INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เรียม เพศยนาวิน และตวนกู อับดุรเราะห์มาน ตอนจบ

เรียม เพศยนาวิน นางสาวไทย ครอบครัว มาเลเซีย

เรียม เพศยนาวิน และตวนกู อับดุรเราะห์มาน ตอนจบ

จรัญ มะลูลีม

 

ตุนกู ดะโต๊ะ ดร. ฮัจยะฮ์ ซอฟียะฮ์ เจวา (YTM Tunku Datuk Dr.Hajjah Sofiah Jewa) ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นหลานสาว ของตุนกู อับดุรเราะห์มาน ได้มีโอกาสเยือนประเทศไทยหลายครั้ง  และเป็นผู้เขียนหนังสือสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระดับราชวงศ์ไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างสยามและรัฐเกอดะฮ์

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน เกิดมาในตระกูลสุลต่านไทรบุรีก่อนการแยกออกไปเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย จนมาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพมหานคร และกลับไปมาเลเซียหลังการแยกตัวของรัฐไทรบุรีกลายเป็นรัฐเกอดะฮ์ในปัจจุบัน

หนังสือเรื่อง ความสัมพันธ์พิเศษที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์เกดะฮ์-สยาม และครอบครัวของข้าพเจ้า และครอบครัวไทยที่เชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองวาระครอบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ไทยและมาเลเซีย หรือที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Special Relationship Reflecting Kedah-Siamese Relationship and that of my family and my Thai counterparts in conjunction with celebration to mark the 60th Anniversary of Diplomatic Relations between Thailand and Malaysia   (Kuala Lumpur , Tun Suffian Foundation, 2017) ซึ่งเขียนโดย ตุนกู ดะโต๊ะ ดร. ซอฟียะฮ์ เจวา สมาชิกราชวงศ์รัฐเกอดะฮ์

ในฐานะหลานสาวของตุนกู อับดุรเราะห์มาน  เธอได้บรรยายเรื่องราวของความสัมพันธ์อันแนบชิดของตุนกู อับดุรเราะห์มาน กับประเทศไทย และรัฐเกอดะฮ์ได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ปุตรา เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2446 เป็นบุตรชายของเจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดี   (เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่านมหมัด รัตนรชมุนินทร์ สุรินทรวิวงษผดุง ทะนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขตร ประเทศราชราไชสวริยาธิดี วิกรมสีหะ เจ้าพระยาไทรบุรี) ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐกาลที่ 5 เป็นคุณงามความดีที่ไทรบุรีอยู่ภายใต้สยามก่อนที่จะถูกแยกออกไป

เจ้าพระยายาฤทธิ์สงครามรามภักดี หรือสุลต่าน อับดุลฮามิด ฮาลีม (ปี 2407-2486) เป็นสุลต่านองค์ที่ 24 แห่งเกอดะฮ์ หรือไทรบุรีของสยาม ในหัวเมืองมลายู สมรสกับหม่อมเนื่อง (ปี 2392-2482) บุตรีหลวงนราบริรักษ์ (เกล็บ นนทะนาคร) นายอำเภอเมืองปากเกร็ดกับนางอิ่ม ซึ่งเป็นครอบครัวเชื้อสายมอญ

หม่อมเนื่อง หรือ เนื่อง นนทะนาคร หรือในภาษามลายู เจะก์ เมินเจอลารา (Cik Menjelara) หม่อมชาวไทย ภริยาพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สุลต่านอับดุลฮามิด ฮาลีม เจ้าพระยาไทรบุรีภายใต้การปกครองของสยาม   (องค์ บรรจุน , 2 ธันวาคม 2560 “เชื้อสายขุนนางมอญในราชวงศ์สุลต่านแห่งมาเลเซีย”. ศิลปวัฒนธรรม , หน้า 24-31)

มีพระโอรส-ธิดาด้วยกันกับสุลต่านอับดุลฮามิด 12 พระองค์ หนึ่งในนั้นคือ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ซึ่งเป็นพระโอรสองค์ที่ 3

เมื่อ ปี 2452 ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ได้เข้าศึกษาในชั้นประถมมลายู (Malay Primary School) จากนั้นจึงย้ายไปโรงเรียนแห่งใหม่ที่รัฐบาลบริติชมลายาตั้งขึ้น

