INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จิม คอลลินส์ “10 ซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”

442525

จิม คอลลินส์ “10 ซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”

ข่าวดีคือ ผูู้นำระดับ 5 มีอยู่รอบกายเรา ถ้าเราเพียงแค่รู้อะไรที่จะมองหา และบุคคลหลายคนมีศักยภาพวิวัฒนาการไปสู่ระดับ 5 จิม คอลลินส์ พูด ภายในการสรุปส่วนหนึ่งของหนังสือของเขา “Good to Great” ความกล้าหาญไม่ได้เป็นการไม่มีอยู่ของความกลัว แต่ความสามารถกระทำภายในการมีอยู่ของมัน โดยคำนิยามนั้น จิม คอลลินส์ กล่าวว่า “แคธลีน แกรม อาจจะเป็นซีอีโอกล้าหาญที่สุดบนรายการของผู้นำระดับ 5
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า อะไรเป็นคุณลักษณะของผู้นำระดับ 5 เราได้
สรุปลงเป็นคำนิยามที่สำคัญอย่างหนึ่ง มิติศูนย์กลางของผู้นำระดับ 5 คือ ความทะเยอทะยาน คำถามแรกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับ ภายใต้การวิจัยของเรา ใครเป็นผู้นำที่น่าประทับใจมากที่สุด เราได้ดิ้นรนกับคำถามนั้น ใครที่เราได้พิจารณาจากการวิจัยของเราเป็นสิบซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเราสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้ ผมได้ทำกับพวกเขาภายในกลับลำดับ บุคคลบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับรายชื่อของเขา เเต่เรามีเกณฑ์บางอย่าง เรามอง
ที่การปฏิบัติงานระหว่างการดำรงตำแหน่งของพวกเขา ผลกระทบที่ผู้บริหารเหล่านี้มีต่อโลกล้อมรอบพวกเขา ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ หรืออะไรที่พวกเขา หรือวิถีทางที่พวกเขาบริหาร พวกเขามีผลกระทบข้างนอกกำแพงของบริษัทของพวกเขาหรือไม่ พวกเขาบริหารผ่านความยืดหยุ่น ผ่านช่วงเวลาที่ยุ่งยากหรือไม่ พวกเขาสามารถผ่านวิกฤติ และนำบริษัทกลับมา หรือผ่านการปฏิรูปหรือไม่ ในที่สุดพวกเขามีมรดกหรือไม่ บริษัทเข้มแข็ง
อย่างต่อเนื่องภายหลังพวกเขาออกไปหรือไม่ การใช้เกณฑ์เหล่านี้คัดเลือก
จิม คอลลินส์ ได้เขียนบทความ “The 10 Greatest CEOs of All Time” ภายในวารสารฟอร์จูน เมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคม 2003 ภายในการลำดับผู้นำ
ที่จิม คอลลินส์ ได้คัดเลือกคือ ชาร์ลส์ คอฟฟิน ผู้สร้างเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค
บิลล์ อัลเลน ผู้ช่วยชีวิตโบอิ้งภายในช่วงหลังสงคราม แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้ง
วอลลมารท จอร์จ เมิรค ซีอีโอก่อนหน้านี้ของเมิรค แอนด์ โค ดาร์วิน สมิธ
ซีอีโอก่อนหน้านี้ของคิมเบอร์ลี่ คลาค เจมส์ เบิรค ซีอีโอก่อนหน่านี้ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เดวิด แมกซ์เวลล์ ซีอีโอของแฟนนี เม วิลเลียม เเมคไนท์
ซีอีโอก่อนหน้านี้ของ 3 เอ็ม แคธลีน เเกรม ซีอีโอก่อนหน้านี้ของวอชิงตัน โพสต์ โค. และเดวิด แพคการ์ด ผู้ก่อตั้งร่วมฮิวเลตต์ แพคการ์ด
10 : เดวิด แพคการ์ด
เดวิด แพคการ์ด ปฏิเสธคลับซีอีโอ เมื่อ ค.ศ 1947 เดวิด แพคการ์ด อายุ 37 ปี เข้าร่วมการประชุมผู้นำธุรกิจ หงุดหงิดกับการอภิปรายเค้นกำไรมากขึ้นจากบริษัทของพวกเขาอย่างไร ในที่สุดเขาไม่สามารถควบคุมตัวเขาเองได้ เขากล่าวว่า บริษัทมีความรับผิดชอบมากกว่าการทำเงินแก่ผู้ถือหุ้น เขากล้าแสดงออก สายตามุ่งมาสู่รูปร่างหกฟุตห้านิ้วของเขา เรามีความรับผิดชอบต่อบุคคลของเราที่จะรับรู้ศักดิศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา การเชิดชูความเชื่อของเขาว่าบุคคลที่ช่วยสร้างความมั่งคั่ง มีสิทธิทางศีลธรรมที่จะร่วมความมั่งคั่งนั้น
ผู้ก่อตั้งร่วมฮิวเลตต์ แพคการ์ด ริเริ่มการบริหารแบบเดินดูโดยรอบ การปฏิเสธคลับซีอีโอ เเละบุคคลต้องมาก่อน เรามีความรับผิดชอบบุคคลของเรา
รับรู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ผมประหลาดใจและตกตะลึงไม่มีใครเลยภายในการประชุมเห็นด้วยกับผม มันค่อนข้างชัดเจนพวกเขาเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นพวกเขา เดวิด แพคการ์ด ไม่เคยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคลับซีอีโอ
เขาเป็นส่วนหนึ่งของคลับฮิวเลตต์ เเพคกร์าด เขาใช้นโยบายเปิดประตูกับบุคคลทุกคน เขาได้ปฏิบัติสิ่งที่กลายเป็นการบริหารเดินดูโดยรอบที่มีชื่อเสียง
เขาร่วมความเสมอภาคและกำไรกับบุคคลทุกคน
9 : แคธลีน แกรม
ริชาร์ด นิกสัน ทำเนียบขาว คุกคามเธอ แต่ผู้นำของวอชิงตัน โพสต์ ไม่สะดุ้ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 1963 แคธลีน แกรม ได้ยินเสียงปืนดังภายในบ้านของเธอ เธอวิ่งลงมาชั้นล่างพบสามีของเธอ ฟิลิป แกรม นอนเสียชีวิตด้วยมือของเขาเอง บนความตกตะลึงและความเศร้าโศรก แคธลีน แกรม ต้องเผชิญกับภาระอีกอย่างหนึ่ง พ่อของเธอ ได้วางวอชิงตัน โพสต์ภายในมือของสามีของเธอ ด้วยความคิดของการส่งมอบไปยังลูกของพวกเขา อะไรจะเกิดขึ้น
ในขณะนี้ แคธลีน แกรม ได้บอกคณะกรรมการบริษัทว่าเธอจะไม่ขายวอชิงตัน โพสต์ เธอจะกลายเป็น “ผู้พิทักษ์”
แต่กระนั้นผู้พิทักษ์ ไม่ได้อธิบายวิถีทางต่อบทบาทใหม่ของเธอ ณ เวลานั้นวอชิงตัน โพสต์ ไม่ได้เป็นหนังสือพิมพ์ที่โดดเด่น แคธลีน แกรม มุ่งหมายต่อ
บุคคลพูดถึงมันภายในการหายใจเดียวกับนิวยอร์ค ไทม์ จุดสำคัญของการตัดสินใจเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ 1971 เมื่อเธอเผชิญกับเอกสารลับเพนตากอน การศึกษาของกระทรวงกลาโหมที่รั่ว การเปิดเผยการหลอกลวงของรัฐบาลเกี่ยวกับสงครามเวียตนาม นิวยอร์ค ไทม์ ได้ถูกศาลตัดสินห้ามการพิมพ์เอกสารไปแล้ว ถ้าวอชิงตัน โพสต์พิมพ์ มันอาจจะเสี่ยงภัยกับการดำเนินคดีภายใต้กฏหมายจารกรรมได้ ผลร้ายต่อการค้างอยู่ของการขายหุ้นของบริษัท ฉันเสี่ยงภัยทั้งบริษัทบนการตัดสินใจนี้
8 : วิลเลียม แมคไนท์
วิลเลี่ยม แมคไน์ เข้าร่วม 3 เอ็มเป็นผู้ช่วยนักบัญชี เขาได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นซีอีโอเมื่อ ค.ศ 1929 ปรัชญาการบริหารที่ไร้กาลเวลาของเขากระตุ้นการบริหารของ 3 เอ็ม มอบหมายความรับผิดชอบ และจูงใจผู้ชายและผู้หญิงใช้ความคิดริเริ่มของพวกเขา เขากล่าวว่าถ้าเราล้อมรั้วบุคคล เราจะได้แกะ ให้โอกาสบุคคลที่พวกเขาต้องการ เขาได้คิดค้นความคิดของการบริหารเพื่อนวัตกรรม และเขาได้สร้างความคิดของการเป็นผู้ประกอบการข้างในบริษัทของเขาเอง สิ่งนี้เป็นแนวคิดต้นกำเนิดของเขา
บุคคลหลายคนรู้เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ 3 เอ็ม อาร์เธอร์ ฟราย ได้นำอุปกรณ์และเครื่องมือไปยังใต้ถุนบ้านของเขา ตรงที่เขาออกแบบเครื่องจักรของเขาเองผลิตโพสต์ อิท โน้ตต้นกำเนิด เนื่องจากเครื่องจักรใหญ่เกินไปที่จะเอาออกจากใต้ถุนบ้านของเขา เขาได้ระเบิดรูภายในกำแพงนำเครื่องจักรกลับไปยัง 3 เอ็ม โพสต์ อิท ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลวการทดสอบตลาด และเหมือนกับผู้ค้ายาเสพย์ติดอย่างไร พวกเขาได้สร้างฐานผู้ใช้ที่เสพย์ติด ด้วยการแจกจ่ายตัวอย่างฟรีแก่บุคคลของสำนักงานใหญ่ มันเป็นหนึ่งของเรื่องราวหลายเรื่องของ 3 เอ็มของจิตวิญญานของบุคคลไม่ย่อท้อต่อความเป็นไปได้ที่น้อย ผู้ประกอบการ 3 เอ็มต้องต่อสู้ความพยายมจะฆ่าความคิดของพวกเขาเหมือน
เช่น อาร์เธอร์ ฟราย ผู้คิดค้นโพสต์ อิท
7 : เดวิด แมกซ์เวลล์
แฟนนี เม กำลังขาดทุน 1 ล้านเหรียญต่อวันเมื่อเดวิด แมกซ์เวลล์มาถึง – โอกาสที่จะทำให้เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ เมื่อ ค.ศ 1981 หุ้นของไครสเล่อร์ ตกต่ำตลอดเวลา อเมริกากำลังเริ่มต้นหลงใหลชายที่จ้างมาช่วยชีวิตมัน ในไม่ช้าลี ไอเอคอคคา เป็นไอคอนของชาติ ผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุด ดาราของการโฆษณาโทรทัศน์ และภาพพจน์ของนักศิลปการฟื้นฟูของบุคคลทุกคน
ภายในปีเดียวกันนั้น เมื่อหุ้นของเเฟนนี เม ตกต่ำตลอดเวลา เดวิด แมกซ์เวลล์ถูกจ้างที่จะช่วยชีวิตผู้ให้กู้ยืมจำนองที่ยุ่งยาก เดวิด แมกซ์เวลล์ ไม่ได้กลายเป็นไอคอนของชาติ แม้แต่ชื่อที่รับรู้กัน แต่ ณ เวลาที่ชายทั้งสองคนได้เกษียณภายใน ค.ศ 1990 แฟนนี เม ของเดวิด แมกซ์เวลล์ ชนะตลาดหุ้นด้วยอัตรามากกว่าสองเท่าของไครสเล่อร์ภายใต้ลี ไอเอคอคคา
เดวิด แมกซ์เวลล์ ฉลาดมากกว่าแพรวพราว เขายึดครองบ้านที่กำลังเผาใหม้ และไม่เพียงแต่รักษามันไว้ แต่ได้สร้างมันเป็นวิหาร เขาได้ปฏิรูปแฟนนี เม นักลงทุนจำนองที่อยู่อาศัยภายในอเมริกา จากบริษัทไม่มั่นคงทางการเงินและดิ้นรน เป็นบริษัทที่มั่นคงและทำกำไร การช่วยเหลือครอบครัวรายได้ต่ำถึงปานกลางได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เขาได้ถูกมองเป็นผู้นำที่มีสร้างสรรค์และสามารถ วิสัยทัศน์ของเขาจูงใจบุคคลของบริษัท
6 : เจมส์ เบิรค
เมื่อเราขอให้บุคคลเลือกการกระทำอย่างกล้าหาญของซีอีโอ บุคคลหลายคนจะยกตัวอย่างการตัดสินใจของเจมส์ เบิรค ดึงแคปซูลไทลีนอล
ออกจากชั้นร้านขายยา เพื่อการตอบสนองต่อวิกฤติของการวางยาไซยาไนด์
เมื่อ ค.ศ 1982 เจมส์ เบิรค เป็นซีอีโอของจอห์นสันแอนด์ จอห์นสัน ระหว่างวิกฤติไทลีนอล ชาวชิคาโกเสียชีวิตเจ็ดคนจากการกินยาไทลีนอล จากการลอบใส่ไซยาไนด์ภายในแทบเล็ต ไม่เพียงแต่ไทลีนอลเป็นยาขายดีที่สุดภายในอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นผลิตภัณฑ์สัญลักษณ์ของบริษัทภายในคุณภาพ ความอ่อนโยน และการดูแลสุขภาพด้วย
เจมส์ เบิรค ได้ใช้เงินมากกว่าร้อยล้านเหรียญทันทีจากกำไรทำสิ่งที่ถูกต้องและจัดการวิกฤติอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และต้นทุนสูงมากเขาใช้วิธีการที่คาดไม่ถึงของการเรียกยาไทลีนอลคืนทันที ด้วยต้นทุนของบริษัทประมาณ 100 ล้านเหรียญ การกระทำของเจมส์ เบิรค ไม่เพียงแต่รักษาชื่อเสียงของบริษัทไว้ แต่ได้รักษาตราสินค้าไว้ด้วย การแสดงการยึดมั่นปรัชญาของเจ แอนด์ เจ อย่างเข้มแข็ง เราเชื่อว่าความรับผิดชอบอย่างแรกของเราต้องมีต่อแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย และบุคคลอื่นทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา
เราอาจจะคิดว่าทำไมเขาอยู่บนรายชื่อ ที่จริงแล้วนั่นไม่ใช่ทำไมเขาอยู่บนรายชื่อ เขาอยู่บนรายชื่อ เพราะว่าเขาเริ่มต้นเสริมแรงปรัชญาและค่านิยมกล่าวว่า ความรับผิดชอบอย่างเเรกของเราต่อลูกค้าของเรา ความรับผิดชอบอย่างที่สองต่อบุคคลของเรา ความรับผิดชอบอย่างที่สามของเราต่อชุมชน และความรับผิดชอบอย่างที่สี่ของเราต่อผู้ถือหุ้น เจมส์ เบิรค ได้รวมผู้บริหาร 20 คนภายในห้องและเคาะนิ้วของเขาบนสำเนาปรัชญาเจ แอนด์ เจ เขียนไว้ 36 ปีก่อนหน้านี้โดยโรเบิรต วูด จอห์นสัน ลูกชายผู้ก่อตั้งบริษัทเขาได้ร่างปรัชญาของเราด้วยตัวเขาเอง ปรัชญาของเจ แอนด์ เจ ได้ถูกสลักไว้บนกำแพงของสำนักงานใหญ่ของบริษัท
5 : ดาร์วิน สมิธ
ดาร์วิน สมิํธ กล่าวว่า เราไม่เคยเป็นผู้นำโดโดยโรงเรียนฝึกอบรมนายทหารของกองทัพ เขากลายเป็นซีอีโอของคิมเบอร์ลี คลาค เมื่อ ค.ศ 1971 ดาร์วิน สมิธได้เผชิญกับข้อเท็จจริงที่โหดร้าย เงินทุนกองใหญ่จมอยู่ภายในโรงงานกระดาษยักษ์ใหญ่ ดาร์วิน สมิธไม่ได้เสนอคำแถลงวิสัยทัศน์ ไม่มีการซื้อบริษัทที่ดึงดูดความสนใจ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่อึกทึกตรึกโครม แต่เขาได้แสดงคำถามต่อเพื่อนร่วมงานของเขา อะไรที่คิมเบอร์ลี่ คลาค ควรจะลุ่มหลง อะไร
ที่ควรจะเป็นดีที่สุดภายในโลก อะไรที่ควรจะปรับปรุงเศรษฐกิจของมัน นานหลายเดือนเขาถามคำถามอย่างต่อเนื่องและเคลื่อนก้อนหิน
นี่ไม่ใช่ว่าดาร์วิน สมิธไม่กล้าตัดสินใจ ด้วยการตรวจพบมะเร็งจมูกและลำคอไม่นานภายหลังกลายเป็นซีอีโอ เขาได้บอกภรรยาอะไรที่เขาได้เรียนรู้จากความเจ็บป่วย ถ้าเรามีมะเร็งภายในแขนของเรา เราต้องกล้าตัดแขนของเรา ผมได้ทำการตัดสินใจ เรากำลังจะขายโรงงานกระดาษ และเขาได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง ซีอีโอต้องเต็มใจกระทำอย่างกล้าหาญ แต่ความกล้าหาญจะไร้คุณค่า ถ้าเรามีการตัดสินใจที่ผิด
การตัดสินใจได้เกิดขึ้นจากการสนทนาระหว่างดาร์วิน สมิธและผู้บริหาร
ผู้บริหารของเขาได้สังเกตุว่าคลีเน็กซ์ ผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ ได้กลายเป็นตราสินค้าเชื่อผลิตภัณฑ์เหมือนโค้กหรือแบนด์เอด เขามองว่าการผลิตกระดาษเป็นธุรกิจทำกำไรต่ำ ในขณะที่กระดาษบริโภคเป็นธุรกิจที่เจริญเติบโต ดังนั้นเขาได้ตัดสินใจขายโรงงานกระดาษ และทุ่มเทไปยังธุรกิจกระดาษบริโภค การลงทุนภายในตราสินค้าเหมือนเช่นทิชชู่คลีเน็กซ์ และ
ผ้าอ้อมเด็กฮักกี้ส์

23059

4 : จอร์จ เมิรค
จอร์จ เมิรค ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับวอลล สตรีท และได้เจริญเติบโตกำไร 50 เท่า เมื่อ ค.ศ 1987 ดร วิลเลียม แคมพ์เบลล์ ได้ทำอะไรที่นักวิจัยยิ่งใหญ่ทำ เขาประหลาดใจต่อข้อมูล ในขณะที่กำลังทดสอบส่วนผสมรักษาการติดเชื้อพาราสิตภายในสัตว์ เขาได้จมกับความคิดว่ามันอาจจะมีประสิทธิภาพต่อสู้กับการติดเชื้อพาราสิตของมนุษย การทำให้เกิดโรคตาบอดแถบแม่น้ำแก่บุคคลหลายคนภายในอัฟริกา ลาตินอเมริกา แลเยเมน
แต่ ดร. วิลเลียม แคมพ์เบลล์ รับรู้ว่าบุคคลหลายล้านคนที่ต้องการยานี้ยากจนมาก พากเขาไม่สามารถซื้อยานี้ได้ ดังนี้นเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เมิรค ได้ตัดสินใจทดสอบยานี้ ปรากฎว่ายานี้สามารถรักษา
โรคตาบอดแถบริมแม่น้ำได้ เมิรตได้แจกจ่ายยานี้แก่บุคคลเหล่านี้โดยไม่
เสียเงิน ปัจจุบันบุคคลมากกว่า 30 ล้านคนได้รับยานี้ เมคติซาน ดังปรัชญา
ของเมิรค ยาเพื่อบุคคล ไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา ถ้าเราจดจำไว้ว่า กำไรไมเคยล้มเหลวที่จะปรากฏ จอร์จ เมิรค ที่สองได้ประกาศบนหน้าปกของไทม์้เมื่อ ค.ศ 1952 เราพยายามไม่เคยลืมว่ายาเพื่อบุคคล ยาไม่ใช่เพื่อกำไร นานกว่า 130 ปี เราถูกนำทางด้วยมุมมองว่ายาและวัคซืนที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงโลก
3 : แซม วอลตัน
เเซม วอลตัน กล่าวว่า ผมมีบุคลิกภาพของผู้สนับสนุน แต่วิญญานของผู้ปฏิบัติงาน นักธุรกิจบราซิล ครั้งหนึ่งได้บอกผมว่าเขาได้ส่งจดหมายไปยังผู้นำของผู้ค้าปลีกอเมริกันสิบรายเมื่อ ค.ศ 1980 ขอไปเยี่ยมมองพวกเขาบริหารการค้าปลีกอย่างไร ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจตอบ ยกเว้น เเซม วอลตัน เมื่อชาวบราซิลลงจากเครื่องบนภายในเบนตันวิลล์ อารคันซอร์ ชายผมขาวถามเขาช่วยเหลืออะไรไหม เรากำลังตามหาเเซม วอลตัน ผมคือ แซม วอลตัน และได้นำพวกเขามาที่รถพิคอัพของเขา และเเนะนำสุนัขของเขาชื่อ รอย พวกเขาพึมพำกันอย่างไม่พอใจภายในด้านหน้าของรถพิคอัพของแซม
แซม วอลตันได้เชิญพวกเขามาเบลตันวิลล์ ดังนั้นพวกเขาสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับอเมริกาใต้ ครั้งหนึ่งเรามีโทรศัพท์จากตำรวจ แซม วอลตันได้คลานไปรอบร้านค้าแห่งหนึ่งบนมือและเข่าของเขา วัดความกว้างของทางเดินและได้ถูกจับ เรื่องราวได้ห่อหุ้มจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่บางอย่างของแซม วอลตัน น่าสะดุดตาคือความยากเรียนรู้ของเขา แต่มันชี้ถึง ข้อเสียยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา บุคลิกภาพบารมีิ บริษัทที่สร้างจากความคลั่งของบุคลิกภาพไม่ค่อยจะอยู่ยาวนาน ภายหลังแซม วอลตัน วอลล มาร์ท จะตกต่ำเหมือนกับวัดที่สูญเสียบาทหลวงบันดาลใจหรือไม่ แต่เเซม วอลตัน ตัวเขาเองไม่ยอมให้บุคลิกภาพ
ของเขาเบี่ยงเบนจากการมุ่งราคาต่ำสุดทุกวัน ไม่มีบุคลิภาพกลายเป็นใหญ่กว่าความคิด
2 : บิลล์ อัลเลน
บิลล์ อัลเลนได้ตักเตือนตัวเขาเองว่า อย่าพูดมากเดินไป ปล่อยให้บุคคลอื่นพูด เครื่องบินของโบอิ้งช่วยเราชนะสงคราม แต่ชัยชนะเมื่อ ค.ศ 1945 ดูเหมือนกับการตายของโบอิ้ง รายได้ตกต่ำลงมากกว่า 90% เมื่อคำสั่งซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิดหายไปเพียงข้ามคืน เเละเครื่องบินทิ้งระเบิดตามบุคคลทุกคนรู้หมายถึงโบอิ้ง แต่ผู้นำใหม่ บิลล์ อัลเลน ตามที่นักกฏหมายกล่าวว่าเขาไม่เหมาะสมกับงาน บิลล์ อัลเลน ไม่เคยมองโบอิ้งเป็นบริษัทเครื่องบินทิ้งระเบิด มันเป็นบริษัทที่วิศวกรสร้างเครื่องกลที่บินได้อย่างน่าทึ่ง
เมื่อ ค.ศ 1952 เขาได้เดิมพันสูงกับเครื่องบินไอพ่นพาณิชย์ 707 ณ เวลานั้นโบอิ้งไม่ได้มีธุรกิจภายในตลาดการค้า เขามองว่าโบอิ้งสามารถแข่งขันโดยการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา โบอิ้งสร้าง 707, 727, 737, และ 747 การวางสี่เดิมพันบรรลุความสำเร็จมากที่สุดภายในประวัติของอุตสาหกรรม ณ การประชุมคณะกรรมการบริษัท กรรมการคนหนึ่งได้กล่าวว่าถ้า 747 ใหญ่เกินไปต่อตลาดที่จะกลืนได้ โบอิ้งควรจะกลับลำ กลับลำหรือ บิลล์ อัลเล็นที่แน่วแน่ ถ้าโบอิ้ง แอรคราฟท์ โค. กล่าวว่าเราต้องสร้างเครื่องบินลำนี้ เราจะสร้างมันแม้ว่ามันต้องใช้ทรัพยากรทั้งบริษัท
1 : ชาร์ลส คอฟฟิน
ชาร์ลส คอฟฟิน เป็นผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอคนเเรกของเจ็นเนอรัล
อีเลคทริค ตั้งแต่ ค.ศ 1892 ถึง 1912 ภายหลังโทมัส เอดิสัน เขาไม่ได้มอง
ตัวเขาเองเป็นอัฉริยะ เขามาจากธุรกิจรองเท้า บุคคลส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อชาร์ลส คอฟฟิน และนั่นเป็นข้อพิสูจน์ในที่สุดต่อความยิ่งใหญ่ของเขา ผู้มาก่อนของเขามีบางสิ่งบางอย่างทำกับสิ่งนี้ ไม่มีซีอีโอพบว่ามันง่ายที่จะยึดครองจากผู้ประกอบการก่อตั้ง เราควรจะเข้าใจว่าผู้ประกอบการยึดสิทธบัตรหลอดไฟฟ้าไว้ ชาร์ลส คอฟฟิน รู้งานของเขาไม่ได้เป็นโทมัส เอดิสัน คนต่อไป ต่อชาร์ลส คอฟฟิน การคิดค้นของเขาเป็นเจ็นเนอรัล อิเล็คทริค
ชาร์ลส คอฟฟิน เป็นซีอีโอก่อตั้ง สถาปนิกอย่างแท้จริงของสิ่งที่กลายเป็นจีอี เขากลายเป็นซีอีโอของจีอีเมื่อ ค.ศ 1882 ไม่ใช่การคิดค้นไฟฟ้าเหมือนกับผู้มาก่อนของเขา โทมัส เอดิสัน เขาได้คิดค้นบางสิ่งบางอย่างที่ทรงพลังอย่างแท้จริงที่จีอียังคงเป็นบริษัทยิ่งใหญ่ของวันนี้ จิม คอลลินส์ กล่าวว่า เขาเป็น
ผู้สร้างนาฬิกา เขาเป็นผู้นำคนเเรกที่ใช้ความเป็นผู้นำด้วยการยอมให้บุคคลพัฒนาความคิดของพวกเขาเอง บุคคลเหล่านี้ได้รับความเป็นอิสระที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเอง

449934

ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับการมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นให้กระทำ แคธลีน แกรม ได้เอาชนะความท้าทายภายในอาซีพวิชาชีพของเธอ เธอได้สร้างความร่วมมือร่วมใจที่ยิ่งใหญ่และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แคธลีน แกรม ลุ่มหลงเกี่ยวกับความสำเร็จของงานของเธอ และแสดงความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปโดยการกระตุ้น การบันดาลใจ และการจูงใจบุคคลที่จะสร้างสรรค์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตภายในองค์การ เธอมีคุณลักษณะที่พบได้ภายในความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป
Kayharine Graham : The Leadership Journey of an American Icon โดยโรบิน เกอร์เบอร์ ผู้เขียน ได้วิเคราะห์ปัจจัยและเหตุการณ์ที่สำคัญภายในจุดพลิกผันอย่างประหลาดจากภรรยาและเเม่ที่ยอมรับไปสู่ซีอีโิอที่ไว้วางใจได้ของวอชิงตัน โพสต์ ด้วยข้อเท็จจริงของชีวิตแคธลีน แกรม – ค.ศ 1917 – 2001 เธอยึดครองวอชิงตัน โพสต์ อย่างไร ภายหลังสามีของเธอฆ่าตัวตาย จากนั้นนำทางหนังสือพิมพ์ผ่านการพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน การตีแผ่เรื่องอื้อฉาววอเตอร์ เกต และการทำให้การนัดหยุดงานของช่างพิมพ์เป็นง่อย
ได้กล่าวถึงอย่างกว้างขวางภายในชีวประวัติชนะรางวัลพูลิตเซอร์ของเธอ
เเคธลีน แกรม เผชิญกับวิกฤติครั้งแรกของเธอเมื่อ ค.ศ 1971 เมื่อเธอทำการตัดสินใจพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน การรู้ว่าเธอและบุคคลของหนังสือพิมพ์จะถูกดำเนินคดีภายใต้กฏหมายจารกรรม เธอเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์อาจจะพังทลายทางการเงินได้ แต่เธอยอมเสี่ยงภัยทุกอย่าง เพื่อสิทธิของประชาชนที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับสงครามเวียตนาม เธอได้แสดงความกล้าหาญอย่างเดียวกัน เมื่อเธอเห็นด้วยกับบรรณาธิการบริหาร เบน แบรดลี่ และนักข่าวของเธอติดตามเรื่องราววอเตอร์เกต วอชิงตัน โพสต์ เป็นหนังสืพิมพ์ฉบับเดียวเท่านั้นเปิดเผยข่าววอเตอร์เกต แคธลีน แกรมได้ถูกยกย่องต่อคุณลักษณะยิ่งใหญ่สองอยางของเธอคือ ความถ่อมตัว และความกล้าหาญ ภายหลังจากรู้ถึงการเสียชีวิตของเธอ ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้เรียกเธอว่า “ผู้นำที่แท้จริง สุภาพสตรีที่แท้จริง กล้าแต่ขี้อาย ทรงพลังแต่ถ่อมตัว”
เรามีถ้อยคำที่น่าสนใจเกี่ยวกับแคธลีน แกรมภายในหนังสือของ เเพต
วิลเลียม ‘Humility” บนรายการวิทยุของเขา แพต วิลเลียม ได้สัมภาษณ์นักเขียนที่มีชื่อเสียง
ดร เชียลา บีเธล ระหว่างการสัมภาษณ์ เธอได้เล่าการพบกับแคธลีน แกรมย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1990 ณ งานเลี้ยงเจ้าภาพโดยแคธลีน แกรม งานเลี้ยงของเธอมีรายชื่อแขกที่มีชื่อเสียง เพราะว่าเธอรู้จักประธานาธิบดี กษัตรย์ และผู้นำจากทั่วโลก ภายในงานเลี้ยง ดร บีเธล นั่งถัดไปจากแคธลีน แกรม บีเธล ได้ถามเธอว่า
นางแกรม คุณเป็นเจ้าภาพผู้นำยิ่งใหญ่ที่สุดทุกคนจากทั่วโลก อะไรเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สุดอย่างเดียวของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทุกคน โดยไม่ลังเล
เธอกล่าวว่า ” การไม่มีความเย่อหยิ่ง”
ดร บีเธล ได้กล่าวว่า เธอระบุมันอย่างเรียบง่ายมาก มันเป็นความเข้าใจ
อย่างลึกซึ้ง เมื่อฉันสังเกตุนางแกรมสนทนากับบุคคลอื่นรอบโต๊ะ มันทำให้ฉันงงมาก ผู้หญิงคนนี้แสดงอย่างสมบูรณ์ของคุณลักษณะที่เรียกว่า การไม่มีความเย่อหยิ่ง แคธลีน แกรม เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพลังมากที่สุดภายในโลก มันเป็นความถ่อมตัวที่ระบุเธอ ในขณะนี้เมื่อไรที่ฉันพบผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ฉันถามตัวฉันเอง ผู้นำคนนี้ถ่อมตัวหรือไม่ เขาหรือเธอครอบครอง การไม่มีความเย่อหยิ่งหรือไม่
บ็อบ วูดวาร์ด แตกหักเรื่องวอเตอร์เกต ร่วมกับคาร์ล เบิรนสไตล์ เรียก
เเคธลีน แกรม บุคคลที่กล้าหาญอย่างแท้จริง ช่วงเวลาวอเตอร์เกตยุ่งยาก
ต่อเธอมาก แต่เธอเยืนคียงข้างนักข่าว แม้ว่าเฮนรี คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ขอให้เธอยกเลิกการรายงานของโพสต์
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวอธิบายความเป็นผู้นำระดับ 5 สร้างความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนผ่านการผสมผสานที่ขัดเเย้งกันของความถ่อมตัวส่วนบุคคลและความมุ่งมั่นทางวิชาชีพ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาทะเยอทะยาน ยืนยันว่าสำคัญที่สุดอย่างแรก
ต่อบริษัท และไม่ใช่ตัวพวกเขาเอง
แคธลีน แกรม ไม่เคยคาดหวังเป็นผู้นำวอชิงตัน โพสต์ เธอเกิดภายในครอบครัวที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพฺ์ เมื่อ ค.ศ 1933 แคธลีนอายุ 16 ปี พ่อ
ของเธอ ยูจีน เมเยอร์
ได้ซื้อวอชิงตัน โพสต์ ณ การประมูล ต่อมาสามีของเธอ ฟิลิป แกรม ได้ยึดครองโพสต์ เมื่อยูจีน เมเยอร์ ก้าวลงมา แต่โชคไม่ดีการดำรงตำแหน่งของฟิล
แกรม เป็นผู้จัดพิมพ์ของโพสต์ ได้จบลง ค.ศ 1963 เมื่อเขาฆ่าตัวตาย ด้วยความชอกช้ำจากการเสียชีวิตของสามี และไม่มั่นใจความสามารถของเธอที่จะบริหารวอชิงตัน โพสต์ แคธลีน แกรม เผชิญการตัดสินใจที่ยุ่งยาก ขายหนังสือพิมพ์ หรือบริหารมันด้วยตัวเธอเอง ยิ่งกว่านั้นข่าลือทั่ววอชิงตันว่าแคธลีน แกรมจะขายหนังสือพิมพ์ แต่ลึกลงไปแล้ว เธอต้องการบริหารมัน
ด้วยไม่สูญเสียการมองความมุ่งหมายระยะยาว เธอได้บอกคณะกรรมการบริษัทว่าบริษัทจะไม่ถูกขาย และเธอจะเป็นผู้นำวอชิงตัน โพสต์ ภายใต้ความเป็นผู้นำของเธอ บริษัทได้เจริญเติบโตรุ่งเรื่องและขายหุ้นแก่สาธารณะ และได้รับการลงทุนจากวอร์เรน บัฟเฟตตด้วย์ โลกของบรรณธิการรู้ว่าแคธลีน แกรมไม่เคยยกย่องตัวเธอเองกับความสำเร็จของหนังสือพิมพ์ ความถ่อมตัวของเธอรู้จักกันดี แต่เเน่นอนเธอได้เลือกบางสิ่งบางอย่างผิดธรรมดา นั่นคือความกล้าหาญที่จะนำด้วยความมุ่งหมาย
แคธลีน แกรม ภายหลังการยึดครองเป็นซีอีโอ ได้วางรากฐานและปลูกฝัง
ค่านิยมบริษัทภายในวอชิงตัน โพสท์ใหม่เมื่อ ค.ศ 1971 ด้วยการเเสดง
การตัดสินใจของเธอนำความจริงมาสู่สาธารณะ…..ทำให้อเมริกาโปร่งใส
แคธลีน แกรม เป็นผู้พลิกเกมภายในอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ เธอได้เปิดเผยความลับดำมืดของรัฐบาลอเมริกัน ภายใต้การนำของเธอ แคธลีน แกรมพิมพ์ทั้งเอกสารลับเพนตากอนและรายงานวอเตอร์เกต
เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่ยึดครองตำแหน่งความเป็นผู้นำภายในบริษัทหนังสือพิมพ์ แคธลีน แกรมไม่เคยมีโมเดลบทบาทผู้หญิงที่เธอสามารถลอกเลียนแบบภายในอุตสาหกรรมเชือดคอหอย เธอรู้สึกแรงกดดันของการนำวอชิงตัน โพสต์ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญภายในประวัติศาสตร์อเมริกัน
แคธลีน แกรมแสดงความกล้าหาญอย่างแท้จริงและทำการตัดสินใจอย่าง
กล้าหาญ เธอผูกพันการเปิดเผยความจริงไม่ว่าจะต้องทำอะไร เสี่ยงภัยทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นความซื่อสัตย์ของเธอ
นักวิเคราะห์ทหาร แดเนียล เอลล์เบิรก ได้ผลิตสำเนาของเอกสารลับเพนตากอนเมื่อ ค.ศ 1971 มันเป็นการศึกษาลับสุดยอดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของอเมริกาภายในสงครามเวียตนาม – ค.ศ 1946 ถึง 1967 เขาได้ให้เอกสารลับเพนตาก่อนแก่นิวยอรค ไทม์ ดังนั้นประชาชนได้รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงคราม ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ตอบสนองด้วยการใช้คำสังห้ามของศาล การสั่งนิวยอรค ไทม์ หยุดการเปิดเผยเอกสารที่เหลืออยู๋
เพื่อการหลีกเลี่ยงคำสั่งศาล เเดเนียล เอลล์เบิรก ได้ส่งเอกสารลับเพนตากอน ไปยังวอชิงตัน โพสต์ ภายใต้การได้รับรายงานลับสุดยอด แคธลีน แกรมและทีมบรรณาธิการของเธอเผชิญกับการตัดสินใจที่ยาก บริษัทได้ขายหุ้นแก่ประชาชนเพียงไม่กี่วัน ภายหลังการได้รับเอกสาร ด้วย 1.35 ล้านหุ้นที่จดทะเบียน มันไม่ได้เป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของการชนกับรัฐบาล มันน่าจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรง ถ้าแคธลีน แกรมตัดสินใจพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน เพราะว่าข้อกฏหมาย ศาลอาจจะออกคำสั่งห้ามพวกเขาหยุดการจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์
ภายหลังจากการชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย แคธลีน แกรมได้ตัดสินใจพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน แม้จะมีความเสี่ยงภัยของการเผชิญกับความโกรธของรัฐบาล
วอชิงตัน โพสต์ แสวงหาความจริง “ฉันเสี่ยงภัยทั้งบริษัทบนการตัดสินใจนี้ แคธลีน แกรม ได้เขียนภายในชีวประวัติของเธอ เลือกเพื่อความอยู่รอดที่มั่นใจ ณ ต้นทุนของจิตวิญญานของบริษัท เลวร้ายกว่าการไม่อยู่รอด ดังที่คาดหวัง
รัฐบาลริชาร์ด นิกสันได้ใช้กฏหมายกับแคธลีน แกรมและหนังสือพิมพ์ของเธอ ศาสสูงได้ตัดสินเห็นด้วยกับแคธลีน แกรม

23061

แคทธลีน “เคย์” แกรม ได้ปฏิรูปธุรกิจและการพิมพ์ของวอชิงตัน โพสต์
คอมพานี จนกลายเป็นหนังสือแนวหน้าของโลก เธอยึดครองวอชิงตัน โพสต์ เมื่อ ค.ศ 1963 เธอได้นำโพสต์ ผ่านการปฏิรูปจากหนังสือพิมพ์ปานกลางไปสู่พลังที่สำคัญภายในชีวิตการเมืองของวอชิงตันและประเทศ เธอเดินหน้าการพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน และให้นักข่าวรักษาเรื่องราวของวอเตอร์เกตไว้ แม้ว่าทำเนียบขาวได้กดดันที่จะให้ยกเลิก
เมื่อแคธลีน แกรม ได้ตัดสินใจเอกสารลับเพนตากอน “ไปกันเลย พิมพ์กันเลย” ขัดแย้งกับที่ปรึกษายืนยันมันจะเป็นความหายนะ ต่อมาเธอยอมรับว่าเธอบ้าไปแล้ว เธอได้กระชับการเปลี่ยนแปลงของเธอจากภรรยาแม่บ้าน ไปเป็น
ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพลังมากที่สุดภายในประวัติของการพิมพ์และธุรกิจ เรามี
ผู้หญิงทำงานภายในห้องข่าววันนี้มากมายกว่าภายในยุคของแคธลีน แกรม
แต่การกีดกันเพศทางสถาบันที่เธอเผชิญยังคงยึดที่มั่นอยู่ ภายใหนังสือพิมพ์ 35% ของผู้หญิงเท่านั้นมีบทบาทควบคุม ภายในโลกธุรกิจ จำนวนของซีอีโอหญิงได้ลดลง
เธอได้กระโจนไปสู่บทบาทของการเป็นผู้จัดพิมพ์ของวอชิงตัน โพสต์ ภายในยุคที่ผู้หญิงไม่ได้ยึดครองตำแหน่งนั้น
ภาพยนตร์ “The Post” ได้สรุปลงด้วยตอนของแคธลีน แกรมเดินลงจากขั้นบันไดศาลสูง ภายหลังการแก้ต่างกับศาลยุติธรรมต่อการตัดสินใจพิมพ์เอกสารลับเพนตากอน ฝูงชนผู้หญิงต่างมองเธอด้วยความชื่นชม
เธอรู้จักต่อบุคคลหลายคนเป็น แคธลีนผู้ยิ่งใหญ่ แคธลีน แกรม ไม่ได้ทะยานไปสู่บทบาทความเป็นผู้นำ แต่เนื่องจากสามีของเธอฆ่าตัวตาย ฟิลิป แกรม เป็น
ผู้จัดพิมพ์ของวอชิงตัน โพสต์ และในไม่ช้าภายหลังการเสียชีวิตของเขา
แคธลีน แกรม ได้สืบทอดเขา ภายหลังอาชีพ 28 ปี ณ บนสุดของของวอชิงตัน โพสต์ แคธลีน แกรม ได้มองมันแตกต่างออกไป ภายในชีวประวัติที่ได้รางวัล
พูลิตเซอร์ของเธอ “Personal History” แคธลีน แกรม ได้มองกลับงานของเธอด้วยความสุข “ฉันรักงานของฉัน ฉันรักหนังสือ ฉันรักทั้งบริษัท”
การทำกำไรไม่เคยเป็นความสำคัญอย่างเดียวของแคธลีน แกรม เธอเชื่ออย่างแท้จริงว่าความเป็นเลิศทางหนังสือพิมพ์เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ดีที่สุด ฉันคิดว่าถ้าเราทำสิ่งหนึ่งได้ดี – มุ่งที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์จะตามมา การมุ่งความเป็นเลิศของหนีงสือพิมพ์ของแคธลีน แกรม วอชิงตัน โพสต์ได้รับ 23 รางวัลพูลิตเซอร์ระหว่างความเป็นผู้นำของเธอ
ความสนใจบุคคลเป็นบางสิ่งบางอย่างที่แคธลีน แกรมได้เรียนรู้จากพ่อของเธอ ยูจีน เมเยอร์ เขาและฟิลิป แกรม สามีของเธอ ได้บริหารหนังสือพิมพ์ 16 ปี ก่อนฆ่าตัวตาย ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกำลังงาน รวมทั้งคนงานสมาชิกสหภาพทำงานภายในโรงงานเล็กพิมพ์โพสต์แต่ละคืน นี่เป็นเรื่องราวสำคัญ ณ เวลาวิกฤติยิ่งใหญ่ของอาชีพแคธลีน แกรม มันไม่ได้เป็นตำนานที่มีชื่อเสียงเหมือนเช่นเอกสารลับเพนตากอนหรือวอเตอร์เกต มันเป็นการนัดหยุดงานต่อสู้โพสต์
โดยนักข่าว เริ่มต้นก่อนรุ่งเช้า 1 ตุลาคม 1975 เมื่อสมาชิกสหภาพได้ทำลาย
