ถ้าการเรียกร้องในไทยรุนแรงอย่างซูดาน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ถ้าการเรียกร้องในไทยรุนแรงอย่างซูดาน
ณ วันนี้ นอกจากบทเรียนที่ได้รับจากเวเนซุเอลา ซึ่งกลายเป็นรัฐล้มเหลวไปแล้ว เพราะความหลงตัวของผู้นำเผด็จการ ที่จมลึกลงในหล่มเศรษฐกิจ ไม่มีกิน ไม่มีใช้ จนยากจะพลิกตัวฟื้น ทำให้ราษฎรนับล้าน ต้องอพยพหนีไปอาศัยชาติเพื่อนบ้าน
จะพบว่ายังมีอีกชาติหนึ่ง ที่โลกกำลังเผ้าจับตาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ก็คือ”สาธารณรัฐซูดาน”ในอาฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ ติดพรมแดนด้านใต้ของอียิปต์
ขณะนี้ “รัฐบาลทหาร”กำลังใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ขนาดเสียเลือดเสียเนื้อกันไปแล้ว เหตุเพราะมีการเรียกร้องให้มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยโดยพลัน หรือเลือกตั้งโดยเร็ว หลังจากที่เรียกร้องให้ทหารกลุ่มนี้โค่นอำนาจประธานาธิบดี “อุมัรฺ อัล บาชีร์”ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะทนไม่ไหวกับระบอบการปกครอง ที่ยาวนานราว ๓๐ ปี
แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความอดอยากแพร่กระจายไปทั่ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว(๒๐๑๘)เป็นต้นมา หลังรัฐบาลของ”บาชีร์”ประกาศใช้มาตรการเข้มงวด หมายป้องกันการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ส่งให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง จากการที่รัฐ ตัดการจ่ายเงินพยุงราคาสินค้าประเภทอาหารและเชื้อเพลิง ข้าวของเลยแพงอย่างสาหัส
เมื่อทหารเข้ายึดอำนาจไว้ได้ ก็ตั้งคณะทหารระดับนายพลขึ้นมาวางแผน หมายพลิกฟื้นชาติกลับสู่ภาวะปกติ ด้วยการสัญญาว่าจะมอบคืนอำนาจให้แก่ประชาชนตามเดิม โดยกำหนดไว้ว่าจะให้มีการเลือกตั้งภายในเก้าเดือน แต่ปรากฏว่าประชาชนไม่ทันใจ
แม้ทหารชี้แจงว่า จะต้องใช้เวลา เพื่อทำให้เกิดระเบียบแบบแผนและเกิดความมั่นคงที่แน่นอนเสียก่อน
กลุ่มประชาชนซึ่งนำโดย”สมาคมวิชาชีพแห่งซูดาน” จึงปลุกระดมผู้คนทุกระดับ ออกมาชุมนุมเรียกร้อง จนกระทั่งเกิดเหตุทหาร ยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิตไปราว ๖๐ ราย ขณะที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายนที่ผ่านมา ในกรุง”คาร์ทูม”
ต่อมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ก็มีการชุมนุมอีก หมายเดินตามแผน”อารยะขัดขืน”ที่กำหนดไว้ ทหารก็ยิงไม่เลือกอีก ยังดีที่มีผู้เสียชีวิตแค่เพียงสี่ห้ารายเท่านั้น บาดเจ็บอีกเท่าไร ไม่แน่ชัด นี่ขนาดยั้งมือ ไว้แล้วนะ
ขณะเดียวกัน ก็มีการไล่ล่าจับกุมผู้คนที่สงสัยว่าจะอยู่ใน”สมาคมวิชาชีพแห่งซูดาน”อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคาร พนักงานท่าอากาศยาน หรือพนักงานการไฟฟ้าฯลฯ ฐานมีพฤติกรรมต่อต้านทหาร
เอาเป็นว่า ยังไม่รู้ว่า สถานการณ์เช่นนี้ จะยุติลงเมื่อไรและอย่างไร หากยังชุมนุมแบบ”อารยะขัดขืน”ต่อ จะลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองซ้ำอีกหรือไม่
แต่เท่าที่เห็นสถานการณ์ในซูดานนั้น เป็นการขัดแย้งระหว่างคณะทหารกับประชาชนโดยตรง ฝ่ายหนึ่งอยากได้ประชาธิปไตยกลับคืนทันที แต่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่า ต้องใช้เวลาหน่อย แต่ไม่ระบุว่ามีความต้องการสืบทอดอำนาจใดๆ
กรณีที่เกิดขึ้นกับซูดานคราวนี้ แม้นานาชาติจะแสดงความห่วงใย แต่ก็ไม่อาจยื่นมือ เข้าไปจัดการใด ๆ ได้ ล่าสุดมีข่าวว่าสหรัฐส่งเจ้าหน้าที่ไปหาทางให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกัน หลังจากความพยายามในการเจรจาเมื่อแรกระหว่างทั้งสองฝ่ายล้มเหลว ไม่สามารถข้อตกลงที่จะปรองดองกันได้
ที่น่าสนใจก็คือ มีข่าวด้วยว่า ทหารบางหน่วยของซูดาน ไม่เห็นด้วยกับคณะทหารที่ยึดอำนาจ อันนี้ นับว่าเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหารซ้อน อันจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ให้ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม
ย้อนกลับมาดูบ้านเรา จะพบว่าทั้งทหารและประชาชนล้วน”น่ารัก” เมื่อ”กปปส.เรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ เพราะทนทานกลุ่ม”ทุนสามานย์”(ที่มี”แก้วสาระพัดนึกสามประการ”เป็นเครื่องมือ)ในการสวาปามชาติและฆ่าประชาชนไม่ไหว ทหารก็ต้องเข้ายึดด้วยความจำใจ ด้วยการ”ขอเวลาอีกไม่นาน” ในกระบวนการคืนประชาธิปไตย แม้จะห้าปีก็เถอะ แต่เป็นห้าปีที่สงบสุข ไม่มีการปะทะกันระหว่างคนในชาติ ให้เสียเลือดเนื้อเหมือนก่อนรัฐประหาร
แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันกับซูดาน เนื่องจากมีภัยคุกคามความมั่นคง จากนักการเมือง”ทุนสามานย์” ทหารเลยต้องใช้เวลานานหน่อย และก็วางแผนผ่านการเลือกตั้ง คืนประชาธิปไตยให้ ณ บัดนี้ แค่เพียงบางส่วนก่อน เพื่อป้องกันมิให้ความชั่วร้าย อาศัยระบอบประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือกลับคืนมา”กินเมือง”โดยเร็ว ซึ่งก็สามารถกำจัดได้ในระดับหนึ่ง
แต่กลับปรากฏชัดเจนขึ้นว่ากลุ่ม”ทุนสามานย์”ยังไม่ได้หายไปไหน แต่”เวียนไล้เวียนขื่อ” หมายเอาเยาวชนทั้งชาติ เป็นเครื่องมือปลุกระดม ขยายความแตกแยกต่อ โดยฉวยโอกาสใช้พรรคการเมืองใหม่เป็นบรรได แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาเติบโตเอง ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ประชาธิปไตยที่ค่อยๆ สั่งสม
ดังนั้น จึงเห็นว่า มีความพยายามยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ด้วยความตั้งใจและด้วยอาศัยความโง่เขลาเบาปัญญา ที่ยังคงมีอยู่ในทุกระดับชนชั้น ตั้งแต่ล่างขึ้นไปจนถึงระดับบนสุด นับแต่สิ้นรัชกาลที่ ๙ เป็นต้นมา
ถึงแม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ใช้ความพยายามในการรักษาสามัคคีธรรมในชาติเอาไว้ แต่ไม่ค่อยจะมีใครฟังใคร
การอ้างการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ที่เชื่อว่าดีกว่าและการอ้างความมั่นคง จึงถูกมองว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างสองฝ่าย อย่างช่วยไม่ได้
แต่ก็ถูกมองว่าเป็นความไม่จริงใจ ของสองฟากผลประโยชน์ เช่น การอ้างประชาธิปไตยเพื่ออำนาจของ”กลุ่มทุนนิยมสามานย์” กับการอ้าง”ความมั่นคงแห่งชาติ”ของกลุ่ม”รัฐลึก”(Deep State)อ้างอิงความจงรักภักดี ในขณะที่ประชาชน ไร้ที่พึ่งพาอย่างแท้จริง ประชาชนจึงกลายเป็นเครื่องมือ ถูก”ปั่นหัว”มาตลอด เกิดสับสนแตกแยกกันเอง ว่าอะไรคือความถูกต้องชอบธรรม
ไม่เช่นนั้น ประชาชนก็คงไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากทั้งสองกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในระยะหลังๆ จะมีการ”คืนผลประโยชน์”กลับมาให้บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับที่โกงกินกันไป
จนทุกวันนี้ เริ่มระแวงกันในหมู่ชาวบ้านแล้วว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็กำลังจะพลาดท่า”ขายชาติ”(ให้ต่างชาติ) ด้วยความประมาท หรือด้วยตั้งใจ หรือเปล่า
แล้วในอนาคตลูกหลานคนไทยในระดับล่างส่วนใหญ่ จะมีชาติที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือว่าจะตกเป็น”ทาสในเรือนเบี้ย”ของกลุ่มผู้ปกครองที่เลวร้ายเอารัดเอาเปรียบต่อไป
คำถามก็คือ หากการเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนมาอย่างเร็วโดยพลันในประเทศไทย ในที่สุดแล้ว จะเกิดเหตุการณ์”สังหารหมู่”เช่นในซูดานหรือไม่
ผมว่าไม่นะ เพราะเรามี”สถาบัน”เป็นที่พึ่ง เหตุการณ์ในอดีตเป็นพยานช่วยยืนยันข้อเท็จจริงนี้ไว้แล้วเป็นอย่างดี
หาก”สถาบัน”ถูกทำลาย ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้เมื่อไรแล้วนั่นน่ะสิ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน
ใครไม่อยากมีสถาบัน อยากโค่นล้มสถาบัน โปรดได้เข้าใจ ตามนี้ด้วย







