จิม คอลลินส์ เชื่อว่า ” Good is the Enemy of Great “

จิม คอลลินส์ ได้อธิบายมิติที่สำคัญสามอย่างของการหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใน Great to Choice ด้วยแนวคิดของการอยู่เหนือเส้นตาย เส้นตายคือจุดที่บุคคลส่วนใหญ่จะไม่รอดชีวีต เมื่อกำลังปีนไปสู่ยอดภูเขาสูง จิม คอลลินส์ ได้ใช้เรื่องราวการเดินทางของการปีนภูเขา เพื่อที่จะแสดงแนวคิดของความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสองทีมนักเดินทางได้พยามจะปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อ ค.ศ 1966 ทีมนักเดินทางที่หนึ่งบรรลุความสำเร็จ และทีมนักเดินทางที่สองเสียชีวิต บริษัท 10X เข้าใจว่าพวกเขาไม่สามารถคาดคะนเหตุการณ์ในอนาตตได้อย่างสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ ดังนั้นพวกเขาจะตระเตรียมล่วงหน้าเวลาตลอดเวลา อะไรที่พวกเขาไม่สามารถคาดคะเนได้ พวกเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เลวร้ายสามารถจะทำร้ายพวกเขาได้อย่างรวดเร็วและไม่ได้คาดหวังไว้ตลอดเวลา มันคือสิ่งที่เราจะต้องกระทำก่อนที่พายุจะถล่ม การตัดสินใจและระเบียบวินัย และเครื่องรับน้ำหนักจะพร้อมอยู่แล้ว การพิจารณาว่าบริษัทของเราจะดันไปข้างหน้า ล้าหลัง หรือตาย เมื่อพายุได้ถล่มบริษัท 10X จะสร้างเครื่องรับน้ำหนักและเครื่องป้องกันการกระเทือนเลยพ้นไปจากบรรทัดฐานที่บริษัทอื่นได้กระทำ พวกเขาได้สร้างเงินสดสำรองและเครื่องรับน้ำหนักตระเตรียมเพื่อเหตุการณที่ไม่ได้คาดหวังไว้และโชคไม่ดีก่อนที้พวกมันจะเกิดขึ้น บุคคลบางคนการกักตุนเงินสดจะเป็นการไม่รับผิดชอบต่อการพัฒนาทุน มุมมองที่ยึดถือภายในโลกที่แน่นอน แต่ไมใช่โลกที่คาดคะเนไม่ได้ ความน่าจะเป็นของเหตุณ์หงษ์ดำจะเกิดขึ้นเกือบ 100% เราจะเพียงแต่เป็นไม่ได้ที่จะคาดคะนว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรื่อไรจะเกิดขึ้น
พวกเขาจะรับรู้ความเสี่ยภัยสามอย่าง ความเสี่ยงภัยทางเส้นตาย ความเสี่ยงภัยทางความไม่สมดุล และความเสี่ยงภัยทางการควบคุมไม่ได้
บริษัท 10X จะระมัดระวังอย่างมากว่าพวกเขาจะจัดการความเสี่ยภัยอย่างไร การให้ความสนใจแก่ความเสี่ยงภัยสามอย่าง ความเสี่ยงภายทางเส้นตาย ความเสี่ยงภัยที่สามารถจะฆ่าหรือทำลายบริษัทอย่างรุนแรง ความเสี่ยภัยทางความไม่สมดุล ความเสี่ยงภัยที่โอกาสของข้อเสียจะสูงกว่าข้อดี ความเสี่ยงภัยทางการควบคุมไม่ได้ ความเสี่ยงภัยที่ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้ หลักฐานได้เสนอแนะการยิงลูกกระสุนปืนก่อนการยิงลูกกระสุนปืนใหญ่
จิม คอลลินส์ สงสัยว่าความสำเร็จของบริษัท 10 เนื่องจากความเต็มใจจะเสี่ยงภัยหรือไม่แต่พวกเขาได้ค้นพบตรงกันข้าม ผู้นำของบริษัท 10X จะอนุรักษ์นิยมต่อการจัดการความเสี่ยงภัย พวกเขาจะจำกัดการเจริญเติบโตด้วยการเดินทาง 20 ไมล์ พวกเขาจะยิงกระสุนปืนก่อนยิงกระสุนปืนใหญ่ ภายใต้ความเสี่ยงภัยสามอย่าง บริษัท 10X จะรับความเสี่ยงภัยน้อยกว่าบริษัทที่เปรียบเทียบของพวกเขา การมุ่งที่ความเสี่ยภัยเหล่านี้จะเป็นความสามารถของพวกเขาที่จะวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการใช้เวลาและพลังอย่างเหมาะสมต่อการบริหารสภาพแวดล้อม ระยะเวลาจะกระทบความเสี่ยงภัยด้วย บางครั้งการกระทำที่รวดเร็วเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงภัย บางครั้งการกระทำที่ช้าเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงภัย คำถามที่สำคัญคือ เวลามากน้อยแค่ไหนก่อนที่ข้อมูลความเสี่ยงภัยของเราจะเปลี่ยนแปลงบริษัท 10X จะใช้การย่อภาพและการขยายภาพ พวกเขาจะมีความสามารถทางเลนส์คู่ พวกเขาสามารถย่อภาพมองการเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแวดล้อม และประเมินความเสี่ยงภัย และต่อจากนั้นพวกเขาสามารถจะขยายภาพ การมุ่งการดำเนินการแผนและเป้าหมาย
พวกเขาจะมุ่งที่เป้าหมายของพวกเขา และรับรู้การเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแสดล้อมของพวกเขา พวกเขาจะผลักดันเพื่อการกระทำที่สมบูรณ์ และปรับตัวกับสภาวะที่เปลี่ยนแปงไป เมื่อพวกเขาได้รับรู้ถึงอันตราย พวกเขาจะย่อภาพ พิจารณาทันทีว่าการคุกคามจะใกล้เข้ามารวดเร็วแคไหน และจะต้องเปลี่ยนแปลงแผนหรื่อไม่ ต่อจากนั้นพวกเขาจะขยายภาพ การเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งของทรัพยากรภายในการกระทำตามเป้าหมาย

แนวคิดของการนำเหนือเส้นตายภายในหนังสือ Great by Choice ของจิม คอลลินส์ จะถูกแสดงให้เห็นจากตัวอย่างของผู้นำทีมของนักไต่เขาจากบริษัทท่องเที่ยวสองบริษัท ร็อบ ฮอลล์ จากแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนต์ และสก็อต ฟิชเชอร์ จากเมาน์เท่น แมดเนส และผู้นำทีมของนักไต่เขาจากกองถ่ายทำภาพยนตร์ไอแมกซ์ เดวิด เบเชียร์ส นักไต่เขาและนักถ่ายทำภาพยนตร์ เขาจะเป็นบุคคลแรกที่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์ไอแมกซ์ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์บุคคลหลายคนจะรู้เรื่องราวภัยพิบัติของยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อ ค.ศ 1996 จากหนังสือ Into Thin Air ของจอน คราเคาเออร์ และ High Exposure ของเดวิด เบเชียร์ส เรื่องราวของการเดินทางไปสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เรื่องราวนี้จะคล้ายคลึงกับการเดินทางไปขั้วโลกใต้ของโรอัลด์ อมุนด์เซน และโรเบิรต สก็อต จิม คอลลินส์ จะมีการเปรียบเทียบความแตกต่างของผู้นำของทีมนักไต่เขาสองทีม พวกเขาจะเดินทางไปยังภูเขาลูกเดียวกันและวันเดียวกัน ด้วยภาระของความรับผิดชอบและแรงกดดันทางธุรกิจทีมที่หนึ่งจะต้องนำลูกค้าไปสู่ยอดเขาด้วยค่าบริการที่สูง และทีมที่สองจะต้องทำโครงการถ่ายทำภาพยนตร์หลายล้านเหรียญให้สำเร็จร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเช่อร์ ได้นำทีมนักไต่เขาของพวกเขาออกเดินทางครั้งสุดท้ายไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์ พวกเขาได้ใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาของการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ด้วยการค่อยปรับตัวให้เคยชินกับสภาพอากาศที่หนาวจัดและอ็อกซิเจนที่เบาบางจนหายใจได้ยากลำบาก1996 Mount Everest Diaster จะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่ได้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.ศ 1996 เมื่อนักปีนเขาแปดคนไ้ด้เสียชีวิตจากพายุหิมะบนยอดเขาเอเวอเรสต์ ระหว่างที่พวกเขาพยายามจะเดินทางลงจากจุดสูงสุด พายุหิมะร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษยชาติที่ได้เกิดขึ้นบนยอดเขาเอเวอเรสต์ วันเดียวที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากการปีนเขาเอเวอเรสต์ แต่กระนั้นเราจะมีผู้รอดชีวิตสองคนคือจอน คราเคาเออร์ และเบค วีเธอร์ พวกเขาได้เล่าเรื่องราวของภัยพิบัติครั้งนี้ด้วยการเขียนหนังสือ
บนยอดเขาเอเวอเรสต์จะมีบริเวณที่ถูกเรียกว่า แดนมรณะ ระดับความสูงมากกว่า 26,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล นักปีนเขาจำนวนมากได้เสียชีวิต ณ บริเวณนี้ และปัจจุบันศพของพวกเขาจะยังคงอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะย้ำเตือนให้นักปีนเขาได้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง อุปสรรคของการขึ้นไปสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์จะมีหลายอย่าง นักไต่เขาจะต้องใช้เงินหลายล้านบาท และหลายเดือนภายในการเตรียมตัว นักปีนเขาจะต้องมีความอดทนต่อความยากลำบาก สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาจะต้องวางเดิมพันชีวิตร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ จะอยู่กับลูกค้าของพวกเขา แต่พายุหิมะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้บุคคลทุกคนเสี่ยงภัยกับความตายเมื่ออ็อกซิเจนค่อยหมดไป แม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้ร็อบ ฮอลล์ พูดกับภรรยาของเขาภายในนิวซีแลนด์ได้ด้วยโทรศัพท์ดาวเทียม แต่เราจะไม่มีอะไรเลยที่สามารถรักษาชีวิตนักไต่เขาแปดคนได้รวมทั้งร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาที่ค่ายพักได้ตามมุมมองของจอน คราเคาเออร์ แล้ว ยอดเขาเอเวอเรสต์ จะแออัดภายในฤดูใบไม้ผลิด้วยนักเดินทางจากอเมริกา ไต้หวัน นิวซีแลนด์ อเมริกาใต้ เป็นต้น การกลายเป็นการค้าของเอเวอเรสต์ ได้สร้างการแข่งขันที่จะไปสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ของทั้งแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนต์ และเมาน์เท่น แมดเนสจิม คอลลินส์ ได้เล่าเรื่องราวของเดวิด เบเชียร์ส ณ ตอนเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ 1996 ภายใต้การรับรู้สภาพอากาศที่ไม่ดี เดวิด เบเชียร์ส ได้มุ่งหน้าลงไปยังค่ายพัก เขาได้มองลงมาจากค่ายพัก ระยะ 24,500 ฟุต ไปที่
สโลปน้ำแข็งของยอดเขาเอเวอเรสต์ เขาได้ตระเตรียมนำกล้องไอเเมกซ์ไปยังจุดสูงสุด และพวกเขาจะเป็นทีมแรกที่ถ่ายภาพยนตร์จากจุดสูงสุด สิ่งที่เขาได้มองเห็นข้างล่าง 3,000 ฟุต ได้ทำให้เขาตื่นกลัว บุคคล 50 คนกำลังปีนป่ายข้ามธารน้ำแข็งมุ่งหน้าไปยังจุดสูงสุด พวกเขาได้ถูกนำโดยร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิสเชอร์ นักเดินทางที่มีประสบการณ์สูง เดวิด เบเชียร์ส ได้สงสัยว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทีมของเขาตัองช้าไปหนึ่งวันเนื่องจากลมพายุเฮอริเคน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าการปีนป่ายของนักไต่เขาตามทัน พวกเขาเนื่องจากความล่าช้า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ากลุ่มนักไต่เขาแออัดบนจุดสูงสุดเมื่อเขาได้พยายามถ่ายทำภาพยนตร์ อะไรจะเกิดขึ้นถ้ากลุ่มนักไต่เขา สุมรวมกันที่ ฮิลลารี สเต็ป ข้างล่างจุดสูงสุด นักไต่เขาจะต้องผ่านไปได้ทีละคนเท่านั้น อะไรจเกิดขึ้นถ้าเชือกและหลักที่เป็นเส้นทางอยู่ภายใต้แรงกดดัน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าลมของกลางคืนหมายถึงอากาศที่ไม่ดีกำลังใกล้เข้ามา
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าพายุซัดนักไต่เขาลงไปที่สโลป พวกเขาจะเป็นทีมการไต่เขาถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดีที่สุดภายในโลก พวกเขาทุกคนต่างเห็นด้วยที่จะรักษาความปลอดภัยด้วยการมุ่งหน้ากลับไปที่ค่ายพักและรอให้ภูเขาชัดเจนมากขึ้นพวกเขาได้เริ่มต้นการเดินทางลงมา เมื่อพวกเขาได้เดินทางผ่านร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ พวกเขาได้ร่วมความห่วงใยต่อสภาพอากาศและภูเขาที่แออัด บุคคลทั้งสองได้ยิ้ม โบกมือ และขึ้นไปบนภูเขา สิบห้าวันต่อมาที่เดวิด เบเชียร์ส ได้พบร็อบ ฮอลล์ ได้เสียชีวิต บนเส้นทางไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์จิม คอลลินส์ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างทีมนักไต่เขาสองทีม พวกเขาได้แสดงพฤติกรรมแตกต่างกัน ทีมของเดวิด เบเชียร์ส บรรลุความสำเร็จ แต่ทีมของร็อบ ฮอลล์ ได้เสียชีวิต เนื่องจากร็อบ ฮอลล์ ได้ละเลยเวลาของการขึ้นลงของเขา ไม่ใช่เพียงนาทีแต่จะเป็นชั่วโมง ร็อบ ฮอลล์ จะนำออกซิเจนที่เพียงพอต่อการเดินทางครั้งเดียวถึงจุดสูงสุดเท่านั้น เขาจะไม่มีอ็อกซิเจนเผื่อเพื่อความล่าช้า แต่เดวิด เบเซียร์ส จะหวาดระแวงด้วยการตระเตรียมอย่างดี ผู้รอดชีวิตสองคนจากภัยพิบัติของยอดเขาเอเวอเรสต์ คือ จอน คราเคาเคอร์ และเบค เวเธอร์ ได้เขียนหนังสือเล่าเรื่องราวครั้งนี้คือ Into Thin Air ของจอน คราเคาเคอร์ และ Left For Dead ของเบค เวเธอร์ ได้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดทั้งสองเล่ม ต่อมายูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ ได้นำเรื่องราวของโศกนาฏกรรมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ 1996 จากหนังสือสองเล่มนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Everest สิทธิภาพยนตร์ของหนังสือ Into Thin Air ได้ถูกซื้อจากโซนี่เกือบจะทันทีภายหลังการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้

จอห์น ดี. รอกกึ้เฟลเลอร์ ผู้ก่อตั้งสแตนดาร์ด ออย คอมพานี ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก และเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่สำคัญตนหนึ่ง เขาได้เข้ามาสู่ธุรกิจน้ำมันเมื่อ 1863 ด้วยการลงทุนภายในการกลั่นน้ำมัน ณ คลีฟแลนด์ โอไฮโอ เมื่อต้น 1880 เขาจะควบคุมประมาณ 90% ของการกลั่นน้ำมันภายในอเมริกา ข้อวิจารณ์ได้กล่าวหาว่าเขาจะมีการปฏิบัติที่ขาดจริยธรรม เช่น การกำหนดราคาที่กำจัดคู่แข่งขัน และการสมรู้ร่วมคิดกับรถไฟกำจัดจะกำจัดคู่แข่งขัน เพื่อที่จะสร้างการผูกขาดภายในอุตสาหกรรม สแตนดารด ออย ได้สร้้างการผูกขาดภายในอุตสาหกรรมน้ำมันด้วยการซื้อโรงกลั่นน้ำมันของคู่แข่งขัน และการสร้างบริษัทเพื่อการจัดจำหน่ายน้ำมันไปทั่วโลก เมื่อ 1882 บริษัททีหลากหลายเหล่านี้ได้ถูกรวมกันเป็นสแตนดารด ออย ทรัสต์ ควบคุม 90% ของการกลั่นน้ำมันของประเทศ เพื่อที่จะสร้างความประหยัดจากขนาด สแตนดารด ออย จะกระทำทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การสร้างถังน้ำมันของตัวเอง ไปจนถึงการว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์ค้นหาการใช้ผลผลอยได้ของน้ำมันความมั่งคั่งและความสำเร็จอย่างมากมายของเขาได้ทำให้เขาเป็นเป้าหมายของการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวที่ไม่ดีของนักหนังสือพิมพ์ นักปฏิรูปการเมือง และบุคคลอื่นที่ได้มองเขาว่าเป็นสัญลักษณความโลภของบริษัท และได้วิจารณ์วิธีการที่เขาได้สร้างอาณาจักรของเขา ดังที่นิวยอรค ไทม์ ได้รายงานเมือ 1937 ว่า เขาได้ถูกกล่าวหาจากการบดขยี้คู่แข่งขัน การสร้างความร่ำรวยจากการได้ส่วนลดของรถไฟ การให้สินบนแก่บุคคลสอดแนมคู่แข่งขัน การทำข้อตกลงที่เป็นความลับ การบังคับให้คู่แข่งขันเข้าร่วมกับสแตนดารด ออย ภายใต้การคุกคามจากการบีบให้ออกไปจากธุรกิจ การสร้างโชคลาภอย่างมหาศาลจากการทำลายบุคคลอืีนเมื่อ ค.ศ 1911 ศาลสูงของอเมริกา ได้พบว่าสแตนดาร์ด ออย ทำผิดกฏหมายห้ามการผูกขาด และได้สังให้พวกเขายกเลิกการผูกขาด ระหว่างช่วงชีวิตของจอห์น รอกกี้เฟลเล่อร์ เขาได้บริจาคเงินมากกว่า 500 ล้านเหรียญแเพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จอห์น รอกกี้เฟลเล่อร์ ได้เคยบริจาคเหรียญ 10 เซ็นต์ แก่เด็กยากจนเรียงแถวตามถนน เขาเชื่อว่าการรณรงค์เหรียญ 10 เซ็นต็จะช่วยลบล้างภาพพจน์ไม่ดีของเขาจากการเป็นผู้ผูกขาดน้ำมันได้ จอห์น รอกกี้เฟลเล่อร์ ได้มองว่าเขากำลังตอบสนองความรับผิดชอบทางสังคมด้วยการช่วยเหล็กที่อดอยากเราจะมีถ้อยคำคลาสสิคของจอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ที่ได้เคยกล่าวว่า อย่ากลัวที่จะยอมแพ้ต่อดีที่จะไปสู่ยิ่งใหญ่ เขาเชื่อว่าความทะเยอทะยานที่แท้จริงท่ามกลางพวกเราจะไมพอใจต่อความสบาย พวกเขาจะไม่เคยยุตติต่อดีพอแล้ว เนื่องจากพวกเขารู้ว่าดีพอแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นเพียงยอมรับระยะหนึ่งเท่านั้นจิม คอลลินส์ ได้ขยายถ้อยคำนี้ภายในหนังสือของเขาชื่อ Good to Great ทำไมบริษัทบางบริษัทได้สร้างการก้าวกระโดดไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้ และบริษัทบางบริษัทไม่ ความหลงพึงพอใจนั้นจะเป็นศัตรูของความยิ่งใหญ่ ตามมุมมองของจิม คอลลินส์ แล้ว ไม่ดีจะไม่ใช่ศัตรูของความยิ่งใหญ่ แต่ศัตรูคือดี เขาเชื่อว่า ณ หัวใจของบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงคือ วัฒนธรรมบริษัทที่ส่งเสริมบุคคลที่มีวินัยให้กระทำด้วยวิถีทางไปสู่ความยิ่งใหญ่จิม คอลลินส์ ได้ถูกยกย่องด้วยถ้อยคำที่่บันดาลใจว่า “ดีจะเป็นศัตรูของยิ่งใหญ่” ความหมายคือ บริษัทหลายยริษัท ได้ตกอยู่ภายใต้ความเชื่อว่าดีจะเพียงพอแล้ว ดังนั้นเราไม่มีความต้องการที่จะไปสู่ระดับต่อไปคิอการกลายเป็นยิ่งใหญ่ บทแรกของหนังสือ Great to Good ของจิม คอลลินส์ ได้กล่าวถึง ดีจะเป็นศัตรูของยิ่งใหญ่ ดังนั้นปัญหาของดีคืออะไร ไม่มีอะไร ยกเว้นแต่ดีจะจำกัดเรา ยกเว้นแต่ว่าดีจะหมายถึงเราจะเสี่ยงภัยต่อบริษัทอื่นที่ได้ตัดสินใจจะยิ่งใหญ่ ยกเว้นแต่ว่าดีจะหมายถึงเราจะยอมรับกับปานกลางจิม คอลลินส์ ได้อธิบายถ้อยคำ “ดีจะเป็นศัตรูของยิ่งใหญ่” ว่า เมื่อเรามีโรงเรียนที่ดี ธุรกิจที่ดี และรัฐบาลที่ดี เราชอบที่จะยอมรับว่าระดับของคุณภาพจะเพียงพอแล้ว จิม คอลลินส์ ได้สังเกตุว่าบุคคลไม่กี่คนจะบรรลุชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ส่านใหญ่เพราะว่ามันง่ายที่จะยุติต่อชีวิตที่ดี จิม คอลลินส์ ได้อธิบายถ้อยคำ “ดีจะเป็นศัตรูของยิ่งใหญ่” ว่า เมื่อเรามีโรงเรียนที่ดี ธุรกิจที่ดี และรัฐบาลที่ดี เราชอบที่จะยอมรับว่าระดับของคุณภาพจะเพียงพอแล้ว จิม คอลลืน ได้สังเกตุว่าบุคคลไม่กี่คนจะบรรลุชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ส่านใหญ่เพราะว่ามันง่ายที่จะยุติต่อชีวิตที่ดีภายในหนังสือ Good to Great ของเขา จิม คอลลินส์ ได้ถามคำถามว่าทำไมบริษัทบางบริษัทจะยิ่งใหญ่ และทำไมบริษัทจะยังคงเพียงแต่ดี บริษัทที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้สร้างการกระโดดอย่างไร และพวกเขาได้สร้างความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนได้อย่างไร จิม คอลลินส์ ได้ทำการวิจัยห้าปีค้นหาการเดินทางจากดีไปยิ่งใหญ่ และได้ค้นพบความเข้าใจที่น่าประหลาดใจหลายอย่จุดเด่นของแนวคิดหนึ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงภายในบทที่หนึ่งของหนังสือ Good to Great คือ การปฏิรูปบริษัทจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ เขาได้สร้างกรอบข่ายของการบรรลุการปฏิรูปบริษัทด้วยการใช้แนวคิดของลัอตุนกำลัง การปฏิรูปบริษัทจะเกิดขึ้นภายในขั้นตอนสามขั้น การปฏิรูปได้ถูกอธิบายตั้งแต่การสร้างไปสู่การพัฒนาอย่างสำคัญ การปฏิรูปไม่ได้เป็นเหตุการณ์เดียวที่ต่อเนื่อง เราจะไม่คาดหวังที่จะมองเห็นผลลัพธ์ทันที ความก้าวหน้าจะเป็นไปทีละน้อยอย่างมั่นคงบนล้อตุนกำลัง จิม คอลลินส์ ได้ระบุขั้นตอนของการปฏิรูปสามขั้นคือ บุคคลที่มีวินัย ความคิดที่มีวินัย และการกระทำที่มีวินัย เขาได้ไปไกลต่อด้วยการแบ่งขั้นตอนแต่ละขั้นเป็นแนวคิดสองอย่าง
ขั้นตอนที่หนึ่ง บุคคลที่มีวินัยต้องการความเป็นผู้นำระดับ 5 และใครก่อน ต่อจากนั้นอะไรขั้นตอนที่สอง ความคิดที่มีวินัยต้องการ การเผชิญหน้าข้อเท็จจริงที่โหดร้าย – และแนวคิดของเม่น ขั้นตอนที่สาม การกระทำที่มีวินัยต้องการวัฒนธรรมแห่งวินัยและตัวเร่งทางเทคโนโลยี

Good to Great ของจิม คอลลินส์ ค.ศ 2001 จะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งภายในธุรกิจและการบริหาร จิม คอลลินส์ นักวิชาการทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และทีมงานวิจัยของเขา ได้ทำการวิจัยที่จะค้นหาหลักการที่ไร้เวลาของบริษัทที่ดีทำให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร Good to Great จะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับบริษัทที่ดีมายาวนาน จากนั้นด้วยเหตุใดก็ตามได้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืน เพื่อที่จะค้นหาบริษัทเหล่านี้ บริษัท 1,435 บริษัท ได้ถูกพิจารณาภายในช่วงเวลา 40 ปี ภายใต้การวิจัยนี้ เราได้ค้นพบบริษัทที่ยิ่งใหญ่สิบเอ็ดบริษัท และคำถามที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะตอบคือ บริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นยิ่งใหญ่อย่างไรการค้นพบของการวิจัยบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ของจิม คอลลินส์ ได้ถูกทำให้เรียบง่ายเป็นกรอบข่ายของล้อตุนกำลัง เราสามารถมองเห็นการสรุปกระบวนการดีไปสู่ยิ่งใหญ่ตามรูป จากขั้นตอนเริ่มต้นไปสู่ขั้นตอนการพัฒนา
นี่จะเริ่มต้นด้วยการได้บุคคลที่เหมาะสมขึ้นรถโดยสาร ต่อจากนั้นจะเป็นการเรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจแม้ว่าอาจจะเป็นลบ ขั้นตอนต่อไปคือการรับรู้และการเข้าใจแนวคิดของเม่น ต่อจากนั้นจะเป็นการนำไปกระทำเราสามารถอธิบายแนวคิดที่สำคัญของหนังสือด้วยถ้อยคำเดียวคือ ระเบียบวินัย ระเบียบวินัย ระเบียบวินัย ระเบียบวินัยเพื่อที่จะก้าวจากบริษัทที่ดีไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ เราต้องการบุคคลที่มีวินัย ความคิดที่มีวินัย และการกระทำที่มีวินัย
บุคคลที่มีวินัยหมายถึงการได้บุคคลที่เหมาะสม และการทำให้พวกเขามุ่งที่ความเป็นเลิศความคิดที่มีวินัยหมายถึงความซื่อสัตย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริง และการหลีกเลี่ยงนอกประเด็นการกระทำที่มีวินัยหมายถึงความเข้าใจว่าอะไรที่สำคัญจะต้องบรรลุและอะไรที่ไม่สำคัญจิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า วัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัยจะไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการกระทำ มันจะเกี่ยวกับการได้บุคคลที่มีวินัย ที่คิดอย่างมีวินัย และกระทำอย่างมีวินัย เมื่อเรามีบุคคลที่มีวินัย เราไม่ต้องการสายการบังคับบัญชา เมื่อเรามีการกระทำอย่างมีวินัย เราไม่ต้องการการควบคุมมากเกินไป เมื่อเราได้รวมกันระหว่างวัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัยและจริยธรรมของการเป็นผู้ประกอบการ เราจะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้จิม คอลลินส์ ยืนยันว่าระเบียบวินัยจะไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการกระทำ บุคคลสามารถกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ถูกต้อง แต่ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นอย่างแท้จริงกับมัน เขาจะกระทำได้นานแค่ไหน มันจะไม่นานเนี่องจากณ บางเวลาที่ไม่ได้ถูกคอยดู เขาจะกระทำมันตรงกันข้ามตามที่เราได้มองเห็นจากรูป เมื่อเราก้าวจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ เราจะมีผลกระทบของล้อตุนกำลัง สามแนวคิดแรกจะค่อยสร้างแรงเหวี่ยงขึ้นมา ต่อจากนั้นเราจะมีความก้าวหน้าอย่างสำคัญและแรงเหวี่ยงด้วยตัวมันเอง บริษัทสามารถใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องทำให้ล้อตุนกำลังหมุนเร็วขึ้น เมื่อล้อตุนกำลังหมุนได้เร็วเต็มที่ บริษัทจะสามารถรักษาความยั่งยืนของความยิ่งใหญ่ไว้ได้ในที่สุด จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ของพวกเขาภายในคืนเดียว ด้วยแผนที่สร้างสรรค์อย่างมาก หรือนวัตกรรมที่ดีอย่างเดียว พวกเขาจะต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ พวกเขาจะประยุกต์ใช้หลักการที่สำคัญทุกอย่างต่อเนื่องและทำซ้ำเป็นการกระทำที่สะสมตลอดเวลา เหมือนกับการหมุนล้อตุนกำลัง จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะมุ่งความพยายามของพวกเขาที่จะประยุกต์ใช้หลักการที่สำคัญเหล่านี้ิ จนมันได้สร้างแรงเหวี่ยงและบรรลุการพัฒนาอย่างสำคัญบริษัทบางบริษัทจะยิ่งใหญ่อยู่เสมอเหมือนเช่นโคคาโคล่า แต่หนังสือเล่มนี้จะไม่เกี่ยวกับบริษัทประเภทนี้ มันจะเกี่ยวกับบริษัทที่ดีมายาวนาน และจากนั้นด้วยเหตุผลอะไรก็ตามได้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างยาวนาน
1 ความเป็นผู้นำระดับ 5
จิม คอลลลินส์ ย้ำว่าผู้นำทีต้องการให้บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะแสดงความลุ่มหลงอย่างแท้จริงและวิสัยทัศน์ต่อบริษัทของพวกเขา พวกเขาจะให้ผลประโยชน์ของบริษัทเหนือกว่าผลประโยชน์ของพวกเขา และไม่ไ้ด้ทำตัวพวกเขาเองสำคัญกว่าบริษัทบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะบริหารด้วยผู้นำที่มีคุณลักษณะชัดเจนที่เรียกว่าความเป็นผู้นำระดับ 5 คุณลักษณะที่สำคัญของพวกเขาตือ ความถ่อมตัวส่วนบุคคล และความมุ่งมั่นทางวิชาชีพ
ผู้นำเหล่านี้จะมีความถ่อมตัว และพวกเขาไม่ได้แสวงหาความสำเร็จเพื่อชื่อเสียงของตัวพวกเขาเอง แต่ความสำเร็จจะจำเป็นต่อการเจริญเติบโตขององค์การ พวกเขาจะร่วมการยกย่องต่อความสำเร็จ และพวกเขาจะเป็นลำดับแรกที่ยอมรับข้อตำหนิความผิดพลาด จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่าผู้นำระดับ 5
มักจะขี้อาย และไม่กลัวเมื่อต้องทำการตัดสินใจที่บุคคลอื่นส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงภัยพวกเขาจะคิดถึงอนาคตของบริษัทของพวกเขาถ้าปราศจากพวกเขา และวางแผนเกี่ยวกับผู้สืบทอดของพวกเขา ผู้นำระดับ 5 จะถ่อมตัวและไม่ค่อยจะพูดถีงเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองหรือความสำเร็จของพวกเขา พวกเขาชอบที่จะร่วมการยกย่องกับบุคคลอื่น พวกเขาจะแบ่งปันการยกย่องความสำเร็จแก่บุคคลอื่น และถ้าไม่มีใครจะถูกให้การยกย่อง พวกเขาจะให้การยกย่องแก่
โชค ภายในเวลาของความล้มเหลว พวกเขาจะแสดงความรับผิดชอบด้วยตัวพวกเขาเอง
2 ใครก่อน ต่อจากนั้นอะไร
บริษัทที่ยิ่งใหญ่จะไม่ตัดสินใจว่าอะไรที่เราต้องการจะทำ และจากนั้นการได้บุคคลที่เราต้องการจะให้กระทำมัน แต่เราจะเริ่มต้นด้วยการได้บุคคลที่เหมาะสมเข้ามาภายในองค์การและให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมออกไป การสร้างทีมที่เหมาะสมจะจำเป็นต่อการบรรลุความสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือการสร้างทีมที่เหมาะสมแม้แต่ก่อนที่เราจะรู้ว่าอะไรที่ต้องกระทำและใช้เส้นทางไหนไปสู่ความยิ่งใหญ่ นั่นคือ ใครก่อน ต่อจากนั้นอะไร การรวบรวมทีมของบุคคลที่เหมาะสมก่อน ต่อจากนั้นเราจะพิจารณากลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทยิ่งใหญ่ บริษัทหลายบริษัทจะเริ่มต้นด้วยการประกาศว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน – ด้วยการกำหนดทิศทางใหม่หรือด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ที่สดใส แต่ผู้นำของบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะไม่เริ่มต้นด้วย ที่ไหน แต่จะเริ่มต้นด้วย ใครการได้บุคคลที่เหมาะสมจะต้องมาก่อนกลยุทธ์หรือวิสัยทัศน์ ต่อจากนั้นเราจะปล่อยให้พวกเขาทำ บุคคลก่อน ต่อจากนั้นอะไร หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของเรา การรับรู้ว่าบุคคลไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีคุณค่ามากที่สุด แต่จะเป็นบุคคลที่เหมาะสมผู้นำของบริษัทที่่่ยิ่งใหญ่จะไม่เริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เริ่มแรกพวกเขาจะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและกำจัดบุคคลที่ไม่เหมาะสม ต่อจากนั้นการวางบุคคลที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับงานที่เหมาะสม พวกเขาไ้ด้พิสูจน์สุภาษิตเก่าแก่ว่า บุคคลคือทรัพย์สินทีสำคัญที่สุดของเราไม่ถูกต้อง และเปลี่ยนไปเป็นว่า บุคคลที่เหมาะสมคือทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของเรา
บริษัทหลายบริษัทได้ใช้โมเดลของ” อัจฉริยะบุคคลด้วยผู้ช่วยเหลือเป็นพันคน” พวกเขาจะมีผู้นำที่อัจฉริยะกำหนดกลยุทธ์ของบริษัท และการว่าจ้างบุคคลที่จะช่วยบรรลุวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ จิม คอลลินส์ ได้เสนอแนะว่าโมเดลนี้จะลีมเหลวเมื่อผู้นำที่อัจฉริยะได้ออกไปแล้ว เราไม่ใครที่จะรักษาบริษัทให้ยั่งยืนได้
3 การเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่โหดร้าย
