เมื่อคสช. ส่งสัญญาณเลือกตั้ง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
เมื่อคสช. ส่งสัญญาณเลือกตั้ง
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พร้อมกันนั้น สนช.ก็ขานรับในการผลักดันกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ทำให้บรรยากาศที่อึมครึมผ่อนคลายไปได้บ้าง แต่หลายฝ่ายก็ยังคลางแคลงใจ เพราะที่ผ่านมามีการเบี้ยวกันมาโดยตลอด พร้อมๆกับมีกองเชียร์ออกมาสนับสนุนข้ออ้างว่าสถานการณ์ยังไม่ปกติ ถ้าปล่อยให้เลือกตั้งจะวุ่นวาย บางคนฟันธงไปเลยว่าถ้ามีการเลือกตั้งจะนำไปสู่เผด็จการรัฐสภา ฉะนั้นก็เท่ากับว่า(สนับสนุนเผด็จการทหาร) ไม่ให้มีการเลือกตั้ง บางคนก็เอาเรื่องการเลือกตั้งได้ส.ส.เข้ามาก็จะมาร่วมกันโกงกินกันมาก
ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นระบอบที่ไม่ดี เพราะมีการโกงกินกันมาก นอกจากนี้ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่ปากว่าตาขยิบ คือขณะที่อ้างว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่เข้าไปรับตำแหน่งและแสวงหาประโยชน์จากคณะทหาร และพยายามเบี่ยงเบนประเด็น เพื่อเป็นข้ออ้างให้ดำรงระบอบเผด็จการไว้ แต่แท้จริงยังห่วงผลประโยชน์ที่ตนได้รับ
หากจุดอ่อนของประชาธิปไตยอยู่ที่การเลือกตั้ง ทำไมผู้มีความรู้หรือผู้คนที่รังเกียจนักการเมือง ไม่ออกมาช่วยกันรณรงค์ เข้าไปเป็นหูเป็นตา และเข้าไปใช้สิทธิกันให้เต็มที่เพื่อจะได้ลดข้อบกพร่อง และป้องกันการโกง และเมื่อนักการเมืองมาบริหารบ้านเมือง ก็ควรช่วยกันติดตามสอดส่องเป็นหูเป็นตา แต่คนเหล่านั้นพอเอาเข้าจริงก็ไม่ไปใช้สิทธิ และทำนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ไม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่จะนิยมนินทาวิพากษ์วิจารณ์ เม้าท์กันสนุกปากตามโซเซียลมีเดีย และเรียกร้องแต่พระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยแก้ปัญหา เข้าทำนองกบเลือกนายนั่นแหละ แต่ที่แย่กว่านั้นยังคงเห็นกงจักรเป็นดอกบัว คือยังคงชื่นชมเผด็จการอยู่นั่นแหละ เพราะถูกฝังหัวให้เกลียดกลัวนักการเมือง ที่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเพิกเฉยของพวกตนนั่นเอง
ในเมื่อสิทธิและหน้าที่ของเราไม่รักษาแต่โยนไปให้คนอื่นทำ พอไม่ถูกใจก็มาโวยวายแต่ก็พูดไม่ได้มาก เพราะไปเชิญเขามากันเอง
อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนที่อยู่ในแนวทางประชาธิปไตย และเห็นด้วยกับการมีการเลือกตั้ง การใช้สิทธิใช้เสียงและถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ก็มีการแสดงออกกันอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น ภายหลังจากช๊อคจากการทำรัฐประหารของคสช. ที่อ้างว่ามาเพื่อรักษาความสงบ แต่ 4 ปีมาแล้วยังไม่สงบเสียที ครั้นออกมาทวงสิทธิก็กลับกลายเป็นข้ออ้างของคสช. ได้อีกว่า นี่ไงมันยังไม่สงบ(เงียบ) ก็เลยยังไม่ให้เลือกตั้ง
ยังมีอีกความคิดหนึ่ง ซึ่งก็ฟังดูดีแต่จะปฏิบัติได้หรือเปล่า นั่นคือความคิดที่ว่าจะปกครองในระบอบอะไรก็ไม่สำคัญ ขอให้ดูแลทุกข์สุขประชาชน คิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งก็พอแล้ว ประเด็นที่มันเป็นไปไม่ได้ก็คือ การปกครองโดยบุคคล คณะบุคคลเหล่านั้น ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล ก็เหมือนเอาเนื้อไปฝากกับเสือ ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะไม่หวงอำนาจ และติดกับผลประโยชน์ที่มีมากับอำนาจ ดังคำกล่าวที่ว่า “Power Tends To Corrupt And Absolute Power Corrupts Absolutely” (ลอร์ด แอคตัน) ความหมายก็คือ อำนาจจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่น และอำนาจเบ็ดเสร็จก็คือการคอร์รัปชั่น เบ็ดเสร็จ ซึ่งอันนี้ก็คือ ธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไปที่มีทั้งดีและเลว แต่เมื่อมีอำนาจก็เสพติดหลงอำนาจติดผลประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง ถ้าปราศจากระบบนี้ ประชาธิปไตยก็จะไม่ต่างจากระบอบอื่นๆ และมีแต่จะสร้างความวุ่นวายโกลาหล เป็นอนากีส และจราจล
บางความคิดก็คิดกันว่าจะสร้างบุคคลที่มีคุณธรรม และรวมเป็นกลุ่มก๊วนเป็นพลังทางการเมืองที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง ด้วยคุณภาพดี ก็นับว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ก็มิใช่ทำได้ง่ายๆกว่าจะสร้างคนกว่าจะรวมกลุ่มกันได้ก็นับว่ายาก เพราะคนดีบางทีอัตตาสูงคือ เชื่อมั่นตนเองสูง และบางคนดีแต่เปลือกพอเห็นผลประโยน์ก็ตาลุกกระโจนใส่ แต่หลายคนในสังคมก็เก่งที่เป็นนักสร้างภาพ คือเปลือกดูดีแต่เบื้องหลังโสมมก็มีไม่น้อย จับได้ไล่ทันก็แล้วไป ที่จับไม่ได้ก็ยังมีอีกมาก
ดังนั้นประชาชนนั่นแหละคือกลไกสำคัญในการสร้างชาติ พัฒนาชาติ และต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารแผ่นดิน เพราะมันเป็นสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ถ้าเราเพิกเฉย โยนภาระให้ผู้อื่นปล่อยให้ใครก็ได้เข้ามาบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จ เวลาเดือดร้อนอย่าไปโทษใครต้องโทษตัวเอง
เป็นที่น่ายินดีเมื่อรัฐบาลทหารบอกว่าจะให้มีการเลือกตั้ง และมีผู้สนใจจำนวนไม่น้อยมายื่นความจำนงขอจดทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อเขาให้โอกาสโดยมีจำนวนถึง 42 พรรค นี่ยังไม่รวมพรรคเก่าที่จดทะเบียนไปแล้วจำนวนไม่น้อย มันแสดงถึงการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชน ที่อยากมีส่วนร่วมในทางการเมือง ในจำนวนนี้ก็มีทั้งแนวคิดแบบใหม่ แนวคิดกลางเก่ากลางใหม่ และแนวคิดอนุรักษ์นิยม แค่ความหลากหลายทั้งความคิดและวัย เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น และต้องชื่นชมผู้คนเหล่านี้ที่อาสาเข้ามาทำการเมืองทั้งๆที่รู้ว่ากฎกติกานั้นเสียเปรียบรัฐบาลอย่างมาก และแม้ว่าหลายพรรคจะเป็นนอมินีก็เอาเถอะ จะให้มันสมบูรณ์คงยาก ที่ดีๆก็ยังมีหลาย ที่น่าเป็นห่วงก็คือการทำพรรคการเมืองต้องใช้เงิน ซึ่งมีคนประเมินไว้ว่าอย่างน้อย 50 ล้าน ถึงจะมีโอกาสได้รับเลือกเข้าในสภา 1-10 ที่นั่ง ถ้ามองในค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก็ต้องบอกว่ามันกว้างเหลือเกิน ทำให้อัตราความเสี่ยงสูง ถ้ามองในแง่ธุรกิจไม่คุ้มค่า แต่มองในแง่การเมืองมันคุ้มค่า เพราะได้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทางการเมืองให้ประชาชน ซึ่งผู้ปกครองโดยเฉพาะในระบอบเผด็จการไม่ค่อยเปิดโอกาส และมักโทษว่าเพราะประชาชนยังโง่เง่า จึงต้องปกครองโดยใช้อำนาจบังคับ เหมือนวัวควาย แต่เวลาปราศรัยก็พูดเพราะๆให้รื่นหู คนไทยชอบถูกใจ ชอบของแถมของแจก จึงมีโครงการลดแลกแจกแถมออกมาตลอด ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร ในระบอบเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภา
ประชาชนจึงต้องพึ่งตนเองด้วยการตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ และต้องเรียกร้องที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ตรวจสอบ ติดตามการบริหารงานแผ่นดิน อย่าโยนหน้าที่ให้ทหารหรือนักการเมือง เพราะมนุษย์ยังมีกิเลส ยิ่งถ้าได้ผู้นำที่มีอวิชชาก็ยิ่งจะให้เกิดหายนะในแผ่นดิน ซึ่งอวิชชานี้อาจจำแนกเป็น 8 ประเภทคือ
1.ไม่รู้ในตัวปัญหา เช่น ไม่รู้ต้นตอปัญหาความยากจน จึงเอาเงินไปแจก
2.ไม่รู้สาเหตุแห่งปัญหา คือ ไม่รู้ว่าโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมือง คือสาเหตุสำคัญของปัญหาจึงไม่แก้ไขในเชิงโครงสร้าง มักโทษเป็นความเกียจคร้าน
3.ไม่รู้ในสภาวะของตัวปัญหา จึงใช้วิธีการผิด เช่น ปัญหาของชาติ คือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แต่ไปแก้ด้วยการสร้างความเติบโตที่กลับทำให้ความเหลื่อมล้ำห่างออกไปอีก
5.ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรือองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งวิวัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรมที่สั่งสมมา
6.ไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้อนาคตจะเป็นอย่างไร ด้วยยึดมั่น ถือมั่นในสถานะที่ตนมีอยู่ จึงกลัวการเปลี่ยนแปลง
7.ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต แถมไม่รู้ปัจจุบัน ทำให้หลงผิด
8.ไม่รู้ไม่เข้าใจวงจรอุบาทว์ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งจะเกิดจลาจลในที่สุด
ด้วยประการฉะนี้หากประชาชนต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง รู้จักสิทธิ หน้าที่ และการเข้ามีส่วนร่วมในภารกิจของบ้านเมือง หากยังคงยึดติดกับความเคยชินเดิมๆ มันก็คงจบลงเพียงแค่นี้ อย่าไปหวังคนรุ่นหน้าเลย ก็ในเมื่ออดีตและปัจจุบันยังย่ำแย่ แล้วอนาคตจะดีได้อย่างไร