ห้องข่าว พยายามเผามันและทุบตีหัวหน้างานกลางคืน การเริ่มต้นการนัดหยุดงานนานสี่เดือนครึ่ง และเปลี่ยนแปลงเส้นทางของประวัติต่อโพสต์ และต่อ
ธุรกิจหนังสือพิมพ์อเมริกัน
แคธลีน แกรม เป็นผู้จัดพิมพ์ของโพสต์ เมื่อการนัดหยุดงานได้ระอุขึ้น เธอและผู้บริหารของเธอได้พยายามใช้เหตุผลกับสัญญาแรงงาน แต่นักข่าวได้ทำการนัดหยุดงานอย่างรุนเเรง ระหวางวอเตอร์เกต งานของแคธลีน เพียงแค่สนับสนุนนักข่าว ภายในเอกสารลับเพนตากอน เธอทำการตัดสินใจที่
ยิ่งใหญ่ แต่มันมาถึงภายในการนัดหยุดงาน เธอเป็นผู้บริหารคนเดียวรับผิดชอบ ในที่สุดโพสต์ ทำข้อเสนอสุดท้ายที่นักข่าวปฏิเสธ และหนังสือพิมพ์ได้เริ่มต้นจ้างบุคคลทดแทน เมื่อเราถามแคธลีน แกรมว่าเธอจะทำอะไร ถ้านักข่าวยอมรับข้อเสนอสุดท้าย “กรีดคอหอยของฉัน” เธอตอบ ณ เวลานั้นเธอยืนยันว่าเธอไม่ต้องการพวกเขากลับมาภายในหนังสือพิมพ์ของเธอ เธอดีใจกับนักข่าวใหม่ ครั้งแรกที่มีทั้งผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยหลายคน
ภายในชีวประวัติของเธอ แคธลีน แกรม ใช้เกือบ 70 หน้ากับการนัดหยุดงาน และ 45 หน้ากับวอเตอร์เกต เธอเข้าใจการนัดหยุดงานเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ของอาชีพธุรกิจของเธอ
แคธลีน แกรม นอนหลับดีเมื่อความวุ่นวายได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยสัญญาแรงงาน ณ หนังสือพิมพ์ของเธอ ได้หมดอายุตอนเที่ยงคืน เธอได้ยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่างควรจะตกลงกันได้ การเจรจรต่อรองจะดำเนินต่อไป ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ได้ส่งข่าว หนังสือพิมพ์ได้พิมพ์เต็มที่ผ่านกำหนดเวลาเที่ยงคืนเมื่อ 1 ตุลาคม 1975 และจากนั้นมันเป็น เพิร์ล ฮาร์เบอร์ นักข่าวได้เผาเเท่นพิมพ์และรื้อแท่นพิมพ์อื่น พวกเขาทุบตีหัวหน้างาน
เเคธลีน แกรม ได้พัฒนาความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเธอระหว่างการต่อสู้ที่เกือบจะจมหนังสือพิมพ์เมื่อ ค.ศ 1970 การเผชิญกับยุทธวิธีทำงานให้ช้าลงของนักข่าวและช่างพิมพ์ และยุทธวิธีกลั่นแกล้งจากสหภาพของพวกเขา
แคธลีน แกรมกังวลใจตลอดคืนหนังสือพิมพ์วันต่อไปจะออกตามเวลาหรือไม่ ในที่สุดแคธลีน เเกรมได้ตัดสินใจท่าทีเเข็งแกร่งขึ้น การฝึกอบรมนักข่าวหนุนหลังภายในเหตุการณ์นัดหยุดงาน และข่มขู่การกระทำทางวินัยต่อการทำงานให้ช้าลง
บทเรียนที่แคธลีน แกรมกล่าวว่าเธอได้เรียนรู้คือ ผู้นำตัองเข้มแข็ง การอาละวาดของนักข่าวทำให้กระดูกสันหลังของเราตรงขึ้น การผ่อนปรนใช้
ไม่ได้ การกำจัดบุคคลปฏิบัติงานไม่ดีสร้างขวัญกำลังใจ มาตรฐานและวินัย
มีประโยชน์ต่อลูกค้า
ระหว่างการดำรงตำแหน่งของเธอสิ้นสุดเมื่อค.ศ 1991 แคธลีน แกรมต้องเผชิญกับการตัดสินใจยากที่สุดที่ผู้จัดพิมพ์คนหนึ่งเคยตัดสินใจ และการตัดสินใจของเธอนำไปสู่สองช่วงเวลายิ่งใหญ่ที่สุดภายในหนังสือพิมพ์อเมริกัน
แคธลีน แกรม เป็นผู้นำที่ถ่อมตัวแต่แน่วแน่ การทุ่มเทของเธอต่อมาตรฐานหนังสือพิมพ์นำเธอไปสู่การตัดสินใจที่เสี่ยงภัย และมันทำให้วอชิงตัน โพสต์ กลายเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงและเคารพ แคธลีน แกรม ใช้อำนาจของเธออย่างฉลาด
เธอกล่าวว่า ฉันไม่สะดุ้งกับอำนาจภายในวิถีทางที่ฉันใช้ ถ้าอำนาจอยู่ตรงที่จะใช้ มันต้องถูกใช้ ไม่ว่าเราสละมันหรือเราใช้มัน เราต้องจำไว้ว่าเราสามาถทำความเสียหายอย่างมากโดยสละมัน เหมือนที่เราใช้มันภายในวิถีทางฉลาดที่สุดที่เราได้รับรู้
คุณสมบัติความเป็นผู้นำอย่างหนึ่งที่ฉันมักจะพยายามคือ ความเข้าใจความสมดุลระหว่างความถ่อมตัวและความแน่วแน่ บ่อยครั้งฉันล้มเหลวพูดเกี่ยวกับสิ่งที่รบกวนฉัน ฉันย่อมให้สิ่งนั้นไถลไปจากความกลัวโจมตีบุคคลบางคน
แต่ความเป็นผู้นำเป็นนักหนังสือพิมพ์ไม่ได้เกี่ยวกับการยอมให้อะไรก็ตามไถลไป มันเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงภัยเมื่อเรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อการพิมพ์ในระยะยาว
แคธลีน แกรม เป็นนายอุดมคติ เธอให้ของขวัญหนังสือพิมพ์แก่บุคคล ณ วอชิงตัน โพสต์ : ความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เธอรับประกันความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์แก่นักข่าวเหมือนกับมันเป็นสิทธิที่ได้รับตั้งแต่เกิดของพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่ของเธอ วอชิงตัน โพสต์ เป็นของเธอ แต่เธอมอบงานของการสร้างมันแก่เราอย่างไม่มีเงื่อนไข ภายในการบริหารวอชิงตัน โพสต์ เธอไม่เคยบอกเราอะไรต้องปิดปัง อะไรต้องเขียน ใครต้องถูกยกย่อง หรือใครต้องถูกตรวจสอบ ภายในองค์การยอดเยี่ยมที่เธอช่วยสร้าง บุคคลภายในแผนกข่าวถูกป้องกันอย่างแท้จริงจากความคิดเห็นของเจ้าของ นายอุดมคติเท่านั้น
สามารถสร้างสถานการณ์นี้ได้
แน่อนเรามีโมเดลบทบาทผู้หญิงไม่กี่คนต่อแคธลีน แรม เลียนแบบ หรือเพื่อนร่วมงานที่เธอสามารถมองหาเพื่อความเป็นเพื่อนกัน ผู้หญิงได้ถูกกีดกันจากตำแหน่งของอำนาจภายในองค์การสื่อเวลานั้น และยึดงานหนังสือพิมพ์ไม่ถึง 20% แคธลีน แกรม ได้อธิบายสถานการณ์ที่อึดอัดของการเป็นผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นอยู่้สมอภายในห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทบนการล่าถอยของบริษัท เธอจำได้เหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อผู้ชายคนหนึ่งเดินไปรอบห้อง ถามผู้ชายทุกคน
ต่อความคิดเห็นของเขา เมื่อเขามาถึงแคธลีน แกรม เขาหยุดและทำราวกับว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่
ภายใต้ความเป็นผู้นำของเธอ เธอมองเห็นความสำคัญของการสร้างทีมที่เหมาะสม เธอเป็นนักปฏิบัติมากภายในการประเมินข้อจำกัดของเธอ และรู้ว่าเธอขาดประสบการณ์ ดังนั้นเเคธลีน แกรม รู้ว่าเธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากทีมในขณะนี้ของบริษัท เธอเข้าใจและให้คุณค่าต่อการสร้างทีมที่เข้มแข็ง
ดังนั้นเธอได้เริ่มต้นด้วยการนำเบน เบรดลี่เข้ามาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการ การเริ่มต้นของกระบวนการของการสร้างทีมใหม่ เธอเชื่อมั่นภายในความซื่อสัตย์ทางบรรณาธิการเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญต่อหนังสือพิมพ์ใดก็ตามที่จะคงอยู่
แคธลีน แกรมตระหนักถีงความสามารถของเธอ แต่ข้อจำกัดของเธอด้วย
ด้วยการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะขอความช่วยเหลือ และล้อมรอบตัวเธอเองด้วย
พี่เลี้ยงสนับสนุน แคธลีน แกรมสามารถเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และได้ความช่วยเหลือภายในด้านที่เธอต้องการ แคธลีน แกรม มีความลุ่มหลงและการร่วมความรู้สึกทั้งภายในธุรกิจของเธอและชีวิตส่วนบุคคล คุณลักษณะนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า และบันดาลใจการทุ่มเทต่อแคธลีน แกรมเป็นผู้นำคนหนึ่ง เธอใช้ความเข้มแข็งทางความคิดและจิตวิญญานทำการตัดสินใจที่ยาก และความสามารถของเธอต่อสู้เพื่อความเชื่อของเธอ ช่วยนำทางบริษัทผ่านความท้าทายที่ยุ่งยากหลายอย่าง
แคธลีน แกรม มองความเป็นผู้นำเป็นโอกาสของการเรียนรู้ ตั้งแต่วันที่เธอเข้ามาเป็นผู้นำ แคธลีน แกรมได้เรียนรู้อยู่เสมอ ลักษณะที่อยากรู้และฉลาดทำให้เร่งความเร็วภายในช่วงเวลาที่สั้นและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เธอใช้ความเป็นผู้นำแบบสัมผัส เธอเป็นผู้นำที่เข้าถึงได้ และมักจะใช้เวลาภายในห้องข่าวกับนักข่าวของเธอ เธอเข้าใจงานที่พวกเขาทำ การมีส่วนร่วมส่วนกับบุคคลของเธอ
ณ ทุกระดับขององค์การสร้างระดับของความเคารพร่วมกันช่วยการเจริญเติบโตของหนังสือพิมพ์
ระหว่างแรงกดดันของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ณ เวลาของเอกสารลับเพนตากอนและวอเตอร์เกต แคธลีน เเกรมไม่เคยละทิ้งนักข่าวของเธอ ในฐานะของผู้นำที่แท้จริง แคธลีน แกรมรู้ว่ามันเป็นความรับผิดชอบชองเธอสนับสนุนทีมของเธอ โดยเฉพาะเวลาที่ยากลำบาก แคธลีน แกรมทำการตัดสินใจที่ยุ่งยากตลอดอาชีพของเธอ เเต่เธอเดินตามความเชื่อมั่นแกนของเธออยู่เสมอ ด้วยการเดินตามหัวใจของเธอ เธอสามารถอยู่เบื้องหลังผลลัพธ์ของการเลือกของเธอไม่ว่าจะเสียอะไร
ก่อนที่เธอเกษียณเมื่อ ค.ศ 1993 บางครั้งเธอถูกเรียกว่าหญิงเหล็ก โพสต์เป็นหนังสือพิมพ์เจ้าของครอบครัวแคธลีน แกรม เธอได้มรดกตำแหน่งอย่างไม่คาดหวังของผู้จัดพิมพ์ เมื่อสามีของเธอ ฟิลิป เเกรม ฆ่าตัวตายเมื่อ ค.ศ 1963 ฟิลิิป แกรม ได้ยึดครองหนังสือพิมพ์ต่อจากพ่อของแคธลีน แกรม พ่อของเธอสร้างความร่ำรวยจากวอลล สตรีืท เขาได้ซื้อโพสทัเมื่อ ค.ศ 1933 เมื่อเธอกำลังอยู่โรงเรียนมัธยม
ภายใต้ความเป็นผู้นำของเเคธลีน แกรม โพสต์ได้กลายเป็นหนังสือพิมพ์ลำดับสูงสุดของประเทศ และบริษัทได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มธุรกิจโทรทัศน์เคเบิล เข้ามา เป็นต้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ถือหุ้นตอนเริ่มแรก ได้กลายเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อน เธอได้สร้างประวัติศาสตร์เมื่อ ค.ศ 1972 เป็นผู้หญิงคนเเรกที่บริหารบริษัทฟอร์จูน 500 เมื่อเธอถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอ เมื่อเธอก้าวลงมาภายใน ค.ศ 1991 มูลค่าหุ้นของบริษัทได้เพิ่มขึ้น 3,000%
โดนัลด์ แกรม กล่าวว่า เธอถามคำถามหนึ่งว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงใครก็ตาม สามารถบริหารธุรกิจใหญ่ได้หรือไม่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ภาย
หลังอาชีพของแคธลีน แกรม แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่จะถามต่อไปอีกแล้ว เธอเป็นผู้จัดพิมพ์หญิงคนแรกของหนังสือพิมพ์อเมริกัน แคธลีน แกรมได้ปฏิเสธรัฐบาลอเมริกันที่จะพิมพ์ทั้งเอกสารลับเพนตากอนและเรื่องราววอเตอร์เกต ข่าวเด่นที่สุดแห่งศตวรรษสองเรื่อง ระหว่างทศวรรษที่เธอนำวอชิงตัน โพสต์ รายได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ และราคาหุ้นได้ทะยานขึ้น
การเสริมแรงสถานภาพของแคธลีน แกรม เป็นผู้นำธุรกิจสามารถมากที่สุด
คนหนึ่งของประเทศ

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *