รักอาลัยเพื่อน ๔ คน

รักอาลัยเพื่อน ๔ คน
ระยะ เดือนที่แล้วเป็นต้นมา มีเพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกันเสียชีวิต ๔ คน เป็นเพื่อนนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ๑ คน และเพื่อนที่เรียนที่เกษตร รุ่นเดียวกัน ๓ คน ซึ่ง เป็นเพื่อนที่เรียนทางวนศาสตร์ (ป่าไม้) ถึง ๒ คน
เพื่อให้นิสิตเกษตรมีกิจกรรมแบ่งเป็นรุ่น ซึ่งมีรุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้มข้น และไม่ว่าจะเรียนคณะไหน ทุกคนในรุ่นเดียวกัน ก็รักใคร่และสนิทสนมกัน และมีข้อบังคับว่านิสิตทุกคน โดยเฉพาะปี ๑ ต้องอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย ในสมัยนั้น ปี ๒๕๐๗ จำได้ว่ามีนิสิตทั้งมหาวิทยาลัยเพียง ๒,๐๐๐ กว่าคน และที่เรียนรุ่นเดียวกับผม ประมาณ ๔๐๐ กว่าคน ซึ่งหอพักรับนิสิตได้แทบทั้งหมด ฉะนั้น รุ่นพี่จึงจัดให้นิสิตปี ๑ ทุกคณะไม่ว่าจะเรียนอะไรอยู่หอปะปนกัน และอยู่ร่วมกับรุ่นพี่ โดยที่ ปี ๑ ต้องเป็นผู้กวาดห้อง แต่ผมไม่ค่อยได้ทำ รุ่นพี่ซึ่งใจดีเลยทำเสียเอง (เฉพาะผมคนเดียวที่ขี้เกียจกวาดห้อง)
เพื่อนวนศาสตร์ที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆนี้ ก็อยู่หอตามระเบียบที่กำหนด แต่คนละหอกัน มีอยู่คนหนึ่ง ชื่อยืนยง หรือเพื่อนบางคนเรียกว่าโกร่ง หรือไอ้โกร่ง แต่ทางบ้านเรียกว่าเก้ง อยู่หอเดียวกับผม ชื่อหอว่าตึก ๓ และเราอยู่ห้องข้างๆกันด้วย เพราะฉะนั้น เวลาว่างๆ ไม่ว่าตอนไหน ก็มักจะคุยกัน โดยอาศัยหน้าห้องผมเป็นสถานที่คุย เพราะเป็นทางผ่านเข้าออกจากหอหรือผ่าน เข้าห้องน้ำ ส่วนใหญ่เขาเป็นคนคุย ผมเป็นคนฟังเพราะคุยไม่ทันเขา
ยืนยงรุ่นราวคราวเดียวกัน มาจากชลบุรี หรือเป็นหนุ่มเมืองชล คุยเก่ง ใจคอกว้างขวาง ซึ่งเมื่อเข้าทำงานแล้วส่วนใหญ่เขาจะอยู่ที่ ชลบุรี (บางแสน) จนเกษียณ ซึ่งเวลามีเพื่อนๆไปเยี่ยม เขาจะต้อนรับดูแลอย่างดี
คณะวนศาสตร์ ขณะนั้น มีกิจกรรมที่สำคัญอยู่ ๒ กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ ๑ เป็น Indian Day หรือวันอินเดียนแดง เท่าที่ระลึกได้ เขาให้นิสิตหญิงปี ๑ ต่างกายชุดอินเดียนแดง แล้วมีการละเล่นรอบกองไฟ พร้อมทั้งมีการประกวดเทพีอินเดียนแดง สำหรับกิจกรรมที่ ๒ เป็นการวิ่ง ๑๕ กิโลเมตรของนิสิตปี ๑,๒ และ ๓ วิ่งทุกปีรวม ๓ ปี เข้าใจว่าที่เขาให้วิ่งเพราะชีวิตป่าไม้ที่ต้องไปทำงานในอนาคตนั้น ต้องแข็งแรงบึกบึน เพื่อนผม ยืนยง ชาวหอเดียวกัน และเพื่อนวนศาสตร์ทุกคนก็ต้องไปวิ่งตามประเพณีนั้น เป็นการวิ่งตอนเช้ามืดจากจุดเริ่มต้นแถวสนามบินดอนเมือง วิ่งตามถนนวิภาวดี ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน วิ่งมาเข้าถนนงามวงศ์วาน และเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตรงประตูหนึ่ง นิสิตในคณะอื่นก็ขี่จักรยาน ตามเป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนๆ ซึ่งยืนยงก็ขอให้ผมไปเชียร์ ตั้งแต่ตอนซ้อมเลยทีเดียว ซึ่งผมประทับใจจำมาจนถึงปัจจุบัน
เพื่อนอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปในระยะนี้ คือ ธวัชชัย หรือกุ้ง จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งทราบมาว่านักเรียนเตรียมอุดมฯรุ่นเดียวกับกุ้งโดยเฉพาะได้เคยอยู่ประจำด้วยกันที่สามพรานนั้น มีความสามัคคี รักกันมาก มีการพบปะสังสรรค์กันถึงปัจจุบัน มีเรื่องประทับใจสำหรับกุ้งที่ผมจำได้ไม่เคยลืม คือเมื่อตอนทำงานในปีต้นๆ ได้มีผู้ใหญ่ขอให้ผมไปที่กรมป่าไม้เพื่อจองบ้านพักที่อุทยานป่าไม้ในต่างจังหวัด ซึ่ง ผมรับปากอย่างเต็มใจ เพราะทราบว่ามีให้บริการอยู่แล้ว เมื่อถึงกรมป่าไม้ ก็ไปนั่งรอผู้มีอำนาจอนุมัติ แต่ไม่ได้พบเนื่องจากท่านมีแขก และยุ่งมาก ต่อมาได้เจอกุ้งเพื่อนผมโดยบังเอิญ เริ่มตั้งแต่ได้พบกัน กุ้งได้เป็นภาระพาไปติดต่อจนสำเร็จทุกอย่าง ทั้งๆที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าเลย นอกจากนั้น ในช่วงที่กุ้งอยู่ส่วนกลาง ได้ทราบว่าเพื่อนคนไหนเดือดร้อนมาคุยกับกุ้ง เขาเต็มใจช่วยเหลือเสมอๆ
เพื่อนเกษตรคนที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้หญิง ชื่อประเทือง เพื่อนคนนี้ทำงานที่กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งไม่ค่อยพูด แต่อัธยาศัยดี และร้องเพลงเก่ง ทันทีที่ผมทราบข่าวว่าเขาจากไป ผมตัดสินใจไปร่วมงานสวดที่วัดชลประทาน ที่เกษตรรุ่นผมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งไปกัน ๔-๕ คนเพราะตอนนั้น เชื้อไวรัส โควิด๑๙ เริ่มระบาดหนัก และได้รับคำแนะนำอย่างเข้มข้น ไม่ให้ออกจากบ้านไปไหน แต่ผมต้องไป เพราะตั้งแต่จบมาเมื่อปี ๒๕๑๑ จนถึงปัจจุบัน ผมพบประเทืองที่งานทำบุญและสังสรรค์รุ่นเป็นประจำทุกๆปีไม่เคยขาด ในบั้นปลายชีวิต เพื่อนเหมือนกับตัวคนเดียว และมีลูกที่ขอมาเลี้ยงตั้งแต่เกิด ซึ่งมีปัญหาทางสมอง แต่เพื่อนก็รัก และโอบอุ้มดูแลลูกจนเขาจากไป
เพื่อนคนที่ ๔ ชื่อเฉลิมศักดิ์ ผมเรียกว่าฉิม เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ตัวเล็กๆชั้นประถม จนจบมัธยมต้นที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งผมเป็นฝ่ายแยกย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนสาธิตวิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร(ชื่อสมัยนั้น) เพราะคะแนนผลสอบไม่ถึงที่จะเรียนต่อที่เดิม และอยู่ใกล้บ้าน ฉิมมาจากครอบครัวที่ดี ที่มีชื่อเสียงมานาน แต่พอเวลาผ่านไปซึ่งตอนนั้นฉิมยังเป็นหนุ่มอยู่ ก็โชคร้ายมีปัญหาป่วย เดินไม่ได้ ซึ่งนับเป็นเวลาหลายปีที่น่าเสียดาย เพราะเขาพร้อมทุกอย่าง ถ้าเขาไม่ป่วยคงทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มาก
เพื่อนทั้ง ๔ คนนี้ ป่วยมานาน สำหรับยืนยง ไม่ได้อาการหนักมาก แต่ช่วงปลายของชีวิต หลังเกษียณอายุราชการ ต้องนั่งอยู่กับบ้าน ช่วงนั้น เขาดีใจที่เพื่อนๆไปเยี่ยม และต้อนรับขับสู้ทั้งๆที่ป่วยอยู่ สำหรับกุ้งและประเทือง เริ่มล้มป่วยมาไม่นานนัก แต่ก็หลายเดือน สุดท้าย เพื่อนๆก็จากเราไป ทั้งนี้ ตอนที่เขาทั้งหมดมีชีวิตอยู่ได้ทำความดี สร้างความประทับใจให้กับบุคคลรอบข้าง อานิสงค์ตรงนี้ จะดลบันดาลให้ครอบครัวของเขาทั้ง ๔ คนได้รับแต่สิ่งที่ดีๆนับตั้งแต่นี้ต่อไป อีกไม่นานพวกเรารุ่นเดียวกัน ก็ต้องทยอยจากกันไปเหมือนกัน เพื่อนๆอยู่ในใจของเราเสมอๆ
จากบู๊ คนเคยหนุ่ม
เชียงใหม่ ๔ เม.ย. ๒๕๖๓