เราจะต้องเผชิญกับข้อเท็จทริงที่โหดร้ายภายในสถานการณ์ แต่เรายังคงไม่ยกเลิกความหวัง เราจะต้องรักษาความเชื่อไว้อย่างแน่วแน่ที่เราสามารถและทำให้เป็นจริงในที่สุดโดยไม่คำนึงถึงความยุ่งยากบริษัทที่ยิ่งใหญ่จะยึดมั่นสิ่งที่่จิม คอลลินส์ เรียกว่า สต็อคเดล พาราดอกซ์ เราต้องรักษาความศรัทธาที่แน่วแน่ไว้ว่า เราสามารถและจะชนะในที่สุดโดยไม่กลัวความยากลำบาก และในขณะเดียวกันเราจะต้องมีระเบียบวินัยเผชิญกับข้อเท็จจริงที่โหดร้ายที่สุดของความเป็นจริงในขณะนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามบริษัทจะต้องสร้างบรรยากาศที่ความจริงจะต้องถูกได้ยิน เราจะมีความแตกต่างระหว่างการได้พูดและการได้ยิน วัฒนธรรมของการได้ยินสามารถทำให้บริษัทเเผชิญกับข้อเท็จจริงที่โหดร้ายได้จากบุคคลของพวกเขาเอง และจากนั้น
บริษัทจะต้องทำการตัดสินใจที่เหมาะสม การกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่จะต้องมีลำดับของการตัดสินใจที่ดี และการตัดสินใจที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่เผชิญกับข้อเท็จจริงที่โหดร้ายก่อนการนำด้วยคำถามไม่ใช่คำตอบ การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจนกว่าเราจะมีภาพที่ชัดเจน การมีส่วนร่วมภายในการอภิปรายไม่ใช่การบังคับ บรรยากาศของความจริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราได้วิเคราะห์ความล้มเหลวโดยไม่ตำหนิใครก็ตามต่อความล้มเหลว การพิจารณาความล้มเหลวเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ และการก้าวไปที่จะสร้างระบบที่แข็งแรง เพื่อที่จะหลีกเลียงความล้มเหลวอย่างเดียวกันในอนาคต

4 ตัวเร่งทางเทคโนโลยี
เราจะต้องใช้เทคโนโลยีเร่งการเจริญเติบโตภายในวงกลมสามวงของแนวคิดของเม่น บริษัทที่ยิ่งใหญ่จะมองเทคโนโลยีแตกต่างออกไป พวกเขาจะไม่เคยใช้เทคโนโลยีเป็นวิถีทางพื้นฐานของการจุดชนวนการปฏิรูป บริษัทที่ยิ่งใหญ่จะสามารถระบุเทคโนโลยีอะไรที่สอดคล้องกับแนวคิดเม่นของพวกเขา พวกเขาไม่ได้รับเทคโนโลยีไว้เพียงเพราะว่ามันล่าสุดหรือยิ่งใหญ่ที่สุด หรือเพื่อเห็นแก่มัน จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อเทคโนโลยีได้ถูกใช้อย่างถูกต้อง มันจะกลายตัวเร่งของแรงเหวี่ยง ไม่ใช่ผู้สร้างแรงเหวี่ยงข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจคือ จิม คอลลินส์ ได้ค้นพบว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่มากกว่า 80% ไม่ได้ระบุเทคโนโลยีเป็นปัจจัยห้าลำดับสูงสุดต่อการสร้างความยิ่งใหญ่แก่บริษัท เขายังได้ค้นพบว่าสาเหตุพื้นฐานความล้มเหลวของบริษัทไม่เคยใช่เทคโนโลยี ถ้าเราล้าหลังภายในเทคโนโลยีที่ยังอยู่ภายในแนวคิดเม่นของเรา เราจะเพียงแต่ดีและไม่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่มันไม่เคยเป็นเหตุผลการตกต่ำของบริษัท เทคโนโลยีด้วยตัวของมันเองไม่เคยทำให้บริษัทจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่เทคโนโลยีจะมีความสำคัญอย่างแน่นอนต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจในอนาคต สิ่งที่สำคัญกว่าคือการไม่ดำเนินตามเทคโนโลยีใหม่อย่างตาบอด เราจะต้องรู้ว่าเทคโนโลยีอะไรสามารถเร่งแรงเหวี่ยงเดิมได้ บริษัทที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกับเทคโนโลยีอะไรจะถูกใช้ แต่เริ่มต้นด้วยกับเทคโนโลยีอะไรสอดคล้องดีที่สุดกับแนวคิดของเม่นทีได้ระบุไว้ พวกเขาจะไม่ถูกดึงดูดต่อ
แฟชั่นของเทคโนโลยีใหม่ แต่จะมองถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะขับเคลื่อนพวกเขาไปสู่อีกระดับหนึ่ง
5 วัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัย
เมื่อเรามีผู้นำระดับ 5 บุคคลที่เหมาะสมบนรถโดยสาร การเผชิญกับข้อข้อเท็จจริงที่โหดร้าย และแนวคิดของเม่นแล้ว ต่อไปคือเวลาของการสร้างวัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัย นั่นคือระเบียบวินัยด้วยตัวเองที่จะกระทำภายในกรอบข่ายของเม่นของเรา วัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัยต้องการบุคคลที่จะยึดมั่นอย่างเข้มแข็งต่อแนวคิดของเม่นที่ได้ระบุไว้ แต่ในขณะเดียวกันเราจะให้ความเป็นอิสระที่ต้องการอย่างมากที่จะมีการกระทำอย่างมีวินัยภายในกรอบข่ายนั้น บริษัทที่ยิ่งใหญ่จะรวมกันระหว่างวัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัยและการเป็นผู้ประกอบการที่มีจริยธรรม พวกเขาไม่ต้องการสายการบังคับบัญชา ระบบราชการ และการควบคุมมากเกินไป จิม คอลลินส์ ได้มุ่งที่ระเบียบวินัยพื้นฐานสามด้านภายในองค์การ เราสามารถจะสร้างรากฐานของระเบียบวินัยได้ต่อเมื่อเรามีบุคคลที่เหมาะสมภายในรถโดยสารเท่านั้น บุคคลที่มีระเบียบวินัยด้วยตัวพวกเขาเอง ระเบียบวินัยสามด้านเหล่านี้คือ บุคคลที่มีระเบียบวินัย ความคิดที่มีระเบียบวินัย และการกระทำที่มีระเบียบวินัย


6 แนวคิดของเม่น
แนวคิดที่ตกผลิกและเรียบง่ายจะเกิดขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการตัดกันของวงกลมสามวง : 1 เราได้ลุ่มหลงเกี่ยวกับอะไร 2 เราสามารถทำอะไรได้ดีที่สุดภายในโลก และ 3 แรงขับเคลื่อนที่ดีที่สุดของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเราคืออะไร การปฏิรูปจากบริษัทที่ดีไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ดีสอดคล้องกับแนวคิดของเม่นสิ่งที่สำคัญคือบริษัทไม่เพียงแต่จะรู้ว่าอะไรที่พวกเขาสามารถเป็นได้ดีที่สุดภายในโลก แต่จะต้องรู้ว่าอะไรที่พวกเขาไม่สามารถเป็นได้ดีที่สุดภายในโลกด้วย เราจะต้องเป็นดีที่สุดภายในธุรกิจแกนของเรา ิเราจะต้องค้นหาความสามารถที่เราจะทำได้ดีที่สุดภายในโลก และจากนั้นละทิ้งความสามารถอื่นอะไรก็ตาม แม้แต่ความสามารถนั้นจะเป็นความสามรถแกนของเราในขณะนี้เราจะต้องเข้าใจแรงขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเรา สิ่งที่สำคัญคือการรู้ถึง “ตัวหารทางเศรษฐกิจ” อัตราส่วนเดียวที่กระทบมากที่สุดการถามคำถามว่าถ้าเราจะต้องเลือกอัตรสวนเดียวเท่านั้นที่มีผลกระทบมากที่สุด ต่อจากนั้นอัตราส่วนนั้นคืออะไรแนวคิดของเม่นจะอยู่บนรากฐานของนิทานเปรียบเทียบกรีซโบราณที่ได้เล่าว่า สุนัขจิ้งจอกจะรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่เม่นจะรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว สุนัขจิ้งจอกจะใช้กลยุทธ์หลายอย่างพยายามจะจับเม่น แต่ทุกครั้งมันจะเดินออกไปด้วยความพ่ายแพ้ สุนัขจิ้งจอกจะไม่เคยเรียนรู้ว่าเม่นได้รู้จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียวได้อย่างไร : การป้องก้นตัวเองด้วยการหดตัวกลมเพื่อที่จะเอาเอาหนามแหลมออกมา จิม คอลลินส์ ได้อธิบายการปฏิรูปของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ด้วยแนวคิดของผลกระทบของล้อตุนกำลัง ด้วยการให้เรามองภาพล้อตุนกำลังใหญ่และหนัก – จานโลหะใหญ่มากติดตั้งกับเพลา เส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ฟุต หนา 2 ฟุต น้ำหนัก 5,000 ปอนด์ การดันล้อตุนกำลังให้รวดเร็วและนานเท่าที่จะเป็นไปได้จุดสำคัญคือมันต้องใช้เวลาและรวมความพยายามของบุคคลหลายคนตัดสินใจและทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อที่จะบรรลุความสำเร็จ ภาพพจน์ของล้อตุนกำลังจะแสดงถึงการปฏิรูปภายในบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ตรงกันข้ามภาพพจน์ของวงล้อหายนะจะแสดงถึงการปฏิรูปภายในบริษัทอื่นที่ไม่บรรลุความสำเร็จ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักจะเริ่มดำเนินการแผนงานใหม่ ด้วยการป่าวประกาศและความมุ่งหมายที่โอ้อวดจะจูงใจบุคคล – จะมองเห็นแผนงานเหล่านี้ล้มเหลวที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนเท่านั้น พวกเขาจะดันล้อตุนกำลังไปทิศทางหนึ่ง ต่อจากนั้นจะหยุด และเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางใหม่ ต่อจากนั้นพวกเขาจะหยุด เปลี่ยนแปลงแปลงไปสู่ทิศทางใหม่อีก ภายหลังจากการแกว่งไปแกว่งมาอยู่หลายปี บริษัทเหล่านี้ได้ล้มเหลวที่จะสร้างแรงเหวี่ยงไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ และได้ตกลงไปอยู่ภายในวงจรแห่งความหายนะบริษัทที่ยิ่งใหญ่รับรู้ว่าเราจะไม่มีการกระทำอย่างเดียวที่ขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้ แต่มันจะเป็นลำดับของการกระทำที่สะสมที่บวกเพิ่มแก่ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจและยั่งยืน จิม คอลลินส์ จะอ้างว่ามันเป็นเหมือนลัอตุนกำลัง ผลกระทบของล้อตุนกำลัง ล้อตุนกำลังจะใหญ่ หนัก เสียงดังเอี้ยด ตอนเริ่มต้นเราจะดัันมันได้ยาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะให้มันหมุน แต่กระนั้นเมื่อมันได้เริ่มต้นหมุน และเราได้ใช้แรงอย่างต่อเนื่อง หมุนมันไประยะหนึ่ง มันจะสร้างแรงเหวี่ยงและกลายเป็นหมุนเร็วขึ้นและเร็วขึ้นภายใต้วิถีทางเดียวกัน นานหลายปีบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ทำงานหนักด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้อง ความก้าวหน้าเริ่มแรกจะช้า และตลอดเวลามันจะสร้างแรงเหวี่ยง จนในที่สุดบริษัทได้ไปถึงจุดแห่งความยิ่งใหญ่ การสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่จะใช้เวลานาน เวลาเฉลี่ยของบริษัทที่จะบรรลุความยิ่งใหญ่คือเจ็ดปี เราจะไม่มีเรื่องราวของความสำเร็จเพียงข้ามคืน
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







