SLD อีกเวทีหนึ่งที่เป็นสนามประลองกำลัง ของสองมหาอำนาจ

SLD อีกเวทีหนึ่งที่เป็นสนามประลองกำลัง
ของสองมหาอำนาจ
การปรับดุลอำนาจใหม่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยการที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสอง และมีโอกาสแซงหน้าสหรัฐฯในเวลาอันไม่นาน ประกอบวกับการผนึกกำลังกับรัสเซียก็ทำให้อำนาจทางทหารมิได้ด้อยกว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรมากนัก และจีนก็ตั้งกุล่ม SCO ขึ้นมาโดยรวมยูเรเซีย อินเดีย อิหร่าน เข้าด้วยกัน
ดังนั้นจึงเกิดการประลองกำลังกันระหว่าง 2 ขั้วนี้ ในหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง และอาฟริกาเหนือ หรือเวทีการเจรจาว่าด้วยเศรษฐกิจและความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่าง G7 หรือ G20 ซึ่งอย่างหลังนี้จะจัดให้มีการประชุมในเดือนมิถุนายนนี้ที่ญี่ปุ่น
แต่ที่เกี่ยวกันใกล้ชิดกับประเทศไทยมากก็คือการเจรจาว่าด้วยความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิค นั่นคือ SHANGRI-LA DIALOGUE ที่ได้จัดขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 31 พ.ค. – 2 มิ.ย. และรัฐบาลไทยได้ส่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้ดูแลด้านความมั่นคงพร้อมคณะไปร่วมประชุมด้วย
แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นการแสดงทัศนะของฝ่ายความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในเอเชีย 28 ประเทศ อันมีสหรัฐฯในฐานะมหาอำนาจที่มีบทบาทและอิทธิพลในโลกเข้ามาร่วมประชุมด้วย และแน่นอนย่อมมีจีน ญี่ปุ่นและอินเดีย เข้าร่วมในฐานประเทศที่มีพลังและศักยภาพสูงในเอเชีย
แนวคิดเรื่อง SLD นี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า IISS เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ.2002 แล้ว โดยกลุ่มนักคิดชาวสิงคโปร์ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มขึ้น และเริ่มขยายวงออกไปเรื่อยๆ จนมีการจัดการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนไม่กี่ปีมานี้ และปีนี้ถือเป็นปีสำคัญโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย เพราะเราจะทำหน้าที่ประธานอาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศ จึงเป็นฐานใหญ่หากมีการร่วมมือกันเป็นเอกภาพในการนำเสนอ ประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ หรือผลักดันให้มีการขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาค
ในการประชุมครั้งนี้สหรัฐฯ ได้มอบหมายให้ว่าที่รมว.กลาโหม นายแพทริก ชานาฮาน มานำเสนอแนวคิดเรื่องการเปิดเสรีมหาสมุทรในส่วนที่เรียกว่า อินโด-แปซิฟิค และเพื่อให้ดูสมจริงสมจังสหรัฐฯได้เปลี่ยนชื่อหน่วยบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิค เป็นหน่วยบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิค มีภารกิจที่เน้นพื้นที่ดังกล่าว คือ ทะเลจีนตอนใต้ แปซิฟิคตะวันออก และบางส่วนของมหาสมุทรอินเดียที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่นี้
โดยหลักการสหรัฐฯได้เสนอแนวทางเปิดเสรีอินโด-แปซิฟิค ด้วยแนวทาง 4 ประการ ของ FREE AND OPEN INDO-PACIPIC คือ
1.เคารพอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ
2.การระงับข้อพิพาทใดๆอย่างสันติ
3.เปิดการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม (FREE AND FAIR) และมีการต่างตอบแทนที่เหมาะสม
4.ประกันความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค
อนึ่งหลักการดังกล่าวนี้ความจริงก็ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯเคยทำมาแล้วในสมัยประธานาธิบดีโอบามา คือ TPP แต่ขอบเขตของ TPP นั้นกว้างใหญ่มาก คือ ครอบคลุมประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิคทั้งหมด ครั้นมาถึงยุคของทรัมป์ฝ่ายวางยุทธศาสตร์ของทรัมป์เห็นว่าขนาดความกว้างใหญ่แบบนี้ สหรัฐฯไม่อาจมีกำลังควบคุมได้ทั่วถึง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องการลงทุนก็มีมูลค่ามหาศาลมากเกินกำลัง จึงขีดวงแคบมาเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง คือ อินโด-แปซิฟิค
พร้อมกันนี้สหรัฐฯก็โปรยยาหอมที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภูมิภาคนี้เป็นเงินมหาศาล ซึ่งแน่นอนก็ต้องให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลียมามีบทบาทด้วย
เพื่อพิจารณาโดยภาพรวมนี่คือข้อเสนอที่ต้องการแข่งขันกับการนำเสนอของจีนก่อนหน้านี้ คือ BRI (Belt and Road Initiative) นั่นคือเส้นทางสายไหมทางทะเลของจีน ซึ่งจีนก็สัญญาว่าจะระดมการลงทุนจำนวนมหาศาลด้วยการสร้างสถาบันการเงินระหว่างประเทศขนาดใหญ่ แข่งกับธนาคารโลกทีเดียว นั่นคือ AIIB (ASIAN INFRASTRUCTURE INVESMENT BANK) แม้ว่าสหรัฐฯจะมิได้ปิดกั้นจีนไม่ให้เข้าร่วมเหมือน TPP แต่ก็คงเป็นการยากที่จีนจะเข้าร่วม เพราะถ้าจีนมาร่วมก็จะทำให้แผนการทางยุทธศาสตร์ของจีนคือ BRI อาจเป็นง่อยไปได้
อนึ่งข้อเสนอของสหรัฐฯที่นำเสนอคราวนี้ ก็ยังไม่มีรูปธรรมอะไรที่จับต้องได้ นอกจากงานเป็นชิ้นๆ คือ การฝึกรบร่วมกับชาติอาเซียน แต่อย่างอื่นยังดูเลื่อนลอย โดยเฉพาะมันดูขัดแย้งกับนโยบายของสหรัฐนภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่า สหรัฐฯต้องมาก่อน (AMERICA FIRST)
แต่ก็ใช่ว่าแผนงานของจีนจะราบรื่นเพราะทำไปทำมาโครงการ BRI กลับกลายเป็นโครงการที่จีนปล่อยกู้เงินให้กับโครงการสาธารณูปโภคในประเทศต่างๆ ด้วยเงินดอลลาร์ที่สะสมไว้จากการค้าเกินดุลตลอดจนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ถูกนัก เมื่อเทียบกับ ธนาคารโลกนอกจากนี้ยังเกิดปัญหาหลายประการในการที่จีนเข้าไปรับเหมางานก่อสร้างทั้งหมดด้วยวิศวกรและแรงงาน จนเกิดการไหลทะลักเข้าไปของประชากรจีนในประเทศนั้นๆ เช่น ที่เกิดขึ้นที่ ลาว และเขมร ส่วนศรีลังกาก็ตกที่นั่งลำบากในการใช้คืนเงินกู้จึงจำใจให้จีนเช่าท่าเรือน้ำลึก 99 ปี ตามด้วยปัญหากับปากีสถานเรื่องการสร้างท่าเรือน้ำลึกจนปากีสถานต้องวิ่งไปกู้เงินจากกลุ่มประเทศอาหรับที่ร่ำรวย
ข้อเสนอของสหรัฐฯจึงดูน่าสนใจขึ้นมา หากสหรัฐฯจะจัดการให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ แต่นี่คงต้องรอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯในปลายปีหน้า และหากไม่ใช่ทรัมป์ก็หวังให้เป็นคนใหม่ที่มีความมั่นคงในนโยบายมากกว่านี้
แน่นอนข้อเสนอของสหรัฐฯย่อมมีประโยชน์ต่อประเทศในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย เพราะอาจทำให้จีนปรับปรุงเงื่อนไขในโครงการ BRI ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศในอาเซียนมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เงื่อนไขของอัตราดอกเบี้ยตลอดจนการเคลื่อนย้ายกำลังคนงานเข้ามาก่อสร้าง อันอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศที่เข้าโครงการ หรือการผูกขาดการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจัก อย่างรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
หากข้อเสนอของสหรัฐฯมีการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมได้เมื่อใด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และอาเซียนดังกล่าวมาแล้ว แต่ถ้าจะให้การต่อรองมีน้ำหนักอาเซียนต้องรวมกันเป็นเอกภาพ เพราะลำพังแต่ละประเทศไม่มีน้ำยาเป็นแค่เบี้ยเท่านั้น ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงฝีมือในฐานะเป็นประธานอาเซียน
อย่างไรก็ตาม มาพิจารณาถึงแต่ละประเทศในอาเซียนว่ามีความโน้มเอียงไปอยู่กับค่ายไหน จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มอยู่ข้างจีน นั่นคือ เขมร ลาว แต่เวียดนามอิงอเมริกา มีพม่าที่ค่อนข้างขยาดจีน และเริ่มเอียงหาตะวันตก มาเลเซียก็พยายามถ่วงดุล แต่ก็มีทิศทางไปทางจีน สิงคโปร์ แน่นอนอิงสหรัฐฯ ส่วนอินโดนีเซียหลังจากการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ ปราโบโว ซึ่งสหรัฐฯสนับสนุน โจโกวี ที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ประเทศไทยก็เช่นกันดูจะอิงแอบใกล้ชิดกับจีนมากทั้งระดับรัฐบาล และระดับทุนขนาดยักษ์ ที่เป็นนอมินีในการลงทุนของจีน ดูอย่างนี้ก็พอมองออกว่าส่วนใหญ่จะไปทางไหน
ที่น่าสังเกต คือ ข้อเสนอของสหรัฐฯยังไม่ทันเริ่ม สหรัฐฯก็มาเปิดฉากขัดแย้งทางการค้ากับอินเดียเสียแล้ว ด้วยการยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าออกของอินเดีย เพราะไม่พอใจที่อินเดียไปสั่งซื้อมิสไซล์ S-400 จากรัสเซียและสหรัฐฯก็ไม่พอใจที่พยายามต่อรองให้อินเดียซื้อสินค้าจากสหรัฐฯมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องบินรบ แต่อินเดียไม่ตอบสนอง
ทั้งนี้สหรัฐฯมุ่งหวังให้อินเดียเป็นปีกซ้ายของอินโด-แปซิฟิค ออสเตรเลียเป็นปีกขวา มีญี่ปุ่น เกาหลี เป็นกองหน้าที่จะเผชิญหน้ากับจีน เมื่อเป็นอย่างนี้แผนยุทธศาสตร์นี้คงแท้งก่อนคลอดชะแล้ว ยกเว้นจะเปลี่ยนประธานาธิบดีในอนาคตอันใกล้ ส่วนประเทศไทยก็คงนำอาเซียนลำบากเพราะใครเขาก็รู้ดีว่าการเมืองภายในประเทศไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งเราต้องมานิยามคำว่า ความมั่นคงกันใหม่

