท่วงที และพยายามไม่ให้เผลอในขณะที่ขับ ถ้าขับรถผิดกฎจราจร ก็เบื่อเรื่องการถ่ายรูปของตำรวจ ที่ส่งมาเก็บเงินค่าปรับที่บ้านซึ่งโดนเป็นประจำ และเจอด่านตำรวจที่มีเป็นระยะๆมากน้อยแล้วแต่เป็นวันๆไป ระวังรถที่เขาขับเร็วๆ ถ้าเขารีบร้อน เราก็ต้องรีบหลบ ให้เขาไปก่อน บางครั้งเขาแซงไปตั้งนาน แต่แล้วไปเจอกันที่สถานบริการน้ำมัน หรือ ตามสี่แยกไฟจราจร ซึ่งบางแห่งมีไฟแดงนานมาก

ในช่วงอายุขึ้น ๗๓ ปีนี้ คิดว่าคงต้องปลงมากขึ้น บางครั้งเพื่อนๆ รุ่นน้องที่เคยสนิทสนมกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ระยะหลังๆนี้ เขาห่างออกไปหลายคน ซึ่งในที่สุด ยิ่งนานไป ยิ่งเหลือเพื่อนๆที่คบหากันน้อยลง ผมพยายามอย่างที่สุด ไม่ให้ใครหนีผมไปได้อีก และหวังมากๆว่าเพื่อนที่จากไป คงจะให้โอกาสผม ได้พบ ได้คุยต่อไปเรื่อยๆ เรื่องความแก่นี้ ไม่เข้าใครออกใคร อย่างที่ไปเดินศูนย์การค้าดังๆด้วยความเพลิดเพลิน เห็นร้านโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังอันดับ ๑ซึ่งผมเป็นลูกค้าอยู่ ได้แวะเข้าไปในร้าน เพื่ออยากจะถามว่ามี แบตเตอรี่ ขายไหม ในขณะนั้น ไม่มีลูกค้าเลย พนักงาน ๖-๗ คนนั่งเล่น ยืนเล่นกันอยู่ ไม่มีใครเดินมาต้อนรับ หรือชี้แนะเลยสักคน ผมต้องไปหาเขา แล้วถามอย่างสุภาพว่า มีถ่านขายไหม จึงมีการตอบคำถามผมอย่างขอไปที “ถ่านไม่มีหรอกลุง เดี๋ยวนี้เขาใช้เตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้าหุงข้าวกันหมดแล้ว”

เมื่อผมเดินต่อไป ที่ศูนย์การค้านั่นเอง ผ่านเซลล์ยืน แนะนำสินค้า เช่นเครื่องสำอาง หรือ ขายคอนโดหรู หรือ โต๊ะแนะนำบัตรเครดิตของห้างด้วย ทุกคนจะพยายามทักทาย คนที่เดินข้างหน้าหรือเดินตามหลัง ผม จะดึงเขาให้หยุดฟัง แต่พอผมเดินผ่านไป ไม่มี พนักงานสินค้าไหนสนใจ ไม่แม้แต่มองหน้า เหมือนกับผมโปร่งแสง มองไม่เห็น ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องปฏิเสธสินค้า แต่ก็น้อยใจนิดๆที่เห็นเราไม่มีค่าควรแก่การทักทาย ขนาดไปนั่งร้านอาหารดังๆ พนักงานเสริฟ ยังไม่เข้ามาต้อนรับผม เขาคงจะคิดในใจว่า ตาแก่นี้มานั่งทำอะไรของเค้านะ นี่มันร้านอาหารเห็นๆอยู่ นี่ถ้ามีร้านขายโลงศพ หรือตัวแทน สถานฌาปนกิจมาออกบูธที่ศูนย์การค้า นั่นแหละ มั่นใจได้เลยว่า เมื่อเขาเห็นผม คงจะรี่เข้ามาหาขอให้เป็นลูกค้าโดยทันที
ตอนนี้อายุ ๗๓ ปี หวังว่าคงจะได้ เขียนอีกจนถึงอายุ ๘๓ และ ๙๓ ปี ไปเรื่อยๆ ขอบคุณมากๆครับที่อวยพรวันเกิดผม ปีหน้าเจอกันใหม่
บู๊ (คนเคยหนุ่ม)

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com