ทางลาดชันที่ลื่นไหลลงไปสู่ความชั่ว

ทางลาดชันที่ลื่นไหลลงไปสู่ความชั่ว
เรือนจำอาบู เกรบ ได้กลายเป็นความหมายเดียวกับเรื่องอื้อฉาว 2004
เกี่ยวพันกับการทารุณและการทรมานอย่างรุนแรงของผู้ถูกคุมขังชาวอิรัก โดยทหารอเมริกัน ระหว่างการยึดครองอิรักของอเมริกาการทารุณจะมีทั้งการปฏิบัตที่ไม่ดีทางร่างกาย เพศ และจิตใจได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารเป็น
รูปภาพที่ชัดเจนจำนวนมาก ที่ได่กระตุ้นความไม่พอใจอย่างรุนเเรงทั่วโลก เรื่องอื้อฉาวได้เปิดโปงความล้มเหลวเป็นระบบภายในการบัญชาการ เเละการควบคุม นโยบายการสอบสวน และมาตรการความรับชอบ เเม้ว่าทหารตำแหน่งต่ำหลายคนที่ถูกตัดสินลงโทษ บุคคลจำนวนมากได้ยืนยันว่าการทารุณเป็นผลตามมาหลีกเลี่ยงไม่ได้ของนโยบายการสอบปากคำที่สับสนและนำทางผิดโดยผู้มีอำนาจระรับสูงแทนที่จะเป็นเพียงแค่การกระทำของแอปเปิ้ลเน่าไม่กี่ลูก
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้กลายเป็นตระหนักถึงเรื่องราวเรือนจำอาบู เกรบ เมื่อ
ภาพของการทารุณผู้ถูกคุมขังชาวอิรักโดยทหารอเมริกันออกสู่สาธารณะเมื่อ ค.ศ 2004 เขารับรู้ทันทีการเทียบเคียงที่น่าตะลึงต่อการทดลองเรือนจำสแตนฟร์ด 1971 ของเขาเอง เขาตกใจที่ทหารและรัฐบาลได้ตำหนิการทารุณต่อเเอปเปิ้ลเน่าไม่กี่ลูก บนพื้นฐานการทดลองเรือนจำสเเตนฟอร์ด
ได้แสดงอิทธิพลของพลังทางสถานการณ์ต่อพฤติกรรมมนุษย์ เขายืนยันว่าบุคคลธรรมดาถูกยั่วยวนให้กระทำผิดปรกติแม้แต่ชั่วร้ายได้ เมื่อถูกวางภายในถังเน่าหรือระบบที่เสียหาย
ทนายความของจ่าสิบตรี อิวาน เฟรดเดอริค ผู้คุมคนหนึ่งที่ได้ถูกกล่าวหาการทารุณนักโทษ ที่ได้ยินการวิจารณ์ของฟิลิป ซิมบาร์โด ต่อการทดลอง
เรือนจำสแตนฟอร์ด ได้ขอให้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อการต่อสู้บทบาทนี้
ทำให้เขาเข้าถึงอย่างเต็มที่รายงานการตรวจสอบ ประวัติ ข้อมูลของทหาร และการสื่อสารโดยตรงกับอิวานเฟรดเดอริคและครอบครัวของเขา ทำให้เขาได้ทบทวนหลักฐานรายละเอียดสภาวะและเหตุการณ์ ณ อาบู เกรบ
เขาได้สังเกตุว่าสภาวะ อาบู กราอิบ การการนอนหลับไม่เพีนงพอ การขาดการควบคุม และการทำให้เป็นเฉพาะราย จะใกล้เคียงสะท้อนการทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ด 1971 ของเขา

ฟิลิป ซิมบาร์โดยืนยันว่าอิวานเฟรดเดอริค ได้ถูกทำให้เลวลงโดยสภาพเเวดล้อมกะกลางคืนที่เป็นระบบระหวางการสอบสวน เฟรดเดอริคยอมรับการกระทำของเขาผิด แต่ยืนยันว่าเขาและทหารระดับล่างคนอื่น ทำตามคำสั่งจากทหารข่าวกรองที่ผ่อนคลายนักโทษเพื่อนโยบายการสอบสวน
เฟรดเดอริคได้ยุ่งเกี่ยวกับภาพถ่ายที่ฉาวโฉ่มากที่สุดบางภาพ รวมไปถึงพิรามิดของผู้ถูกคุมขังเปลือยด้วย
ภายในการตอบสนองต่อเรื่องอื้อฉาว ฟิลิป ซิมบาร์โด ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงจุดมุ่งของเขาต่อพลังทางสถานการณ์อย่างเดียวกันสามารถ
บันดาลใจวีรบุรุษได้อย่างไร เขาได้อ้างอิงโจ ดาร์บี ทหารที่เป่านกหวีดบน
การทารุณของอาบู กาอิบ เป็นตัวอย่างของ วีรบุรุษธรรมดา ที่ต่อต้านแรง
กดดันเป็นระบบ การวิเคราะห์อาบู เกรบ ของฟิลิป ซิมบาร์ คือ
*ทฤษฎี ถังเน่า
เขาได้ยืนยันคัดค้านการอธิบายแอปเปิ้ลไม่กี่ลูกของทหารอเมริกันที่ได้
ตำหนิทหารส่วนบุคคล เขาได้เสนอแนะว่าสถานการณ์ ณ อาบู กาอิบเป็น ถังเน่าระบบและสภาพเเวดล้อมที่เสื่อมเสียมีอิทธิพลต่อบุคคลธรรมดาที่จะประพฤติอย่างโหดร้าย เขาได้วางการตำหนิความเป็นผู้นำทางทหารและ
พลังของระบบที่สร้างและรักษาสภาวะการทารุณ เขายืนยันว่าสภาพแวด
ล้อม ณ อาบู เกรบ – มึคุณลักษณะด้วยความร้อนสุดขีด การคุกคามอย่างสม่ำเสมอ การขาดความเป็นผู้นำ และการไม่มีความรับผิดชอบได้สร้างถังเน่าที่ทำให้ทหารชั่วร้าย
เขาได้ชี้ไปสู่ระบบทหารและการเมืองระดับสูงที่สร้างนโยบายและสภาพเเวดล้อมทำให้การทารุณเกิดขึ้น ที่เขาได้เรียกสถาปนิกระดับสูงเหล่านี้ว่า “ผู้สร้างถังเน่า” เขายืนยันว่าพลังทางสถานการณ์มักจะครอบงำพฤติกรรมมนุษย์ลบล้างศีลธรรมของบุคคลได้
*พลังทางสถานการณ์
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ระบุปัจจัยทางสถานการณ์ ณ อาบู กาอิบ สนับสนุนการทารุณคือ
* การลดทอนความเป็นมนุษย์
นักโทษได้ถูกปฏิบัติน้อยกว่าเป็นมนุษย์กระบวนการที่มองเห็นภายใน
การทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ดด้วย ตรงที่นักโทษถูกอ้างอิงโดยตัวเลขไม่ใช่ชื่ิอ นักโทษได้ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ทำให้ง่ายขึ้นต่อผู้คุมที่จะข้าม
พรมแดนศีลธรรมและให้เหตุผลการทารุณของพวกเขา นักโทษถูกปฏืบัติเป็นวัตถุแทนที่จะเป็นมนุษย์ ที่มักจะถอดเสื้อผ้าของพวกเขาออก
*การลดความเป็นตัวตน
สภาพเเวดล้อมและสภาวะของเรือนจำสร้างความรู้สึกของการไม่เปิดเผยตัวตนของผู้คุม ณ ทั้งอาบู กาอิบและภายในการทดลองเรือนจำสแตน
ฟอร์ด บางครั้งใส่หน้ากาก – เหมือนทาสีหน้าเป็นโครงกระดูก -หรือเครื่องแบบที่ปิดบังตัวตนของพวกเขาที่จะลดความรู้สึกของความรับผิดชอบส่วนบุคคลของพวกเขา การขาดความรับผิดชอบส่วนบุคคล ทำให้พวกเขาเป็นไปได้มากขึ้นยุ่งเกี่ยวกับการกระทำที่มุ่งร้าย
*ความล้มเหลวเป็นระบบ
เขาได้กล่าวการตำหนิอย่างมากต่อระบบทหารและรัฐบาลที่ได้ยืนยันว่า
การขาดความรับผิดชอบ และการให้ “อำนาจโดยไม่ควบคุม” ได้สร้างการ
ทารุณ การขาดการควบคุม ทหารของอาบูกาอิบจะเผชิญกับความเครียด ความกลัว และความน่าเบื่อ คู่กับการขาดการควบคุม การฝึกอบรมอย่าง
เหมาะสม และการขาเความรับผิดชอบ ทำให้การทารุณพัฒนาขึ้นมาเขายืนยีนว่าการขาดการควบคุมอย่างสิ้นเชิงตอนกะกลางคืนจะเป็นคำสั่งเพื่อการทารุณ และความเป็นผู้นำทางทหารระดับสูงล้มเหลวที่จะให้แนวทางที่
เพียงพอ หรือกฏที่ชัดเจนต่อต้านการใช้ยุทธวิธีการสอบปากคำบางอย่าง เขามุ่งเน้นว่าการทหารให้อำนาจเต็มที่แก่ทหารหนุ่มต่อผู้ถูกคุมขังโดยไม่การฝึกอบรมอย่างเพียงพอ
*การเเสดงบทบาท
บทบาททางสังคมที่มีพลังของผู้คุมและนักโทษ ถูกรับเอาไว้อย่างรวด
เร็ว นำพาบุคคลที่จะกระทำภายในวิถีทางตรงกันข้ามต่อพฤติกรรมปรกติของพวกเขา ทหารได้รับเอาบทบาทอย่างรวดเร็ว และทำตามบรรทัดฐานพฤติกรรมการทารุณของกลุ่มการรับเอาบทบาทตามแบบแผนของผู้คุมที่ทรหดบึกบึน สะท้อนพฤติกรรมที่พวกเขา เชื่อว่าถูกคาดหวังจากพวกเขาภายในเขตแดนสงครามในขณะที่นักโทษได้กลายเป็นอยู่เฉย เชื่อฟัง และ
ช้ำใจ
*ผลกระทบของลูซิเฟอร์
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้พัฒนาทฤษฎีของ Lucifer Effect ห่อหุ้มการเปลี่ยน
แปลงอย่างสุดขีดและรวดเร็วของบุคคลที่ดี ได้กลายเป็นชั่วร้ายเนื่องจากพลังทางสถานการณ์และระบบอย่่างไรผลกระทบของลูซิเฟอร์เป็นแนวคิดแกนของหนังสือของเขา ได้ให้รายละเอียดการค้นพบการทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ดของ เขาและให้กรอบข่าย เพื่อความเข้าใจความโหดร้ายสมัยใหม่อย่างเช่นการทารุณของเรือนจำอาบู เกรบ
ภายในหนังสือของเขา The Lucifer Effect :Understanding How Good People Turn Evil ทฤษฎีนี้ได้เเสดงพลังทางสถานการณ์และระบบเปลี่ยนแปลงบุคคลธรรมดาไปสู่ผู้ทำชั่วแห่งความโหดร้ายได้อย่างไร การสำรวจกลไกทางสังคมและจิตวิทยาที่บุคคลธรรมดาสามารถข้ามเส้นไปสู่การทำชั่ว ถ้อยคำผลกระทบลูซิเซอร์ เป็นการเปรียบเทียบที่มีพลังต่อการยืนยันของเขาท้าทายความคิด การทำชั่วถูกผูกพันโดยบุคคลไม่ดีเท่านั้น มันได้เสนอแนะว่าใครก็ตามเกือบทุกคนมีความสามารถต่อทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่ชั่ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของพวกเขา และจุดสำคัญคือความเข้าใจพลังทางสถานการณ์ทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมเหมือนนาง
ฟ้าไปสู่เหมือนปีศาจ แทนที่จะมุ่งความชั่วของบุคคลเท่านั้นผลกระทบของลูซิเฟอร์ ได้ก้าวจุดมุ่งเน้นจาก แอปเปิ้ลเน่า – บุคคลที่ชั่วโดยกำเนิด – ไปสู่ถังเน่า – สถานการณ์หรือระบบที่ชั่ว – ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลธรรมให้ทำผิด
ชื่อได้อ้างถึงเรื่องราวไบเบิ้ลของลูซิเฟอร์ นางฟ้าทีี่ชื่นชอบและสวยที่สุดของพระเจ้า ตกลงจากพระคุณกลายเป็นซาตานเนื่องจากความลำพองใจและความไม่เชื่อฟัง การเเสดงสถานการณ์ และระบบสามารถทำให้แม้แต่บุคคลที่ดีชั่วได้อย่างไร กลายเป็นตัวตนแห่งความชั่ว เขาจะยืนยันว่าจิตใจของมนุษย์มีความสามารถไม่มีที่สิ้นสุดต ทั้งความเมตตาและความโหดร้าย เรื่องราวของลูซิเฟอร์ เตือนใจเราความเป็นคู่นี้ภายในธรรมชาติของมนุษย์
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้กลายเป็นยุ่งเกี่ยวภายในเรื่องราวเรือนจำอบู เกรบ ด้วยการรับใช้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญต่อการกล่าวหาทหารคนหนึ่ง ทีคำให้
การของเขาต่อศาลทหารได้มุ่งหมายที่จะให้การวิเคราะห์สถานการณ์ของเหตุการณ์ เขาเชื่อว่าจะช่วยเหลือลดโทษการตัดสินของอิวาน เฟดเดอริคจากความเป็นไปได้ 15 ปี ลงมาเป็น 4 ปี เขาได้ยืนยันว่าเฟดเดอริค ไม่ได้เป็นเเอปเปิ้ลเน่า แต่เป็นเเอปเปิ้ลดีวางลงภายในถังเน่าเขาได้ให้การว่าเเรง
กดดันสุดขั้วของอาบู กาอิบรวมไปถึงการขาดการฝึกอบรม ความร้อนที่รุน
เเรง การควบคุมที่ไม่ดี สามารถทำให้บุคคลธรรมดากระทำอย่างโหดร้ายได้
ในฐานะของพยานผู้เชี่ยวชาญ ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ถูกให้เข้าถึงอย่างไม่เคยมีมาก่อน สู่ภาพถ่าย 1000 รูปและวีดีโอของการทารุณ หลายพันหน้าของเอกสารการสอบสวนของทหาร ในขณะที่ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ไม่ได้
พิจารณาข้อยืนยันทางสถานการณ์ของเขาและได้ตัดสินเฟดเดอริคสูงสุดแปดปี ต่อมาได้ถูกลดลงมาเป็นสี่ปีภายในเรื่องราวบางเรื่อง คำให้การของฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ช่วยกระตุ้นการอภิปรายทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบของลูซิเฟอร์ ได้ใช้เหตุการณ์แสดงอำนาจพลังทางสถานการณ์ภายในหนังสือของเขา
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ระบุกระบวนการทางสังคมเจ็ดอย่างที่ “หล่อลื่นทางลาดชันที่ลื่นไหลแห่งความชั่วร้าย เสนอแนะว่าบุคคลธรรมดาสามารถูก
นำพาที่จะกระทำเป็นอันตรายภายใต้สถานการณ์บางอย่างและเเรงกด
ดันเป็นระบบ โมเดลนี้ได้อธิบายค่อยเคลื่อนต่ำลงไปสู่พฤติกรรมที่ขาด
ศีลธรรมและการยอมรับอย่างเฉยเมยของความชั่วร้ายไม่ได้เป็นผลลัพธ์
ของเเอปเปิ้ลเน่าโดยธรรมชาติ แต่เป็นพลังทางสถานการณ์ที่มีพลัง เขาได้ยืนยันต่อต้านการอธิบาย แอปเปิ้ลเน่าที่นำเสนอโดยทหาร ตำหนิการทารุณของบุคคล ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ระบุกระบวนการทางจิตวิทยาที่เร่งการลื่นไหลทางลาดลาดชันแห่งความชั่ว
*การเริ่มก้าวแรกเล็กน้อยอย่างไม่คิดมาก
บุคคลมักจะเริ่มต้นเส้นทางไปสู่พฤติกรรมที่อันตรายด้วยการกระทำ
เล็กน้อยดูเหมือนไร้อันตรายหรือไม่สำคัญ ที่กำหนดแบบอย่างเพื่อการ
กระทำในอนาคตที่ขาดศีลธรรมอย่่างสำคัญมากขึ้น มันง่ายขึ้นที่จะให้
เหตุผลก้าวใหญ่ขึ้นเล็กน้อยต่อมา เมื่อแต่ละการกระทำใหม่ดูเหมือนจะ
แตกต่างทีละน้อยจากที่ผ่านมา
*การลดทอนความเป็นมนุษย์
การพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเหยื่อ ดังนั้นพวกเขาได้ถูกรับรู้เป็นน้อยกว่ามนุษย์ อย่างเช่นผ่านทางการเรียกชื่อที่เสื่อมเสีย เช่น นักโทษหรือศัตรู การลดทอนความเป็นมนุษย์เอาเป้าหมายออกจากจักรวาลของพันธะทางศีลธรรมมนุษย์ ทำให้ง่ายขึ้นที่จะให้เหตุผลความโหดร้ายและ
ความรุนเเรงต่อพวกเขาโดยไม่เห็นอกเห็นใจ หรือความขัดเเย้งทางศีล
ธรรม
*การลดความเป็นตัวตน
การสูญเสียความรู้สึกของตัวตนส่วนบุคคลและการตระหนักตัวเอง
ภายในสภาพแวดล้อมของกลุ่ม มักจะผ่านทางเครื่องแบบ หน้ากาก หรือความมืด สภาวะนี้ทำให้บุคคลเป็นไปได้มากขึ้นที่จะละเลยมาตรฐานทาง
ศีลธรรมภายในของพวกเขา และยุ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่รุนแรงที่โดยทั่ว
ไปพวกเขาจะไม่ทำเมื่ออยู่ลำพัง
*การเชื่อฟังอำนาจหน้าที่
การทำตามคำสั่งอย่างตาบอดจากผู้มีตำแหน่งสูงที่รับรู้ แม้ว่าเมื่อพวกเขาขัดเเย้งกับมาตรฐานศีลธรรมส่วนบุคคลบุคคลผูกพันต่อการกระทำที่รุนแรง ถ้าพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งจากผู้มีอำนาจ
ตามกฏหมายที่รับรู้

*การคิดคล้อยตามกลุ่ม
ความต้องการที่จะให้เหมาะสมกับกลุ่มได้นำพาให้
บุคคลละเลยดุลยพินิจของพวกเขาเอง และได่รับเอาบรรทัดฐานที่ก้าวร้าวของกลุ่ม การคิดคล้อยตามกลุ่มเป็นพลังทางสถานการณ์ที่สำคัญที่บังคับ
บุคคลธรรมดาให้กระทำอย่างไม่มีจริยธรรมหรือไม่มีเหตุผลการคิดคล้อย
ตามกลุ่มเป็นอาวุธใช้โดยผู้นำมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
*การกระจายของความรับผิดชอบ
การกระจายการตำหนิทั่วทั้งกลุ่มดังนั้นไม่มีบุคคลใดเลยรู้สึกรับผิดชอบเต็มที่ต่อการกระทำ การกระจายความรับ
ผิดขอบส่วนบุคคลจะเป็นกระบวนการทางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการ
กระทำของพวกเขา นำพาพวกเขาที่จะยุ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่พวกเขาได้
พิจารณาไม่ยอมรับ
*ความอดทนอย่างเฉยเมย
การยอมรับความชั่วหรือการทำไม่ถูกต้อง ผ่านทางการไม่กระทำหรือความเฉยเมย มันเป็นความล้มเหลวที่จะกระทำหรือพูดออกมา เมื่อบุคคล
หนึ่งได้ตระหนักถึงสถานการณ์หรือพฤติกรรมที่เป็นอันตราย การยอมให้
พฤติกรรมที่เป็นอันตรายดำเนินต่อไปและเจรืญรุ่งเรื
ฟิลิป ซิมบาร์โด ได้ระบุกลยุทธ์หลายอย่างที่ป้องกันการเคลื่อนต่ำลงมา
ทางลาดชั่นที่ลื่นไหลของความชั่วจะได้มาจากการวิจัยของเขาโดยเฉพาะ
จากหนังสือของเขา “The Lucifer Effect” เขาได้เสนอเเนะวิถีทางที่ดีที่สุด
ล้างไขมันทางลาดชันที่ลื่นไหล ที่ผ่านทางการปฏิบัติอย่างมีจิตสำนึกและประจำวันของต่อไปนี้
*การพัฒนาจินตนาการแห่งวีรบุรุษ
เขาได้สร้างโครงการจินตนาการแห่งวีรบุรุษ ฝึกอบรมบุคคลที่จะมองตัวพวกเขาเองเป็นวีรบุรุษ กำลังรอ มันเกี่ยวพันกับการตระเตรียมทางจิตใจที่จะกระทำเมื่อบุคคลอื่นอยู่เฉย การสอนบุคคลธรรมดาที่จะยืนขึ้น พูดออกมา และกระทำ ภายในสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างไร ตามมุมมองของเขา ความเป็นวีรบุรุษเป็นยาต้านพิษความชั่วร้าย เกี่ยวพันกับการกระทำสังคมเป็นศูนย์กลางในนามของบุคคลอื่น แม้ว่าเป็นความเสี่ยงภัยส่วนบุคคล
*การปฏิบัติความไม่เชื่อฟังอย่างมีสติ
บุคคลควรจะเรียนรู้ที่จะรับรู้และท้าทายอำนาจหน้าที่ที่ไม่ยุติธรรมแทน ที่จะทำตามคำสั่งอย่างคนตาบอดการหลีกเลี่ยงสิ่งนี้โดยการประเมินคำสั่ง สงสัยอำนาจหน้าที่เมื่อจริยธรรมถูกข้าม และเข้าใจว่าการทำตามคำสั่งไม่ได้แก้ตัวพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรม การเเยกความเเตกต่างระหว่างอำนาจหน้าที่ที่ยุติธรรมและไม่ยุติธรรม การกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์ และเต็มใจสงสัยหรือไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ไม่ยุติธรรมจากผู้มีอำนาจ
*การรักษาความรับผิดชอบส่วนบุคคล
การต่อสู้กับการกระจายความรับผิดชอบด้วยความมั่นใจว่าบุคคลทุกคน
รับผิดชอบส่วนบุคคลต่อการกระทำของพวกเขา การเตือนใจตัวคุณเองว่าคุณรับผิดชอบส่วนบุคคลต่อการกระทำของคุณ ไม่มองถึงแรงกดดันของกลุ่ม หรือคำสั่งจากข้างบน กระทำราวกับคุณเป็นบุคคลเดียวเท่านั้นรับผิดชอบสถานการณ์ อย่ายอมสันนิษฐานบุคคลอื่นจะทำมัน – ผลกระทบของผู้เห็นเหตุการณ์ –
*การเป็นมนุษต่อบุคคลอื่น
การต่อต้านการลดทอนมนุษย์อย่างเข้มแข็งโดยการยอมรับความเป็นเอกบุคคลและความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน โดยเฉพาะบุคคลที่เรียก
ว่าเป็นศัตรู หรือบุคคลอื่น การหลีกเลี่ยงการไม่เปิดเผยตัวตนที่จุดไฟการลดความเป็นตัวตน การรักษาตัวตนของคุณเช่นการใช้ชื่อของคุณแทนที่จะเป็นบทบาท และยืนยันการทำอย่างมนุษย์ต่อบุคคลอื่นด้วยการยอมรับความเป็นปักเจกชนของพวกเขา
*การเป็นบุคคลแรกที่กระทำ
การทำลายผลกระทบผู้เห็นเหตุการณ์ ด้วยการเป็นบุคคลย่างก้าวแรกไปสู่ผลลัพธ์ทางบวกที่กระตุ้นบุคคลอื่นให้เดินตามการเน้นย้ำความสำคัญของการแทรกแซง และจะไม่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่อยู่เฉยต่อความชั่วหรือการคุกคาม การกระตุ้นบุคคลให้กลายเป็นวีรบุรุษประจำวัน ด้วยการพูดออกมา และกระทำการต่อต้านความไม่ยุติธรรม ต่อต้านผลกระทบของผู้เห็นเหตุการณ์ – ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาตรงที่บุคคลเป็นไปได้น้อยที่จะช่วยเหลือภายในเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อบุคคลอื่นปรากฏอยู่ เนื่องจากการ
กระจายความรับผิดชอบ
*การกำหนดพรมแดนเพื่อพฤติกรรมที่ยอมรับได้
การกำหนดขอบเขตส่วนบุคคลที่ชัดเจนเพื่อพฤติกรรมที่ยอมรับได้ การสร้างขอบเขตที่ต่อรองไม่ได้ เพื่อพฤติกรรมที่ยอมรับได้ ก่อนการเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมแรงกดดันสูง การระบุและบังคับกฏที่ชัดเจนเพื่อพฤติกรรมที่ยอมรับได้เป็นขั้นตอนที่สำคัญเมื่อบุคคลถูกทำให้ต้องรับผิดชอบต่อการข้ามพรมแดน มันป้องกันการเสื่อมถอยลงทีละน้อยของมาตรฐานทางศีลธรรม การตัดสินใจล่วงหน้าการกระทำอะไรคุณจะไม่ยอมทำ ไม่พิจารณาถึงสถานการณ์หรือเเรงกดดันของอำนาจหน้าที่
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







