INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คุณและโทษของฉินซีฮ่องเต้(秦始皇的功过)

คุณและโทษของฉินซีฮ่องเต้(秦始皇的功过)

ความนำ

ฉินซีฮ่องเต้ หรือ ฉินสื่อหวาง (秦始皇) เป็นฮ่องเต้หรือหวงตี้(皇帝)องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน และของราชวงศ์ฉิน(秦) เมื่อ 221 ปี ก่อนคริสตกาล ก่อนจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ เขาเป็นกษัตริย์ผู้ครองรัฐฉินมาแล้ว 25 ปี เมื่อรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นแล้วจึงสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ เป็นฮ่องเต้องค์แรกของจีน และของราชวงศ์ฉิน(始皇帝)

ด้วยความเชื่อมั่นในอำนาจและความยิ่งใหญ่ที่รวมประเทศจีนได้ เขาเชื่อว่า ราชวงศ์ฉิน จะครองอำนาจได้นาน เมื่อสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้องค์แรกแล้ว คิดว่า ราชวงศ์ฉินจะมีของฮ่องเต้ องค์ต่อๆไป สืบเนื่องกันหลายพันปี แต่ราชวงศ์ฉิน อยู่ได้เพียง 14 ปี ก็ถูกโค่นล้ม

พระมหากษัตริย์ของราชวงศ์ต่อจากราชวงศ์ฉิน ก็เรียกว่า “ฮ่องเต้” ฮ่องเต้จึงใช้เรียกผู้ครองแผ่นดินจีน ตั้งแต่สมัยฉินซีฮ่องเต้ และใช้ต่อๆกันมา จนจีนเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ

ก่อนฉินซีฮ่องเต้จะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ ผู้ครองรัฐต่างๆเรียกตนเองว่า “หวาง”(王) (ภาษาไทยเรียกว่า“อ๋อง” แปลว่ากษัตริย์หรือผู้ปกครอง) แต่ฉินซีฮ่องเต้คิดว่า เมื่อตนควบรวมรัฐต่างๆได้แล้ว ก็ควรมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน จึงให้ขุนนางศึกษาจากประวัติศาสตร์ว่า ในสมัยโบราณ เรียกกษัตริย์ว่าอย่างไร พบว่า มีการใช้คำว่า “หวง”(皇)ซึ่งอาจแปลว่าจักรพรรดิ แต่ก็มีกษัตริย์บางองศ์ที่เรียกว่า“ตี้”(帝) ที่แปลว่าพระราชา หรือพระเจ้า ในตำนานจีนสมัยโบราณ พูดถึงผู้ปกครองรัฐหรือชนเผ่าที่เรียกว่า กษัตริย์สามองศ์(三皇)และพระราชาห้าองศ์(五帝) ฉินซีฮ่องเต้จึงนำสองคำนี้มารวมกัน เป็น”หวงตี้“(皇帝) เพื่อสื่อว่าตนยิ่งใหญ่กว่าผู้ปกครองรัฐคนก่อนๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ทุกราชวงศ์จึงเรียกกันว่า”หวงตี้“(皇帝)

ผลงานของฉินซีฮ่องเต้

1.สู้รบเอาชนะรัฐอื่นๆ ด้วยสัญญานุภาพที่กล้าแข็ง และมีกลอุบายการต่อสู้ที่ดีกว่า รวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่นได้ในเวลา 10 ปี

2. เปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศ แบ่งพื้นที่ของประเทศออก เป็นแคว้นและอำเภอ ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง แต่งตั้งผู้ครองโดยฮ่องเต้ แทนระบบศักดินา ที่แบ่งดินแดนของประเทศเป็นรัฐต่างๆ แต่ละรัฐมีการปกครอง เก็บภาษี แต่งตั้งข้าราชการ และมีกองกำลังทหารของตนเองได้ ซึ่งใช้มาแล้วกว่า 800 ปี เปลี่ยนเป็นระบบที่รวมศูนย์อำนาจการปกครองที่ส่วนกลาง พระมหากษัตริย์มีอำนาจเต็มในการปกครองประเทศ

3. ให้ทุกท้องที่ของประเทศใช้ตัวหนังสือมาตรฐานเดียวกัน มีภาษาเขียนอย่างเดียวกัน และมีความหมายเหมือนกันทั้งประเทศ แม้การอ่านออกเสียงต่างกันตามภาษาท้องถิ่น ก่อนหน้านี้แต่ละรัฐมีตัวหนังสือแตกต่างกันบ้าง หลังจากราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา อักษรจีนแต่ละตัว มีวิธีเขียนเหมือนกัน และมีความหมายอย่างเดียวกัน

การปฏิรูปตัวหนังสือนี้ เป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารระหว่างท้องถิ่นและการสั่งราชการมาก

4. กำหนดมาตราชั่ง ตวง วัดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ข้อนี้เป็นประโยชน์ต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนและการทำธุรกรรมต่างๆ มาก ก่อนหน้านี้ แต่ละรัฐใช้ มาตราชั่ง ตวง วัด ต่างกัน การทำธุรกรรมข้ามรัฐ จะต้องมีการเทียบมาตราชั่ง ตวง วัด กัน ซึ่งยุ่งยากพอสมควร

5. สร้างถนนเชื่อมระหว่างแคว้นต่างๆ กำหนดขนาดความกว้างของถนนเท่ากัน เพื่อใช้ในการคมนาคม สื่อสารภายในพื้นที่ และระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค และใช้เป็นเส้นทางสำหรับรถม้าของฮ่องเต้และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในการออกตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆด้วย

นอกจากนั้น ฉินซีฮ่องเต้ ยังให้มีการบูรณะซ่อมแซม และเชื่อมต่อกำแพงเมืองจีน ที่สร้างขึ้นก่อนหน้านั้นให้ต่อกันเป็นกำแพงยาวป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าต่างๆ ทางทิศเหนือ ทำให้กำแพงเมืองจีนมีความยาว ติดต่อกันหลายพันลี้ (เทียบเท่ากับหลายพันกิโลเมตรในปัจจุบัน) เรียกชื่อว่า “ กำแพงยาวหมื่นลี้(万里长城)“ ซึ่งในสมัยต่อมา ราชวงศ์ต่างๆ ได้บูรณะซ่อมแซมต่อกันมา และใช้เป็นกำแพงป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางทิศเหนือ เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มองเห็นได้จากดวงจันทร์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างถนนหนทาง และการก่อสร้างเชื่อมต่อกำแพงเมืองจีนต้องใช้คนจำนวนมาก ฉินซีฮ่องเต้บัญชาให้ข้าราชการในพื้นที่ต่างๆ เกณฑ์คนมาเป็นแรงงานก่อสร้าง แรงงานเหล่านี้ทำงานหนัก อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ชาวบ้านเมื่อถูกเกณฑ์ ก็ต้องมาทำงานตามคำสั่ง ไม่สามารถปฏิเสธได้ ผู้ที่ขัดขืนคำสั่ง จะถูกลงโทษหนักถึงประหารชีวิต

ความโหดร้ายของฉินซีฮ่องเต้

ฉินซีฮ่องเต้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ก็ทารุณโหดร้าย และใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ทำการลงโทษข้าราชการและประชาชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างโหดเหี้ยม รุนแรง และเพื่อป้องกันมิให้มีการก่อกบฏต่อต้านรัฐบาล เขาสั่งให้ยึดอาวุธยุทธโธปกรณ์ ทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่ในรัฐต่างๆ มาเก็บไว้ที่เมืองหลวง แล้วหลอมอาวุธส่วนที่เป็นโลหะทั้งหมดทำเป็นรูปปั้นใหญ่สิบสองรูป ประจำราชสำนัก

สิ่งที่ฉินซีฮ่องเต้ ถูกกล่าวโทษมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน คือการสั่งเผาหนังสือและตำราที่เผยแพร่ความรู้ความคิดของนักปราชญ์จีนโบราณ และสังหารนักวิชาการหลายร้อยคน ในข้อหาเผยแพร่ความคิดต่อต้านการปกครอง และขัดขืนคำสั่ง ในประวัติศาสตร์จีน เรียกการกระทำครั้งนั้นว่า“เผาหนังสือ และฝังนักวิชาการ”(焚书坑儒)

ฉินซีฮ่องเต้เห็นว่าความคิดของนักปราชญ์ในสมัยเลียดก๊ก ก่อนรัฐฉิน รวมประเทศเป็นปึกแผ่น เช่น ความคิดของขงจื๊อ (孔子) ที่กล่าวว่า คนต้องมีความเมตตากรุณา มีมารยาท มีคุณธรรม ความคิดของบักจื๊อ(墨子) ที่กล่าวว่า รัฐต่างๆไม่รุกรานซึ่งกันและกัน คนทุกคนต้องมีความรักต่อกัน และความคิดของเม่งจื๊อ(孟子) ที่กล่าวว่า ผู้ครองรัฐต้องมีการปกครองโดยธรรม ประชาชนมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือรัฐ หรือประเทศชาติ ส่วนผู้ปกครองรัฐหรือประเทศ มีความสำคัญน้อยที่สุด เพราะถ้าไม่มีประชาชน ก็จะไม่มีรัฐหรือประเทศ และเมื่อไม่มีรัฐหรือประเทศ ก็จะไม่มีผู้ครองรัฐหรือกษัตริย์ ฉินซีฮ่องเต้ เห็นว่า ความคิดของนักปราชญ์สมัยก่อน เหล่านั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปกครองประเทศ จึงสั่งยึดหนังสือ และตำรา ที่เกี่ยวข้องกับความคิดและคำสอนของนักปราชญ์เหล่านี้จากพื้นที่ต่างๆทั่วทั้งประเทศ มาเผาทำลายทิ้ง คงเหลือแต่หนังสือและตำราที่เกี่ยวกับการทำการเกษตร การแพทย์ และหัตถกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำอาหารเลี้ยงชีพ ที่เก็บไว้ ไม่เผาทิ้ง

การสั่งเผาหนังสือตำราทั่วประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อการเผยแพร่ความรู้ ความคิด และวัฒนธรรมจีน อย่างมากมายมหาศาล โชคดีที่มีคนเห็นคุณค่า พยายามเก็บหนังสือและตำราเหล่านี้ไว้ โดยฝังไว้ใต้ดิน หรือเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัย ทำให้ความคิดของนักปราชญ์จีนในสมัยโบราณเหล่านั้นบางส่วนยังคงอยู่ และมีการเผยแพร่ในเวลาต่อมา จนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มีหนังสือและตำราอะไรอีก ที่ถูกทำลายและสูญหายไปในเหตุการณ์ ครั้งนั้น

ส่วนการฝังนักวิชาการทั้งเป็น กว่า 460 คนนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการแสวงหายาอายุวัฒนะของฉินซีฮ่องเต้ ที่อยากให้ตนมีชีวิตยืนยาว เป็นอมตะ เมื่อฉินซีฮ่องเต้ ประกาศหาผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์ที่จะหายา หรือปรุงยาอายุวัฒนะได้ ก็มีผู้มาอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง แต่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หลอกลวง เล่นแร่แปรธาตุ ที่อวดอ้างว่าตนจะหายาอายุวัฒนะ ได้จากพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ที่มีผู้วิเศษ หรือเทวดาอยู่ แต่ต้องใช้เวลาและใช้เงินเพื่อเดินทางจำนวนมาก ฉินซีฮ่องเต้ก็อนุมัติเงินตามที่ขอ แต่เมื่อคนเหล่านี้ ไม่สามารถหายาอายุวัฒนะได้ ตามที่อวดอ้าง และ เกรงว่าจะถูกลงโทษประหารชีวิต บางคนจึงปล่อยข่าวลือว่า เพราะฉินซีฮ่องเต้ เป็นคนโหดร้าย ไม่มีคุณธรรม จึงทำให้ไม่สามารถแสวงหาอายุวัฒนะให้ได้ เมื่อฉินซีฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้น ก็โกรธมาก สั่งให้ตามจับฆ่าผู้ที่ปล่อยข่าวนี้ แต่ก็มีบางคนที่หลบหนีไปแล้ว ฉินซีฮ่องเต้ จึงสั่งจับคนที่รับสมัครหายาอายุวัฒนะทั้งหมดเท่าที่จะจับได้ รวมทั้งนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็น ต่อต้านการปกครองของเขาด้วย ทั้งหมดกว่า 460 คน นำมาฝังทั้งเป็น

เหตุการณ์การเผาหนังสือ ตำรา และฝังนักวิชาการ รวมทั้งผู้แสดงตนว่ามีอิทธิฤทธิ์ ที่เรียกกันว่า“ ผู้มีความรู้ ” หรือ“ผู้เรียนหนังสือ” (儒) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่เลวร้ายของฉินซีฮ่องเต้ แต่เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในประวัติศาสตร์จีนมานานกว่า 2000 ปี

ที่มาของความคิดการปกครองประเทศของฉินซีฮ่องเต้

นโยบาย และการกระทำ ของฉินซีฮ่องเต้ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ ที่มีอำนาจเต็มในระบอบสมบูรณาสิทธิราชคนแรกในประวัติศาสตร์จีน มีทั้งที่เป็นผลงานที่มีประโยชน์ต่อการปกครองประเทศ และที่เป็นความโหดร้ายทารุณ ก่อให้เกิดความเสียหาย จนทำให้ราชวงศ์ฉินถูกต่อต้าน และมีผู้ก่อการกบฏจำนวนมาก ในที่สุด ราชวงศ์ฉินก็อยู่ไม่ถึงพันปีตามที่ตั้งใจ ราชวงศ์ฉินครองอำนาจได้เพียง 14 ปี ก็ถูกโค่น การล่มสลายของราชวงศ์ฉิน แม้สาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากความคิดและอุปนิสัยของฉินซีฮ่องเต้ แต่ส่วนหนึ่ง เกิดจากการระดมความคิดจากหมู่ขุนนาง และข้าราชการ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทมากที่สุด คือ หลี่ซือ(李斯) ที่ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี หลี่ซือ เป็นขุนนางที่มีความรู้ความสามารถ มีความคิดเรื่องการรวบอำนาจ การใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการลงโทษอย่างรุนแรง เชื่อกันว่า การปฏิรูปการเขียนตัวอักษรจีน การรวบอำนาจการปกครองประเทศสู่ส่วนกลาง และการเผาหนังสือตำราของนักปราชญ์จีน ก็เป็นความคิด และข้อเสนอของเขา แต่หลี่ซือ ก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ เข้าทำนอง“ ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”

เรื่องการเสียชีวิตของฉินซีฮ่องเต้ การล่มสลายของราชวงศ์ฉิน และจุดจบของหลี่ซือ จะได้พูดถึงในตอนต่อไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *