สหัส ที่รักของเพื่อน

สหัส ที่รักของเพื่อน
คนเรา ตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเติบโตมา ก็ต้องเข้าโรงเรียนเป็นของธรรมดา จะเรียนดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่จะสืบสายพันธุ์ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นลูกหมอ ก็เป็นหมอ สำหรับลูกคนจนนั้น ต้องเสียเปรียบในเรื่องการพัฒนาสมองตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ โดยเฉพาะคุณภาพอาหาร และโลกทัศน์ในการเรียน ยกเว้นบางคน ที่ต่อสู้ ยกระดับตัวเองขึ้นมาจนได้ดีมากๆ
มีเพื่อนอยู่ ๒ คน เรียนอยู่ห้องเดียวกัน เมื่อถึงเวลาสอบ ก็นั่งอยู่ใกล้ๆกัน เมื่อ ครูประกาศคะแนนสอบ ก็บอกว่า เพื่อน ๒ คนนั้น รวมกันได้คะแนนเต็มสิบ คนแรกได้หนึ่ง (คนที่ ๒ ใจหายวาบ ) คนที่สอง ได้ ศูนย์ รวมกัน เป็นสิบพอดีๆ เขาทั้งสอง เป็นลูกคนจน
ที่เกษตรเมื่อสมัยที่ผมเรียนนั้น คนที่ไม่ทราบ จะคิดว่าเป็นการหัดปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ แต่ที่จริงแล้ว มีการ ฝึกปฏิบัติอยู่ไม่มากนัก ได้แก่ การลงแปลงปลูกผัก ในปี ๑ และในช่วงฝึกงาน หรือนิสิตบางคนมีโอกาสทำหัวข้อวิจัย ก็มีการทำแปลงหรือลงมือทำการเกษตร แต่ส่วนใหญ่แล้ว เป็นการเรียนภาควิชาการที่ยากมากๆสำหรับผม ก็ต้องสู้ จนเดี๋ยวนี้ ผมยังดีใจที่ได้เรียนเกษตร ซึ่งได้นำประเด็นวิชาการมาใช้ในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการรักษาสุขภาพ และเมื่อเจ็บป่วยไปหาหมอรักษา หมอคุยถึงอาการให้ฟังแล้วทำการรักษา ก็พอจะนึกภาพออก เพราะต้นไม้ สัตว์และคน เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน
เมื่อสมัยอยู่หอ ผมเคยนั่งอ่านหนังสือถึงสว่าง ที่ห้องของเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ “ สหัส” ซึ่งเขาจากพวกเราไปหลายปีแล้ว เพื่อนคนนี้ ดีใจที่มีผมมานั่งเป็นเพื่อน แต่ผม ที่อยู่กับเขาทั้งคืน เพราะเขาต้มถั่วเขียวให้กิน โดยใช้ขันอาบน้ำ และเตาไฟฟ้า พอกินหมดไปครั้งหนึ่ง ก็เห็นว่าอร่อยดี ก็ต้มใหม่เรื่อยๆ จนสว่างไม่รู้ตัว
สหัส เป็นคนที่แกร่ง นักสู้ ไม่กลัวใคร แต่เป็นคนสุภาพอ่อนโยน มีความเป็นเพื่อนที่จริงใจ และไม่เคยขัดใจใคร หากเพื่อนๆมีปัญหากับใคร สหัส จะเข้ามาช่วยเหลือเสมอๆ แต่สหัสเป็นนักดื่มตัวยง เป็นแฟนพันธุ์แท้ของร้านพี่เมียด ซึ่งเป็นร้านอาหารที่พวกเกษตรไปนั่งดื่มกัน อยู่ที่ สามแยกเกษตร ซึ่งปัจจุบัน เป็นสี่แยกเกษตรแล้ว
