INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เคยป่วยปางตาย ทำอย่างไรไม่ให้กลัวตาย

เคยป่วยปางตาย ทำอย่างไรไม่ให้กลัวตาย

โดย พระไพศาล วิสาโล

Q – กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ หนูป่วยหนักมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและระบบเส้นเลือดด้านซ้ายทั้งตัวพลิกพันกันจนมีหลายๆ จุดขาดเลือดกัน จนเกือบหัวใจวายเฉียบพลันไปแล้วเมื่อ ๒ เดือนก่อน โชคดีที่มีหมอแผนจีนมาช่วยทัน เพราะ รพ.หาสาเหตุไม่พบเลยไม่รับรักษา

ในตอนที่กำลังจะตายหนูกลัวและมีห่วงมาก ห่วงพ่อแม่ ห่วงว่าตัวเองยังทำความดีได้ไม่มากพอ ยังไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่ที่แก่และป่วยอยู่เลย ห่วงไปสารพัด จนไม่อยากตาย

แต่พอรอดมาได้หนูยังคงต้องอยู่กับความเจ็บและทรมานแสนสาหัสจนคิดไปว่า อันที่จริงแล้วที่น่าห่วงสุดคือตัวเราเอง เพราะถ้าตายคงดีกว่าต้องอยู่ต่อแล้วพบกับความทรมานไปตลอดแบบนี้ ต้องเป็นภาระคนรอบข้าง

ตอนนี้ก็กลัวว่าถ้าจะต้องตายอีกครั้ง มันจะต้องกลับไปเจอกับอาการเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจก่อนตายอย่างที่เคยเจอมา มันกลัวจริงๆค่ะ ความเจ็บปวดแสนสาหัสตรงนั้นมันยังฝังใจอยู่ และก็รู้ว่าถ้าตัวเองยังคิดอยู่แบบนี้ จิตมันจะเกิดอกุศล

จึงรบกวนขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ หนูควรจะคิดรึปฏิบัติยังไงคะ ให้จิตปล่อยวางสิ่งต่างๆลงได้ เพราะทุกวันนี้ต่อให้พยายามเข้มแข็งพยามสู้เท่าไหร่ แต่จิตมันยังเศร้าอยู่เยอะเลยค่ะ ตอนนี้รู้แล้วว่าการเกิดเป็นทุกข์มาก ยิ่งมาเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและเจ็บปวดทรมานมากแบบนี้ยิ่งไม่อยากเกิดอีก ในจิตสุดท้าย เราควรคิดรึปฏิบัติอย่างไรคะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – ความทุกข์ที่กำลังเกิดกับคุณตอนนี้ ไม่ใช่ความทุกข์กายเท่านั้น แต่ยังมีความทุกข์ใจด้วย จะว่าไปแล้วความทุกข์ใจนั้นหนักหนากว่าความทุกข์กายเสียอีก   ความทุกข์ใจที่ว่าก็คือ ความวิตกกังวลต่าง ๆ นานา รวมทั้งความกลัวว่าจะต้องเจอความเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจอีก

ความวิตกกังวลและความกลัวเหล่านี้แหละที่ซ้ำเติมความทุกข์กายให้รุนแรงหนักขึ้น

อาตมาอยากแนะนำคุณว่าอย่าเพิ่งกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง  ความเจ็บปวดทรมานที่คุณกลัวนั้น อาจไม่เกิดกับคุณเลยก็ได้ อะไรที่ยังไม่เกิด ก็อย่าเพิ่งไปครุ่นคิดถึงมัน สิ่งที่คุณควรใส่ใจตอนนี้ก็คือ ความเจ็บป่วยทางกาย ที่ยังมีช่องทางรักษาและเยียวยาอยู่ ไหน ๆ ต้องเจ็บป่วยแล้ว ก็ควรป่วยอย่างเดียว คือป่วยกาย อย่าให้ใจป่วยด้วย  ดังมีพุทธภาษิตว่า “เมื่อกายถูกโรครุมเร้า ก็อย่าให้ใจถูกโรครุมเร้าด้วย”

วิธีช่วยรักษาใจไม่ให้ทุกข์ก็คือ การทำสมาธิ  น้อมจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ  หรือเจริญสติ ด้วยการมีความรู้สึกตัวในทุกอิริยาบถและการเคลื่อนไหว ทำอะไรก็ให้รู้ตัว ใจเผลอคิดถึงอดีตหรืออนาคต ก็ดึงจิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว หรืออยู่กับกิจที่กำลังทำในปัจจุบัน

การสวดมนต์ก็ช่วยให้ใจไม่ฟุ้งซ่าน เกิดความปีติหรือเกิดความอุ่นใจเมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย เป็นต้น  ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ทั้งในยามปกติและยามป่วยไข้  เมื่อใกล้ตาย ก็สามารถระลึกถึงสิ่งดีงามที่ศรัทธานับถือได้ง่าย มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ใจตั้งมั่น ขณะเดียวกันสติที่สะสมไว้ก็ช่วยให้ใจปล่อยวาง ละความห่วงใยในคนรัก และไม่กังวลหวาดกลัวกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ทำให้ใจเป็นกุศล  ไม่ทุรนทุรายหรือต่อสู้ขัดขืนความตาย จึงช่วยให้ตายอย่างสงบ และสามารถไปสุคติได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com