INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ใจที่คิดดูหมิ่นพ่อแม่ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เกิดจากอะไรและจะแก้อย่างไร โดย พระไพศาล วิสาโล

boy 1606222 1920

ใจที่คิดดูหมิ่นพ่อแม่ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เกิดจากอะไรและจะแก้อย่างไร

Q1 – หนูมีเรื่องทุกข์ใจอย่างมาก อายที่จะให้ใครรู้ อยู่ดี ๆ หนูก็เป็นอะไรไม่รู้คุมตัวเองอยู่ หนูเป็นคนรักพ่อแม่มากและก็เชื่อเรื่องบาปบุญ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีจิตอีกจิตมันด่าบิดามารดา คิดไม่ดีกับพระพุทธรูปพยายามกดมันจนเหนื่อย อีกจิตนึงก็สั่งไม่ๆๆๆๆๆ หนูเป็นได้ยังไงคะ ทั้ง ๆที่หนูไม่เคยคิดและไม่ใช่คนแบบนั้น ช่วยหาทางออกให้หน่อยสิคะ ทรมานมากๆๆ เพราะกลัวบาป แล้วจะบาปไหม หนูรักพ่อแม่มาก

Q2 – กราบนมัสการครับ ผมมีปัญหาที่ไม่กล้าถามใคร มันรบกวนใจผมมานานแล้วครับ คือ หลายครั้งผมเผลอนึกลบหลู่สิ่งศักด์สิทธิ์ พระสงฆ์ รวมไปถึงพระพุทธเจ้าด้วย มันเป็น ๆ หาย ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่ผมก็มีความเคารพพระรัตนตรัยเป็นอย่างมาก แต่ห้ามตัวเองก็ไม่ได้ ยิ่งห้ามยิ่งคิด ลองปล่อยก็ยิ่งเลยเถิด พอเกิดแต่ละครั้งจะกลัวมากครับ ว่าจะบาปหนัก บางครั้งยิ่งกลัวก็ยิ่งคิดดูหมิ่นมากขึ้น ทั้งเขกกระโหลกตัวเอง อะไร ๆ ก็แล้ว บางครั้งถึงกับร้องไห้ เหมือนคุมตัวเองไม่ได้ จนปัจจุบันไม่ได้เข้าวัด ไม่อยากใกล้พระ คือไม่อยากให้มีอะไรมากกระตุ้นความคิดครับ บางทีไม่เห็นก็ไม่เกิดความคิดครับ คำถามผมคือ ทำไมผมถึงเป็นเช่นนี้ครับ มันเป็นกรรมเก่าอะไรหรือไม่ครับ มีคำอธิบายไหมครับ และผมจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ

พระไพศาล วิสาโล  วิสัชนา – อาการที่คุณทั้งสองเล่ามานั้น เกิดขึ้นกับใคร ย่อมทำให้รู้สึกผิดรวมทั้งรู้สึกแย่กับตัวเอง ถึงกับมองตัวเองเลวร้าย เพราะคิดว่าไม่มีใครที่เป็นเหมือนกับตัว แต่ที่จริง อาการดังว่านั้นเกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนไม่น้อย มีหลายคนมาปรึกษากับอาตมาในเรื่องนี้ มีทั้งคนแก่และวัยรุ่น ชายและหญิง จนทำให้อาตมาเชื่อว่า นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเปิดเผย ว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ จึงทำให้เกิดความเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องประหลาดวิปริตหากเกิดกับใครก็ตาม

ที่น่าสังเกตก็คือ อาการแบบนี้มักเกิดกับคนที่สุภาพเรียบร้อย สนใจใฝ่ธรรม (จะมองอีกแง่หนึ่งก็ได้ ว่า คนที่มาปรึกษาเรื่องนี้กับอาตมามัก เป็นคนที่สนใจใฝ่ธรรม คนอื่นก็อาจมีปัญหานี้เช่นกัน แต่ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ หรือไม่คิดว่าเป็นปัญหาที่จะต้องมาปรึกษาพระ) หากเป็นอย่างที่ตั้งข้อสังเกต ก็เป็นไปได้ว่า อาการดังกล่าวเกิดจากความรู้สึกต่อต้านของกิเลสภายใน (ซึ่งมีกับทุกคน) เพราะคนเรามีทั้งความใฝ่ดีและใฝ่ต่ำ มีทั้งมโนธรรมและความเห็นแก่ตัว มีทั้งเมตตาและโทสะ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต่อสู้กันอยู่ภายในเสมอ ดังนั้นพอใครอยากทำความดี ก็จะมีแรงต่อต้านขัดขืนอยู่ภายใน ยิ่งพยายามทำความดี กิเลสภายในก็จะดิ้นรนขัดขืนและท้าทาย จึงเกิดความคิดลบหลู่พระพุทธเจ้าและพ่อแม่ขึ้นมาในใจ พูดอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นความพยายามของ“มาร”ที่ต้องการรบกวนขัดขวางไม่ให้เราทำความดี