สามแยกเกษตรในสมัยนั้น เป็นร้านค้าแบบห้องแถว ที่ตั้งอยู่ห่างจากริมถนน บางร้าน ตั้งโต๊ะกลางแจ้งที่หน้าร้าน หรือ บริเวณหน้าร้านต่างๆเป็นสถานที่ให้จักรยานจอดอย่างสบายๆ มีร้านอยู่หลายประเภท เช่น ร้านซ่อมและขายจักรยาน ร้านไทยเจริญขายไอศกรีม ร้านเจ๊นวย ซึ่งเป็นแผงลอยขายข้าวต้ม และร้านอื่นๆอีกหลายร้าน สำหรับ ร้านพี่เมียดนี้ ขายอาหารตามสั่ง มีเหล้าโซดาไว้ขายครบขุด คอเหล้าทั้งหลายจะไปนั่งประจำที่ร้านนี้ทุกค่ำคืน แม้แต่พวกเราที่ไปเที่ยวกรุงเทพฯจนเงินหมด ก็จะนั่งแท็กซี่มาขอยืมเงินพี่เมียดจ่ายค่ารถ ถ้าค่าแท็กซี่ไม่ถึงร้อย ก็ขอเต็ม ร้อยนึงเลย จะได้ใช้คืนง่ายๆ สำหรับเรื่องครอบครัว พี่เมียดมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ขณะนั้น กำลังเรียนชั้นประถมยังเด็กๆอยู่ แต่มีรุ่นพี่ของผมคนหนึ่ง ไปสอนการบ้านให้เป็นประจำ ความใกล้ชิดกลายเป็นความรักต่อจากนั้น ทั้งคู่ได้แต่งงานกัน และเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ได้ทราบว่า รุ่นพี่คนนั้นได้จากไปแล้ว แต่พี่เมียด และลูกสาวยังอยู่อย่างมีชีวิตที่สมบูรณ์
สหัส และพวกเรา เริ่มหัดดื่มตอนอยู่ปี ๒ ดื่มไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความสนุกสนาน และออกไปดื่มกัน จนคุ้นเคยกับพี่เมียดเป็นอย่างดี เพื่อนๆ ที่ดื่มในสมัยนั้น ตอนนี้ แยกย้ายไปดำรงชีวิตที่แตกต่าง และเลิกดื่มมานาน กว่าจะรู้ว่าสุราเป็นอันตรายกับชีวิต ก็ย่ำแย่กันหมดแล้ว สมัยนั้น ในตอนกลางคืน ถ้าจักรยาน เปรียบเหมือน ม้า สามแยกเกษตร ก็เหมือนกับ เท็กซัส เพราะไม่มีรถผ่าน นอกจากจักรยานที่ขี่สวนกันไปมา นานๆจะมีรถผ่านสักครั้งหนึ่ง หรือรถเมล์มา นานๆครั้ง
เพื่อนๆทีดื่มกันที่ ร้านพีเมียดเป็นนักฟุตบอลกัน ๒-๓ คน และสหัส ก็เป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่เล่นฟุตบอลกันเก่งๆ เพราะพวกเขาเป็นนักสู้ ที่มีความมั่นใจในตัวเอง สนามฟุตบอลที่เกษตร ปัจจุบันนี้ คือสนามฟุตบอลเดิมตั้งแต่ในสมัยนั้น เราลงไปเล่นฟุตบอลกันตอนเย็นๆ ก่อนที่จะไปนั่งร้านพี่เมียด เป็นที่น่าเสียดายที่ตอนนี้ ไม่มีโอกาสไปใช้สนามฟุตบอลนั่นอีกแล้ว เพราะเขาทำไว้สำหรับนิสิตที่เรียนอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
เมื่อมีการแข่งขันรักบี้ ระหว่างมหาวิทยาลัย หลายๆครั้งที่เกษตรต้องเป็นฝ่ายแพ้ มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อเสร็จการแข่งขันแล้ว ซึ่งเราแพ้ สหัสและเพื่อนๆ ไปนั่งดื่มกันต่อ ที่ร้านอาหารแถวสะพานควาย ที่ร้านนั้น มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่รักบี้เพิ่งจะชนะมานั่งดื่มอยู่ด้วยกลุ่มหนึ่ง พวกเขาคงดีใจที่ชนะ ต่างเปล่งเสียงร้องเพลงเชียร์ขึ้นมา สหัส ตะโกนกลับไปว่า “ ที่นี่ไม่ใช่ที่ร้องเพลงโว้ย” คนหนึ่งในโต๊ะนั้น เดินรี่เข้ามาทันที เมื่อถึงโต๊ะ สหัสก็ซัดเข้าตูมนึง จึงเกิดตะลุมบอนกันขึ้น สักพักมีเสียงว่า “ตำรวจมา” ทั้งสองฝ่ายวิ่งหนีออกจากร้านไปทั้งหมด รู้สึกว่าเพื่อนคนที่ไม่ได้หนี หรือหนีไม่ทัน ต้องรับผิดชอบค่าอาหารในวันนั้น
ในสมัยนั้น เราต้องไปฝึกงานในช่วงปิดภาคกลาง ซึ่งมีอยู่ ๒ ช่วง คือ ปี ๓ ฝึกงานเบื้องต้น ๑๕๐ ชั่วโมงแรก และ ปี ๔ ฝึก ๑๕๐ ชั่วโมงหลัง ใน ๑๕๐ ขั่วโมงแรก จะแยกย้ายกันไปฝึกที่ไร่ฝึกนิสิตซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วๆไป ที่จำได้ คือ ปากช่อง ทับกวาง และศรีราชา แต่สำหรับ ๑๕๐ ชั่วโมงหลังนั้น จะไปฝึกตามสถานีทดลอง หรือสำนักงานส่งเสริมฯ ของหน่วยราชการ แล้วแต่ว่าเรียนสาขาอะไร ใครๆก็อยากไปฝึกงานที่เชียงใหม่ เพราะได้ยินชื่อเสียงในสิ่งที่ดีๆที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะกับหนุ่มๆ รู้สึกว่า สหัส ก็ได้ไปเชียงใหม่ด้วย แต่ผมต้องไปขอนแก่น ตามสาขาที่เรียน เวลาฝึกงานนี้ นิสิตชายจะต้องนอนเรียงกันเป็นแถวยาว เพราะเรือนพักมีจำกัด ทำให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบลูกทุ่งร่วมกัน จะกิน จะนอน ก็ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ มีเรื่องราวสมัยฝึกงานมาเล่าสู่กันฟัง และแน่นอนที่ สหัส นักสู้ กับเพื่อนๆในช่วงฝึกงาน ถูกพูดถึงด้วยความสนุกสนานและประทับใจตลอดมา
ก่อนที่เราจะเรียนจบฯ…….เสียงเพลง “ ให้สุขกายสุขใจ เหมือนดังน้ำในคงคา ให้สุขกายสุขตา เหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ ให้สดชื่นดังดอกไม้ เมื่อยามน้ำค้างพร่างพรม ให้ทรัพย์สินอุดม ให้พบแต่ความร่มเย็น” กระหึ่มดังเมื่อเราลาจากรุ่นพี่ที่นครนายก เมื่อเช้าวันหนึ่ง อาจารย์ได้พาพวกเราไปดูการทำงานของรุ่นพี่ และเป็นน้ำใจของรุ่นพี่ในสมัยนั้น ซึ่ง ดีใจที่มีน้องๆมาเยี่ยม จึงได้เลี้ยงต้อนรับเราอย่างเต็มที่ สหัส และผม ก็รวมอยู่ในคณะนี้ด้วย ตอนเย็นๆ เริ่มต้นที่น้ำตกฯ ซึ่งเป็นที่พักให้พวกเรา เกือบทุกคนพร้อมหมดแล้วที่จะไปกินอาหาร แต่ต้องคอยเพื่อนคนหนึ่ง กำลังอาบน้ำตกอยู่ สหัส เรียกเขาว่า สิงห์สำอาง วันนั้น สนุกกันมาก และเริ่มซึมซับความมีน้ำใจของรุ่นพี่ ที่เราต้องเจริญรอยตามในอนาคต ต่อมา ผมได้มีโอกาสเจอพี่คนนั้นอีก เพราะได้เข้าทำงานที่เดียวกับที่พี่ทำอยู่ เขาบอกว่า คืนนั้น เงินเดือนทั้งเดือนของพี่หมดเลย
ในที่สุด สหัส ก็เรียนจบพร้อมเพื่อนๆ และได้ทำงานในหน่วยงานราชการที่มั่นคง การทำงานในระยะแรก พวกเกษตร ก็แยกย้ายกันไปต่างจังหวัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สหัส ก็เป็นที่รู้จักของสังคมในละแวกนั้น โดยเฉพาะตำรวจ เพราะความเมา นั่นเอง แต่ต่อมาไม่นาน สหัสก็ได้มีครอบครัว และเป็นครอบครัวที่ดีมากๆ ได้มีลูกที่ดีๆ น่ารัก ซึ่งปัจจุบันลูกๆ ก็มีหลาน และมีชีวิตที่มั่นคงสืบต่อไป นอกจากเรื่องครอบครัวแล้ว สหัส ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานด้วย ได้มีโอกาสทำงานให้สังคมในตำแหน่งที่สำคัญๆหลายตำแหน่ง จนเกษียณอายุราชการ
แม้ สหัส จะเกเรอยู่บ้างในสมัยหนุ่มๆ แต่ก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ ทั้งหญิงและชาย เมื่อเกษียณอายุ สหัสได้ตั้งหลักแหล่งที่เชียงใหม่ แต่ก็มาอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพฯด้วยเป็นประจำทุกๆเดือน เมื่อมากรุงเทพฯครั้งใด เพื่อนๆทั้งหญิงและชาย จะนัดสังสรรค์กับ สหัส ทุกครั้ง และที่เชียงใหม่ เพื่อนๆเกษตรรุ่นเดียวกัน ก็นัดเจอกันเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ สหัส ซึ่งมีความเป็นนักเลง และ เอื้ออารี เป็นศูนย์กลางของพวกเราชาวเกษตร แต่แล้ว เมื่อประมาณ ๕ ปีที่ผ่านมาหรือกว่านั้น สหัส ได้ลาจากพวกเราอย่างกะทันหัน เพราะสุขภาพ ที่ใช้สมบุกสมบัน มาตั้งแต่ยังหนุ่มๆสมัยเรียนหนังสือ และช่วงทำงานในระยะแรก
ชีวิตคนเราก็เท่านี้ มีความแน่นอนว่า จะต้องดำเนินตามกาลเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆและไม่กลับคืน อะไรจะเกิด ก็ต้องรับ ชีวิต แต่ละคน ได้รับทั้งสิ่งที่ดี และที่ไม่ดีแตกต่างกัน ทำให้สุขทุกข์ และมีปัญหาไม่เหมือนกัน อยู่ที่การใช้ชีวิตของแต่ละคน นอกจากนั้น แต่ละคนได้รับการยอมรับจากสังคมแตกต่างกันด้วย แล้วแต่ความดี ความเก่ง และ ความกล้าหาญ ฯลฯ
มีผู้หญิงรุ่นคุณย่า แต่งตัวซะเช้งวับ ยืน ท่านางแบบ ถ่ายรูปโพสท์ลงในสังคมออนไลน์ ต่อจากนั้นไม่นาน มีคนคอมเม้น ต่อจากรูปดังกล่าวว่า “ เห็นภาพนี้แล้ว เริ่มเชื่อว่าผีมีจริง “
บู๊ คนเคยหนุ่ม