ขณะที่มีอายุเพียง 10 ขวบ เขาถูกส่งตัวมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับพี่ชาย คือ ตุนกู ยูสุฟ (พระสหายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7) และตุนกู มุฮัมมัด เจวา (บิดาตุนกู ดะโต๊ะ ดร. ซอฟียะฮ์ เจวา ผู้เขียนหนังสือความสัมพันธ์ 60 ปีไทย-มาเลเซีย)

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนสนิท คือ ถวิล คุปตารักษ์ หรือหลวงถวิลเศรษฐพาณิช เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ 2 ปี (2456-2458)

ผ่านไปเพียง 2 ปี ตุนกู ยูสุฟ ซึ่งรับราชการไทยจนครองยศร้อยเอก  ได้ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันจากโรคปอดบวม และถูกฝั่งที่มัสญิดมหานาค กรุงเทพมหานคร ตุนกู อับดุรเราะห์มาน จึงถูกเรียกตัวกลับบ้าน แล้วถูกส่งไปเรียนหนังสือที่ Penang Free School ในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

ในตอนหนึ่งของหนังสือ ตุนกู ดาโต๊ะ ดร.ซอฟียะฮ์ ฮัจญะฮ์ เจวา กล่าวว่าตุนกู อับดุรเราะห์มาน เคยกล่าวว่า “ถ้าตุนกู ยูสุฟ ผู้เป็นพี่ชายไม่เสียชีวิตกะทันหัน ท่านคงจะเรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และจะทำงานต่อไปที่นั้น” ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ตุนกู อับดุรเราะห์มาน มีเพื่อนมากมายและยังสามารถปรับตัวกับภาษาและสภาพความเป็นอยู่ได้ดี รวมทั้งมีกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สนิท ช่วยกันเรียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน มาถึงอังกฤษในปี 2463 หลังจากเตรียมตัวอยู่พักใหญ่ จึงได้เข้าเรียนที่ St. Catherine College มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ใช้เวลาเรียนหนังสืออยู่ 5 ปี จึงสำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากเคมบริดจ์

เมื่อเดินทางกลับมาเลเซีย ได้กลับมาศึกษาต่อในระดับเนติบัณฑิต โดยเริ่มรับราชการในตำแหน่งนายอำเภอปาดัง เทรับ เมืองชายแดน หลังจากนั้นจึงย้ายไปที่ลังกาวี สามารถพัฒนาที่นั่นให้เจริญขึ้น มีการทำท่าเทียบเรือ กรุยทางทำถนน และรื้อฟื้นตำนานไหมสุหรีของเมืองเพื่ออธิบายเรื่องพ้นคำสาปตามความเชื่อแต่เดิม

ด้วยผลงานที่โดดเด่นจากเมืองนี้จึงได้ย้ายไปอยู่เมืองสุไหงปาตานี เมืองใหญ่อันดับสองของเกอดะฮ์ รองจากอะลอร์ สะตาร์

ช่วงแรกของอาชีพนักการเมือง ตุนกู อับดุรเราะห์มานได้เข้ารับงานราชการเป็นที่แรกที่สำนักงานกฎหมายของเมืองอะลอร์ สะตาร์ ต่อมาเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการก็มีคำสั่งให้ย้ายไปประจำที่ กัวลาลัมเปอร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานศาล

ในช่วงเวลานั้นได้มีกลุ่มลัทธิชาตินิยมในมลายู  ซึ่งต่อต้านการเป็นสหภาพมาลายาของอังกฤษ (Britain’s Malayan Union) นำโดย ดะโต๊ะ ออน ญะอ์ฟัร (Datuk Onn Jaafar)

นักการเมืองของมาเลเซียที่เป็นผู้นำขององค์การประชาชาติมาเลเซียหรือพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มลายา (UMNO) ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในมาเลเซีย และตุนกู อับดุร เราะห์มาน ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคอัมโน (UMNO)

ตุนกูอับดุรเราะห์มานเป็นนักการเมืองเชื้อสายมลายูที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับจนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสาขาของพรรคอัมโนในรัฐเกอดะฮ์ในเวลาต่อมา

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน เขียนบทความในหนังสือพิมพ์รายวัน The Star ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2530 ด้วยการเล่าเรื่องการระดมทุนในการตั้งพรรคว่าได้ขอรับบริจาคเงินจากหลายแห่ง  แต่ปรากฏว่ามีแต่เพื่อนจากเมืองไทยที่ให้ความช่วยเหลือ ความว่า “เมื่อเราต้องสู้ในการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2498 ตัว    ข้าพเจ้าเองต้องออกไปขอเงินและเขียนจดหมายไปยังผู้ปกครองทั้งหลาย ทั้งคนรวยในหมู่ชาวอาหรับและสิงคโปร์ และขอจากประเทศมุสลิมทั้งมวลในตะวันออกกลางและไปขอความช่วยเหลือจากประเทศไทย มีเฉพาะเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ช่วยและต้องใช้เงินส่วนนี้ไปในการเลือกตั้ง ซึ่งรวบรวมได้ 135,000 เหรียญสหรัฐ”

31 สิงหาคม ปี 2500 เป็นวันที่สหพันธ์มาเลเซียได้รับอิสรภาพคืนจากอังกฤษ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ได้นำฝูงชนไปตะโกนคำว่า “Merdeka!” ซึ่งหมายถึง อิสรภาพ ต่อมาใน ปี 2506 และสามารถรวมรัฐซาบะฮ์และซาราวัก รวมทั้งสิงคโปร์เข้าด้วยกัน จึงเป็นประเทศมาเลเซียอย่างสมบูรณ์แบบ  ตุนกู อับดุรเราะห์มานยังเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงระหว่างไทย-มาเลเซียโดยสายเลือด

เมื่อประเทศเป็นเอกราชแล้ว ตุนกู อับดุร เราะห์มาน จึงได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ และได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งเอกราช’ (Bapa Merdeka) หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียถึง 13 ปี (31 สิงหาคม 2500 – 22 กันยายน 2513) จึงได้วางมือทางการเมือง

มีบ่อยครั้งที่ตุนกู อับดุรเราะห์มานได้ระลึกถึงความหลังในความเป็นไทยอยู่ในงานเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร

ในตอนหนึ่งของหนังสือรุ่นของโรงเรียน  ตุนกู อับดุรเราะห์มานได้เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงชีวิตเด็กที่เทพศิรินทร์ด้วยความปีติเป็นอันมาก การศึกษาที่ข้าพเจ้าได้รับจากที่นั่นและชีวิตที่เคยอยู่ในประเทศไทย นับเป็นทุนทรัพย์อันมีค่าอย่างแท้จริงในการปฏิบัติงานปัจจุบันของข้าพเจ้าในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพราะความรักในชีวิตไทยของข้าพเจ้าจึงได้ช่วยอำนวยให้เกิดความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองของเรา”   ตุนกู อับดุรเราะห์มาน. “สาส์นจากนายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย” http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3304.15. เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2561)

ในบทสุดท้ายของหนังสือที่เขียนโดยตุนกู ดาโต๊ะ ซอฟียะฮ์ เจวาได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ตุนกู อับดุรเราะห์มาน กับประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าตุนกู อับดุรเราะห์มานไม่เคยลืมความเป็นไทย โดยในช่วงที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย เขาได้ออกไปเยี่ยมชุมชนชาวสยาม ที่อาศัยอยู่ในเมืองอะลอสตาร์   ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องราวของหม่อมเนื่องที่ชาวสยามในมาเลเซียรู้จักและเคารพ    นอกจากนั้นยังจัดพิธีเพื่อต้อนรับแขกชาวไทยอย่างสมเกียรติภายในพระราชวังอีกด้วย

ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ได้เปิดสาขาในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการแนะนำของตุนกู อับดุรเราะห์มานในช่วงหลังจากได้รับเอกราช

ในหนังสือบางเล่มกล่าวถึงธรรมเนียมการปฎิบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียซึ่งต้องเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตามธรรมเนียมนี้ได้หยุดปฎิบัติในช่วงการดำรงตำแหน่งของตุน ดร.มหฎิร โมฮัมมัด

หลังจากได้รับเอกราช ความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ที่จะช่วยเหลือและปกป้องปัญหา คอมมิวนิสต์ในแถบชายแดน นำมาซึ่งข้อตกลงการป้องกันร่วมกันผ่านการลงนามเพื่อให้กองกำลังมาเลเซียสามารถร่วมรักษาดินแดนในแถบชายแดนร่วมกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรจะจดจำและเป็นที่ระลึกถึงเสมอของ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน คือหม่องเนื่อง หรือ เจะก์ เมินเจอลารา (Cik Menjelara) ผู้เป็นมารดาชาวไทย ผ่านคำสอนที่ดีในการใช้ชีวิตและซึมซับความเป็นไทยจนมาถึงรุ่นต่อมาของรัฐเกอดะฮ์

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *