INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินบาทแข็งค่า

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินบาทแข็งค่า

    ในสถานการณ์ปัจจุบัน ค่าเงินบาทได้มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากปลายปีที่แล้ว จนถึงวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 ค่าเงินบาทก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเงินบาทแข็งค่าเป็น 31.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนบาท/ดอลลาร์มีค่า 32.42 อธิบายแบบง่ายๆกันสับสนก็คือ ยิ่งดอลลาร์แลกเงินบาทได้น้อยลงแสดงว่าบาทแข็งค่าขึ้น ค่าคิดเป็นร้อยละจะพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.84 และเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคนับเป็นอันดับ 2 รองจากริงกิตของมาเลเซียที่แข็งค่า 4.55% ส่วนเยนแข็งค่าเป็นอันดับ 3 ที่ร้อยละ 3.33 ส่วนรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่า 1.936% และ ฟิลิปปินส์กลับอ่อนค่าลง 1.84% ซึ่งถ้ามองในรูปการค้าเราจะมีค่าโดยเปรียบเทียบในเชิงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นต่อเพียงมาเลเซียเท่านั้น

    อนึ่งศูนย์วิจัยของธนาคารต่างๆก็ได้มีการประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นราว 7-8% จากปลายปีที่แล้ว และหากสถานการณ์ยังเป็นอยู่เช่นนี้ นั่นคือถ้าดูในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ก็มีแนวโน้มว่าค่าเฉลี่ยของเงินบาทจะเพิ่มสูงในปีนี้

    การแข็งค่าของเงินบาทนี้หากวิเคราะห์แล้วมิได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั่นคือ การเกินดุลการค้าและดุลยบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องของไทย ทำให้มีเงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มค่าเงินบาทยังมีผลจากนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ และการเก็งกำไร

    ประการแรกจีนได้ลดการซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ และพยายามจ่ายเงินดอลลาร์ออกด้วยการไปลงทุนยังต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังทำข้อตกลงกับหลายประเทศ เช่น กลุ่ม BRICS เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนการค้ากันด้วยเงินหยวนและเงินของประเทศเหล่านั้น ทั้งนี้รวมทั้งการซื้อขายน้ำมันซึ่งแต่เดิมผูกกับดอลลาร์จนมีชื่อเรียกว่าเปโตรดอลลาร์ ด้วยเหตุที่จีนระบายดอลลาร์ออกนี่เองทำให้ค่าเงินหยวนไม่แข็งค่าเท่าที่ควร กล่าวคือเงินหยวนแข็งค่าเพียง 2.85%

    ประการที่สองนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐฯในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยนโยบาย QE คือการพิมพ์ธนบัตรออกมาโดยไม่มีหลักทรัพย์หนุนหลังทำให้ปริมาณดอลลาร์ในตลาดโลกมากขึ้น เมื่อปริมาณมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการลดลง ราคาดอลลาร์ย่อมลดลง ซึ่งก็สอดรับกับนโยบายของทรัมป์ในการกระตุ้นการส่งออก เพราะถ้าค่าเงินถูกลงเท่ากับราคาสินค้าส่งออกของสหรัฐฯถูกลงด้วย นอกจากนี้ธนาคารกลางของสหรัฐฯก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ อันจะมีผลทำให้ค่าเงินสหรัฐฯปรับตัวแข็งขึ้นได้

    ประการที่สามมีการเก็งกำไรค่าเงิน เพราะตลาดคาดว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัวลงอีก จึงรีบเคลื่อนย้ายเงินทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องจนทำให้ดัชนี SET เพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ในปีที่แล้ว มาจนถึงปีนี้เกือบ 1900 จุด และเม็ดการลงทุนก็ใกล้หลัก 90,000 ล้านไปทุกที

    ค่าเงินบาทที่เพิ่มสูงขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปีนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน
    ประการแรก ค่าเงินบาทแข็งจะทำให้สินค้าออกรวมทั้งการท่องเที่ยว มีราคาแพงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจในสภาพปัจจุบันต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ในด้านการส่งออกนั้นเนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ประเทศไทยขาดอำนาจการต่อรอง จึงไม่อาจขึ้นราคาได้ กล่าวคือถ้าจะขายให้ได้เป็นเงินบาทเท่าเดิม จะต้องเพิ่มราคาเป็นดอลอลาร์ขึ้น เมื่อขึ้นราคาไม่ได้พ่อค้าก็ย่อมจะต้องมากดราคารับซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้ผลิตขาดอำนาจการต่อรอง เช่น สินค้าเกษตร ผลคือราคาพืชผลที่เกษตรกรจะขายได้มีราคาตกต่ำลง ซึ่งเท่ากับไปซ้ำเติมสภาพการเงินของชาวไร่ชาวนา แม้รัฐบาลจะพยายามใช้นโยบายประชา(นิยม)รัฐ เพื่อผลทางการเมือง ก็ไม่อาจพยุงสภาพของชาวไร่ชาวนาได้

    ประการที่สองกลุ่ม SME จะประสบกับปัญหาเพราะมีเงินทุนหมุนเวียนน้อยและมีอัตรากำไรต่ำ เมื่อปรับราคาขึ้นไม่ได้แต่รับเงินบาทน้อยลงย่อมมีผลกระทบต่อธุรกิจแน่นอน และจะถูกซ้ำเติมจากค่าแรงงานขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น บวกกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น SME ก็ตายย่างเขียดแหงๆเลย
    ประการที่สามการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและการเข้าซื้อเงินบาทเป็นสาเหตุจากการเก็งกำไร ซึ่งไม่มีความแน่นอน เมื่อใดที่เงินทุนไหลออกตลาดหุ้นก็ทรุดตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนพวกเก็งกำไรค่าเงินก็คงขาดทุนยับหากปรับตัวไม่ทัน

    ประการที่สี่ หากมีการเคลื่อนย้ายเงินออกและมีผลทำให้ค่าเงินบาทผันผวน ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีการประกันค่าเงินก็มีต้นทุนสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ได้มีการเก็งกำไรด้วยการเทขายหุ้นในธนาคารสำคัญอย่างไทยพาณิชย์ และมีการเคลื่อนย้ายเงินออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่งผลกระทบให้ธนาคารไทยพาณิชย์ต้องปรับตัวลดพนักงาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับการปรับตัวของธุรกิจที่ระบบ FINTECH จะเข้ามาแข่งขันด้วยวิวัฒนาการ IT ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัวลดขนาด ดังนั้นหากยังมีการเทขายหุ้นในธนาคารพาณิชย์กันอย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
    ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลได้มีการเตรียมการหรือดำเนินการอย่างไรบ้าง ธนาคารชาติที่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ดำเนินการหรือเตรียมการอะไรบ้าง เพื่อลดแรงกระแทก

    ด้านรัฐบาลเท่าที่ปรากฏก็มัวแต่เดินสายหาเสียงโปรยยาหอม และใช้นโยบายประชา(นิยม)รัฐ ลดแลกแจกแถมแต่นั่นคงไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    ส่วนธนาคารชาติก็ยังไม่เห็นมีมาตรการใดๆออกมาเพื่อป้องปรามหรือมีแผนล่วงหน้าอะไร กนง.หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดิมมา 3 ปีแล้ว ทีนี้ไอ้อัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้มันมีวัตถุประสงค์หลักอะไร คำตอบคือมีไว้เพื่อกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเป้าหมายอื่นๆที่กนง.อ้างถึง เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะใช้นโยบายเดียวคุมหลายเป้าหมายที่มีทิศทางแตกต่างกัน เช่น ถ้าจะให้มีการเร่งการเจริญเติบโต ก็ไม่อาจคงอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ที่เดิมได้ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนอัตราเงินเป้าหมายก็ต้องปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายกนง.ตรึงไว้ที่อัตราที่ 1.5 % ต่อปี มาตลอด 3 ปี แต่เอาแค่เงินเฟ้อเป้าหมายที่กนง.ตรึงไว้ในอัตรา 2.5% ต่อปีนี้ก็ต้องถามว่าตรึงได้ไหม ในเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลงมาโดยลำดับจนต่ำกว่า 1% ในปีที่แล้ว ซึ่งถ้าจะให้สอดรับก็ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือไม่ก็ต้องปรับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายตามความเป็นจริง ไม่งั้นก็เท่ากับกนง.ส่งสัญญาณผิดมาโดยตลอด และที่สำคัญ กนง.คุมอัตราเงินเฟ้อได้หรือไม่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเราเป็นเศรษฐกิจเปิด มีการค้าและการลงทุนที่ปรับเปลี่ยนไปมาตามภาวะเศรษฐกิจโลก และนโยบายอื่นๆทั้งภายในและต่างประเทศ

    ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรีดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตีฆ้องร้องเป่าว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตถึง 4% ซึ่งนโยบายการเงินต้องผ่อนคลาย นั่นคือต้องลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดึงให้อัตราดอกเบี้ยลดง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กนง.กลับดำเนินนโยบายตึงตัวทางการเงิน ซึ่งมีผลทำให้รัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินลงไปจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้หนี้สาธารณะของเราเพิ่มขึ้นเกินกว่า 50% ของ GDP นั่นคือประมาณ 60 ล้านล้านบาททีเดียว

    ส่วนความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ตราบใดที่ยังไม่มีการปรับโครงสร้างภาษี และประสิทธิภาพในการจัดเก็บยังเป็นอยู่ในระดับนี้ การใช้หนี้สาธารณะนับเป็นเรื่องยากยิ่งในเวลา 20-50 ปี และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยก็จะขยายตัวออกไปทุกที ยิ่งถ้ารัฐบาลตัดสินใจเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% เพื่อลดความกดดันในการใช้หนี้สาธารณะ ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีทางอ้อม ก็จะไปเพิ่มภาระให้ประชาชนผู้ยากจนมากขึ้นเท่านั้น

    คำถามก็คือรัฐบาลและกนง.กำลังเล่นเกมส์อะไรกัน และจุดยืนของรัฐบาลอยู่กับกลุ่มไหน กลุ่มทุนหรือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาและเป็นข้อน่าสังเกตว่าเมื่อเงินบาทแข็งค่า เราก็ต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาเป็นดอลลาร์ถูกลง แต่ทำไมน้ำมันในประเทศไม่มีทีท่าว่าจะลดราคาลงอย่างเป็นนัยสำคัญ ทั้งๆที่เงินบาทแข็งค่ามาหลายเดือนแล้ว ทีเวลาน้ำมันขึ้นราคา เราขึ้นราคาทันที วังเวงจังเลย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com