เป็นไปได้ว่าอาการดังกล่าวยังเกิดจากความยึดติดถือมั่นในความดี เป็นธรรมดาเมื่อยึดมั่นในความดี ก็จะรู้สึกเป็นลบกับความไม่ดี รวมทั้งกลัวและกังวลว่าความไม่ดีนั้นจะเกิดกับตน (ความอยากกับความกลัวหรือกังวลจะมาคู่กันเสมอ เช่น อยากได้อะไร ก็กลัวและกังวลว่าจะไม่ได้สิ่งนั้น) อย่าลืมว่า ความรู้สึกเป็นลบ ปฏิเสธผลักไส กลัวหรือกังวลนั้นเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจจดจ่อสิ่งนั้น (เช่น โกรธเกลียดใคร ก็จะนึกถึงคนนั้นเสมอ) ดังนั้นเมื่อรู้สึกเป็นลบหรือกังวลในสิ่งที่ไม่ดี ใจก็ยิ่งคิดถึงสิ่งไม่ดีนั้นมากขึ้น

ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรก็ตาม สิ่งที่ผู้คนมักกระทำกันเมื่อมีความคิดลบหลู่ผุดขึ้นมาในใจ ก็คือ กดข่มมัน พยายามบังคับจิตไม่ให้คิด ซึ่งก็ยิ่งเท่ากับเพิ่มกำลังให้แก่มัน อะไรก็ตามที่เราพยายามกดข่มผลักไส มันก็ยิ่งผุดยิ่งโผล่ อะไรก็ตามที่เราถูกสั่งไม่ให้คิด เรากลับคิด (เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครนั่งในห้องคนเดียว โดยมีกติกาว่าจะคิดอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงหมีขาว ถ้าคิดถึงหมีขาวเมื่อไหร่ ให้กดกริ่งทันที ปรากฏว่า ไม่ทันไรเสียงกริ่งก็ดังระงมจากห้องต่าง ๆที่อาสามัครนั่งอยู่) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คุณทั้งสองพบว่า ยิ่งกดข่มบังคับไม่ให้คิดลบหลู่ ความคิดลบหลู่ก็ยิ่งอาละวาด

ทางออกก็คือ อย่าไปสนใจมันเวลามันเกิดขึ้น แค่รับรู้เฉย ๆ โดยไม่ต้องพยายามกดข่มผลักไสมัน มันจะเกิดกี่ครั้ง ก็ช่างมัน อย่าไปรู้สึกต่อต้านปฏิเสธมัน อย่าไปเกลียดความคิดนี้ด้วยซ้ำ รวมทั้งอย่าเกลียดตัวเองด้วยเมื่อมีความคิดดังกล่าวเกิดขึ้น แค่ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นในใจเราก็พอ พยายามวางใจเป็นกลางหรือวางเฉย ต่อความคิดดังกล่าว นี้คือวิธีการหนึ่งที่พระพุทธองค์และพระสาวกรับมือกับมารที่มาก่อกวนด้วยการแปลงกายในรูปลักษณ์ต่าง ๆ คือ บอกมารว่า “มารผู้ใจบาป เรารู้จักท่าน ท่านอย่านึกว่าเราไม่รู้จักท่าน” เพียงเท่านี้มารก็ยอมแพ้และหายตัวไป เพราะมีคนรู้ทันมันแล้ว พระพุทธองค์และพระสาวกไม่ได้ทำอะไรมากกว่าบอกให้มันรู้ว่า ท่านรู้ทันมันแล้ว

ดังนั้นเพียงแค่รู้เฉย ๆ ว่ามีความคิดลบหลู่เกิดขึ้นก็พอ รู้เฉย ๆ หมายถึง รู้โดยไม่ทำอะไรกับมัน รู้แล้วก็ไม่สนใจมัน ไม่นานมันก็จะหายไปเอง อันเป็นธรรมดาของความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไปในที่สุด เราเพียงแต่ปล่อยให้มันดับไปเอง แต่หากไปกดข่มบังคับผลักไสมันก็เท่ากับตกหลุมพรางของมัน หรือต่ออายุให้มัน ทำให้มันมีกำลังรังควานเราได้เรื่อย ๆ

การมีสติสำคัญมาก เพราะสติจะช่วยให้รู้เท่าทันมัน ไม่เผลอกดข่มมันหรือเป็นทุกข์เพราะมัน และช่วยให้วางใจเป็นกลางต่อมันได้ ขณะเดียวกันขันติ หรือความอดทนก็จำเป็น เพราะอาการแบบนี้กว่าจะหายต้องใช้เวลา คุณต้องอดทน ไม่รีบร้อน อย่าหวังว่ามันจะหายไว ๆ ใหม่ ๆ มันจะพยายามก่อกวนคุณหนักกว่าเดิม เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคุณ แต่ถ้าคุณไม่สนใจมัน มันจะอ่อนแรงไปในที่สุด

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *