ปัญหาความมั่นคง กรณีศึกษา : การก่อการร้ายในมุมมองอิสลามและการตั้งรับของโลกมุสลิมต่อกระแสอิสลามโมโฟเบีย

แนวคิดของอิสลามว่าด้วยการก่อการร้าย
การก่อการร้ายคือ การทำร้ายที่เกิดขึ้นโดยบุคคล กลุ่มหรือประเทศชาติ ด้วยการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ทั้งในทางศาสนา ชีวิต ทรัพย์สิน สติปัญญา และศักดิ์ศรี รวมถึงการทำให้รู้สึกหวาดกลัว การสร้างความเดือดร้อน ข่มขู่และคุกคาม เข่นฆ่าโดยมิชอบ การปิดเส้นทางและการปล้น การกดขี่ข่มเหง การขู่กรรโชกเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายในการก่ออาชญากรรมด้วยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในสังคมมนุษย์ การสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพ ความมั่นคงปลอดภัย ในจำนวนนี้ยังรวมถึงรูปแบบของการสร้างความเสียหายให้แก่สภาพแวดล้อม อาคาร ทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล การทำลายทรัพยากรของประเทศและระบบนิเวศน์ต่างๆ ทั้งหมดนี้ คือการสร้างความหายนะที่พระเจ้าได้ทรงห้ามเอาไว้ในดำรัสของพระองค์ว่า
“และจงอย่าแสวงหาความหายนะบนแผ่นดินนี้ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงโปรด (โกรธกริ้ว) บรรดาผู้บ่อนทำลาย”
ส่วนหนึ่งของการก่อการร้ายก็คือ การก่อการร้ายหรือรุกรานของชาติหนึ่งต่ออีกชาติหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการก่อการร้ายอันรุนแรงที่กระทำโดยยิวไซออนนิสต์ในปาเลสไตน์ การก่อการร้ายของเซอร์เบียต่อบอสเนียเฮอร์เซโกวินา และโคโซโว การก่อการร้ายชนิดดังกล่าวเป็นการก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามต่อความสงบสันติในโลกมากที่สุด ดังนั้นสมัชชานิติศาสตร์อิสลาม จึงเห็นว่าการเผชิญหน้าและการต่อสู้กับการก่อการร้ายดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้ถูกกระทำที่จะป้องกันตนเอง
อิสลามได้กำหนดวิถีทางของการแก้ปัญหาและการป้องกันสังคมจากความเลวร้ายนี้ก่อนกฎหมายและธรรมนูญอื่นทั้งหมด อันดับแรกที่สุดคือการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการปกป้องศาสนา ชีวิต ทรัพย์สินและสติปัญญาของพวกเขา ด้วยการวางกรอบที่ชัดเจน และสั่งห้ามมิให้ละเมิดต่อสิ่งดังกล่าว
“และผู้ใดที่ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์ ดังนั้นพวกเขาคือผู้ที่อธรรม
เพื่อให้การคุ้มครองนี้มีความสมบูรณ์ อิสลามห้ามการละเมิดสิทธิของผู้อื่นและห้ามกระทำทุกอย่างที่ไม่ยุติธรรมหรืออธรรม
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าแท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามฉันนั้น คือสิ่งต่างๆ ที่ชั่วช้าและน่ารังเกียจ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยมิชอบธรรม”
และห้ามอย่างเด็ดขาดในการสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่นและสร้างความหายนะบนหน้าแผ่นดิน โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นดินแดนของมุสลิมเท่านั้น
คำสอนของอิสลาม ได้ชี้นำให้บุคคลและกลุ่มบุคคลมีความเที่ยงธรรม และขจัดความเบี่ยงเบน ความสุดโต่งและสิ่งที่เป็นสาเหตุของสองประการดังกล่าวอันมีต้นตอมาจากความคลั่งศาสนา เพราะนั่นคือความหายนะอย่างแน่นอน ในเรื่องนี้ท่านศาสนทูตแห่งอิสลามได้เตือนชาวมุสลิมเอาไว้ว่า
พวกเจ้าจงระวังความคลั่งในศาสนา เพราะแท้จริงสิ่งที่ทำให้ชนรุ่นก่อนต้องพินาศ ก็คือความคลั่งในศาสนานั่นเอง
อิสลามป้องกันความคิดชั่วร้ายซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อน การข่มขู่คุกคาม การเข่นฆ่าทำลายล้าง และการก่อการร้ายโดยมิชอบ
พระเจ้าไม่ได้ทรงห้ามการทำดีและการไปมาหาสู่กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ตราบใดที่ชนกลุ่มนั้นไม่ก่อสงคราม หรือขับไล่มุสลิมออกจากดินแดนของพวกเขาเอง
อัลลอฮ์มิได้ทรงห้ามมิให้พวกเจ้าทำดีและให้ความเป็นธรรมกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อสู้/ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และมิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้คงไว้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ
อิสลามได้เน้นว่า ผู้ที่เริ่มสร้างความไม่เป็นธรรมด้วยวิธีใดก็ตาม ถือว่าเป็นผู้ที่ละเมิดและอยุติธรรม ผู้ใดที่ให้การสนับสนุนผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้อธรรมด้วยเช่นกัน
มาญิด คาดูรี ในหนังสือ สงครามและสันติภาพในอิสลาม หน้า 214 กล่าวว่าอิสลามได้เปลี่ยนแนวคิดแบบเก่าของชาวอาหรับในเรื่องดารุล-ฮัรบ์ หรือแดนข้าศึกมาเป็นดารุล-อิสลามหรือแดนแห่งสันติแล้ว ซึ่งพยายามที่จะนำเสนอศาสนาอิสลามให้แก่ทุกคนในโลก ความสำเร็จอันดับแรกสุดคือการรวมเอาชาติต่างๆ ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามมาอยู่ภายในกลุ่มของตนเอง เพื่อว่าจะได้เลิกมีสงครามกลางเมืองเสียที เพื่อสร้างสันติภาพระหว่างประชาชาติอิสลามต่างๆ อิสลามมุ่งที่จะนำเอาความสงบเช่นนั้นมาสู่โลก ดังนั้น ความมุ่งหมายของญิฮาด ก็คือสันติภาพในโลก และนั่นก็คือผลของมันในขั้นสุดท้าย
ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ญิฮาดไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการก่อการร้ายแต่อย่างใด จำต้องย้ำไว้ในที่นี้ว่าการก่อการร้ายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยวิธีการรุกรานหรือการเข่นฆ่าต่างๆ ในทุกๆ สถานการณ์นั้น ไม่เป็นที่อนุมัติในอิสลาม ในทางตรงกันข้ามอิสลามส่งเสริมให้บรรดาผู้ที่ได้รับการกดขี่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสรภาพของพวกเขา และยังบัญชาให้มุสลิมช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่และผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่ทั้งนี้อิสลามไม่อนุญาตให้กระทำการเข่นฆ่าผู้ที่ไม่ได้ร่วมทำสงครามและผู้บริสุทธิ์
ชัยค์ (Sheikh) อัซฮัร มุฮัมมัด ซัยยิด ฏอนฏอวีย์ กล่าวยืนยันแก่นักวิจัยจากประเทศไทยว่า “ศาสนาอิสลามปฏิเสธความรุนแรงและการก่อการร้ายในทุกรูปแบบ อิสลามเรียกร้องไปสู่การให้อภัยและการประนีประนอม การให้ความร่วมมือช่วยเหลือ การทำความรู้จักเชื่อมสัมพันธ์ต่อกันและความยุติธรรม อิสลามจะอยู่เคียงข้างผู้ถูกอธรรมจนกว่าผู้ถูกอธรรมจะได้รับความเป็นธรรม
การก่อการร้ายไม่ใช่ญิฮาด แต่เป็นฟะซาด (การก่อความวุ่นวายเสียหาย) ซึ่งตรงข้ามกับหลักคำสอนของอิสลาม อิสลามเป็นศาสนาที่ต้องการสร้างระเบียบโลก เพื่อจะทำให้มนุษยชาติทั้งมวล (ทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิม) สามารถดำรงชีวิตด้วยความยุติธรรม ความลงรอยสามัคคีและมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน อิสลามได้ให้แนวทางและชี้แนะแก่ชาวมุสลิมในการแสวงหาสันติภาพ ทั้งในการดำรงชีวิตในสังคมและส่วนตัว อีกทั้งยังบอกพวกเขาให้ขยายความเป็นมิตรที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น และมุสลิมก็ปฏิบัติตามหลักการนี้มานานหลายศตวรรษแล้ว
ความหมายทั่วไปของการก่อการร้าย
คำว่าก่อการร้ายถูกใช้อย่างมากมายเพื่อจะประณามและบ่งบอกถึงพฤติกรรมของคู่ปรปักษ์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ มีอยู่บ่อยครั้งที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ ซึ่งถูกท้าทายมุ่งที่จะขยายความหมายของลัทธิการก่อการร้ายให้รวมถึงรูปแบบต่างๆ ของการประท้วงที่จัดตั้งขึ้นมาด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม
กรณีดังกล่าวเห็นได้ในประเทศแอฟริกาใต้อันเป็นรัฐบาลที่ถือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของคนขาว ซึ่งในที่สุดก็หนีไม่พ้นจุดจบด้วยการถูกต่อต้านจากคนผิวดำที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนำโดยเนลสัน เมนเดลลา ในทำนองเดียวกันรัฐบาลหลายรัฐบาลใช้คำว่าก่อการร้ายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการกระทำที่ผิดพลาดในประเทศและโยนปัญหาให้เป็นประเด็นภายนอกประเทศ
ดังนั้นจึงมีวลีที่ว่า “ผู้ก่อการร้ายวันนี้ก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพในวันพรุ่ง” “สำหรับคนบางคนที่ทำการก่อการร้ายนั้นเป็นวีรบุรุษของอีกคนหนึ่ง” ฯลฯ ทำให้การนิยามเป็นไปยากยิ่ง แง่มุมที่สลับซับซ้อนนั้นอยู่ที่การนิยามระหว่างคำว่านักต่อสู้เพื่ออิสรภาพและผู้ก่อการร้าย
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาให้ความหมาย “การก่อการร้าย” ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงหรือขู่จะใช้ความรุนแรงอย่างมีแผนการ เพื่อสร้างความหวาดกลัว บังคับขู่เข็ญรัฐบาลหรือสังคมเพื่อสร้างผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ผู้ก่อการจึงไม่ยึดกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งไม่มีคนหรือสถานที่ใดรอดพ้นจากการโจมตีได้
ในเวลาเดียวกัน นอม ชมสกี (Noam Chomsky) ในหนังสือเรื่อง Necessary IIIusions Thought Control In Democratic Societies ได้วิพากษ์วิจารณ์การก่อการร้ายโดยรัฐไว้ว่า การก่อการร้ายคือการก่อการร้ายที่ทำโดยศัตรูที่เป็นทางการ เมื่อสหรัฐอเมริกาและบริวารของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนการก่อการร้าย การก่อการร้ายนั้นก็คือการปกป้องมนุษยชาติและสิทธิมนุษยชน สื่อสารมวลชนของสหรัฐอเมริกาก็จะทำการขยายความเพื่อปกป้องการก่อการร้ายโดยรัฐของสหรัฐอเมริกา โดยปกปิดการทำลายล้างอันร้ายกาจของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา เพิกเฉยต่อแก่นแท้ของปัญหา กลบเสียงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้ายเสีย เมื่อมองดูอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่าความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่จะทำลายประเทศอื่นที่มีอธิปไตย โดยเอาสันติภาพมาเป็นข้ออ้างนั้นเป็นเรื่องเก่าแก่เท่ากับตัวของประวัติศาสตร์ทีเดียว แต่อยู่ภายใต้เครื่องปกปิดที่ประดับประดาเอาไว้อย่างดี[11]
เมื่อกล่าวถึงนิยามของการก่อการร้ายจะพบว่าปัญหาสำคัญจะอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้กระทำและใครเป็นผู้นิยาม ในเมื่อโลกปัจจุบันนี้ควบคุมโดยชาติที่มีอำนาจเพียงบางชาติ การกระทำของชาติมหาอำนาจที่มีอำนาจครอบคลุมอาจถือว่าเป็นความชอบธรรม ส่วนการกระทำที่นิยามโดยฝ่ายอื่นอาจเป็นสิ่งไม่ชอบธรรมก็ได้ ดังตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่เซนต์ ออกัสติน (St. Augustine) ได้บันทึกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
ครั้งหนึ่งโจรสลัดถูกจับกุมและถูกนำตัวมาพิจารณาลงโทษต่อหน้าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander The Great) พระเจ้าอเล็กซานเดอร์จึงถามโจรสลัดว่า “เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ปล้นสะดมรบกวนชาวบ้าน? โจรสลัดจึงย้อนถามขึ้นทันทีว่า “แล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้รุกรานปล้นสะดมผู้คนทั้งโลก? ข้าถูกเรียกว่าโจรก็เพราะข้าใช้เรือลำเล็กๆ ออกปล้นสะดมผู้คน เจ้าออกรุกรานปล้นสะดมผู้คนโดยใช้กองทัพเรือขนาดใหญ่ แต่เจ้ากลับถูกเรียกว่าจักรพรรดิ”
ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเลือกประณามการก่อการร้ายอย่างมีอคติของฝ่ายมหาอำนาจ โดยการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากโลกที่กำลังพัฒนา การก่อการร้ายนี้จะหมดไปก็ต่อเมื่อโรคร้ายได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและได้รับการบำบัดหรือกำจัดรากเหง้าของปัญหาอย่างถูกวิธี
ที่ผ่านมากลุ่มอัล-กออิดะฮ์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก่ออาชญากรรมอย่างอุกอาจมากที่สุดของโลก แต่ผู้นำของกลุ่มที่ล่วงลับไปแล้วอย่างอุซามะฮ์ บินลาดิน ก็เป็นเพียงมุสลิมคนหนึ่งในอีกหลายๆ คนที่ไม่พอใจนโยบายของชาติมหาอำนาจที่มีต่อโลกอิสลาม จนไม่สามารถอดทนต่อไปได้จึงพยายามตอบโต้โดยใช้ความรุนแรงในนามของศาสนา แม้ว่าบินลาดิน จะสามารถปลุกเร้าและดึงดูดความสนใจจากประชมคมโลกมุสลิมได้ไม่น้อย แต่มวลชนมุสลิมส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดสุดโต่งของเขา
ที่ผ่านมาชาวยิวได้รับการยกย่องให้เป็น “กลุ่มนักรบเพื่อเสรีภาพ” เพราะสามารถสถาปนารัฐอิสราเอลทับซ้อนดินแดนปาเลสไตน์ได้สำเร็จ แต่พอเมื่อชาวปาเลสไตน์ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปลดปล่อยดินแดนที่ถูกยึดครองอย่างไม่ชอบธรรม พวกเขากลับถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทันที ดังนั้นชาวมุสลิมจึงมีความคิดอยู่เสมอว่าอคติที่มีต่อมุสลิมยังคงมีอยู่จำนวนมากในรายงานข่าวของตะวันตกและสื่อทางการค้าในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ นวนิยาย หรือวารสาร ชาวมุสลิมถูกแสดงภาพออกไปเหมือนกับเป็นคนคลั่งศาสนา และมีอยู่บ่อยๆ ที่เป็นผู้ก่อการร้าย การแสดงภาพออกไปอย่างผิดๆ อย่างจงใจส่วนใหญ่จะมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อยทีเดียว
การก่อการร้ายโดยใช้ศาสนา
การก่อการร้ายโดยใช้ศาสนา (Religious terrorism) ปรากฎอยู่ในทุกๆ ศาสนา และได้แสดงให้เห็นอยู่ในกิจการต่างๆ ของกลุ่มผู้เคร่งจารีตอย่างสุดโต่ง ทั้งในหมู่ชาวคริสเตียน ชาวฮินดู และชาวพุทธ รวมทั้งในกลุ่มศาสนาของชาวยิวไซออนิสต์ (Religious Zionists) และกลุ่มมุสลิมอย่างอัลกออิดะฮ์ (al-Qaida) และกลุ่ม IS ส่วนใหญ่ของผู้ก่อการร้ายทางศาสนาจะสนับสนุนการผสมผสานระหว่างศาสนากับจุดมุ่งหมายทางวัตถุ ตัวอย่างเช่น การได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การใช้ข้อกำหนดของกฎหมายศาสนาหรือการได้มาซึ่งพื้นที่หรือเขตแดน ผู้ก่อการร้ายใช้คัมภีร์ทางศาสนา คำสอนหรือตำราเพื่อหาเหตุผลให้กับการได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ที่เป็นการแข่งขันกันให้กับพวกเขาซึ่งบ่อยครั้งเป็นเรื่องของดินแดน[13]
นิยามการก่อการร้ายในโลกมุสลิม
แม้ว่าองค์การความร่วมมืออิสลามจะประณามการก่อการร้ายและยืนกรานที่จะต่อสู้กับการก่อการร้ายระหว่างประเทศ แต่องค์การความร่วมมืออิสลามหรือ OIC ก็มิได้มีการนิยามการก่อการร้ายโดยปล่อยให้การนิยามเป็นภารกิจของสหประชาชาติ
เหตุผลที่ไม่มีการนิยามในเรื่องการก่อการร้ายโดย OIC ก็เนื่องมาจาก OIC ยืนกรานว่าการพลีชีพด้วยระเบิดฆ่าตัวตายของชาวปาเลสไตน์ (Palestinian Suicide Bombers) เพื่อต่อต้านผู้ยึดครองดินแดนไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็นการก่อการร้าย ในขณะที่มหฏิร โมฮัมมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียถือว่าการพลีชีพด้วยระเบิดฆ่าตัวตายของชาวปาเลสไตน์ พร้อมๆ ไปกับชาวอิสราเอลและผู้ที่กระทำความผิดในการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ในขณะเดียวกันก็ประณามการก่อการร้ายสากลที่กระทำความผิด โดยกลุ่มบุคคลของรัฐ และปฏิเสธการเชื่อมโยงอิสลามและมุสลิมกับการก่อการร้าย ทั้งนี้ในคำประกาศกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur Declaration) ว่าด้วยการก่อการร้ายนั้นจะไม่รวมถึงขบวนการของประชาชนที่ต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อต่อต้านการครอบครองของต่างชาติ การรุกรานของลัทธิอาณานิคมและการมีอำนาจนำ (Hegemony) โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปลดปล่อยและการกำหนดใจตนเองที่เป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ
ในการขานรับต่อการก่อการร้ายนั้น OIC ยังต้องประเมินถึงความสัมพันธ์กับสองปรากฎการณ์ทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นในโลกมุสลิมด้วย กลุ่มแรกได้แก่การเกิดขึ้นของขบวนการชาตินิยมทางศาสนา (Religio-nationalist) อย่างเช่นขบวนการฮามาส (Hamas) หิซบุลลอฮ์ (Hizbullah) และขบวนการแยกดินแดนชาตินิยมอย่างในกรณีภาคใต้ของไทย แคชมีร (Kashmir) และภาคใต้ของฟิลิปปินส์และกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มเคร่งจารีตทางศาสนาอย่างสุดโต่ง เช่นอัล-กออิดะฮ์ ฏอลิบาน IS และกลุ่มนักรบทางศาสนาในปากีสถานและเอเชียกลาง เป็นต้น
อิมติยาซ ยูสุฟ (Imtiyaz Yusuf) ได้กล่าวถึงสองแง่มุมของศาสนาที่มีพื้นฐานมาจากชาติพันธุ์ (Religion Based Ethmic) และลัทธิชาตินิยมทางศาสนา (Religious Nationalism) เอาไว้อย่างเห็นภาพว่า
ความสำเร็จของการปฏิวัติอิสลามในอีหร่านเมื่อปี 1979 และการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) เมื่อปี 1989 แสดงให้เห็นถึงการปรากฏตัวของสถานการณ์โลก สถานการณ์ดังกล่าวได้เข้ามาแทนโลกสองขั้ว (Bipolar World) ของสมัยสงครามเย็น นอกจากนี้สถานการณ์ข้างต้นยังแสดงให้เห็นไม่เฉพาะแต่ลักษณะการเกิดขึ้นของพลังทางเศรษฐกิจ การล่มสลายของอาณาจักรเก่าและการลดความสำคัญของลัทธิคอมมิวนิสต์ลงไปเท่านั้น แต่ยังได้เห็นการปรากฎตัวของอัตลักษณ์ที่จำกัดอยู่บนเรื่องของชาติพันธุ์และการภักดีต่อศาสนา อีกครั้ง สิ่งนี้เห็นได้ในกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาและขบวนการแยกดินแดนอย่างความขัดแย้งที่เห็นกันในเซอเบีย-บอสเนีย (Serbian-Bosnian Conflict) และขบวนการก่อความไม่สงบในทางใต้ของประเทศฟิลิปปินส์และภาคใต้ของประเทศไทยและขบวนการชาตินิยมทางศาสนาอย่างเช่นกองทัพสาธารณรัฐไอริช (Irish Republican Army) ทางตอนใต้ของไอร์แลนด์ ฮามาสในปาเลสไตน์ ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ชาตินิยมพุทธในศรีลังกา และเมียนมาร์ ขบวนการภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ในอียิปต์ ญะมาอัตตีอิสลามี (Jamaat-e-Islami) ในปากีสถาน ญะมาอะฮ์ อิสลามิยะฮ์ (Jamaah Islamiyah) ในอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภารัตติยะชะนะตะ (Bharatiya Janata Party) หรือขบวนการฮินดุตวา (Hindutva Movement) ในอินเดียและกลุ่มไซออนิสต์แนวศาสนาในอิสราเอลอย่างเช่นกลุ่มกัช (Kach) กุชห์ อีมูนิม (Gush Emunim) ชาส (Shas) และยิซราเอล เบอิเตอินู (Yezrael Beiteinu) ที่กล่าวมาข้างต้นพบว่าขบวนการที่ใช้ศาสนา 2 ขบวนการมีวาระทางการเมืองต่างกัน คือขบวนการทางชาติพันธุ์ศาสนาแสวงหาการจัดตั้งเขตปกครองอิสระภายในรัฐที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว หรือรัฐอิสระผ่านการแยกดินแดน ในขณะที่ขบวนการชาตินิยมทางศาสนาแสวงหารัฐที่วางพื้นฐานอยู่บนศาสนาเพื่อเข้ามาแทนรัฐทางโลกในระบอบประชาธิปไตยสังคมนิยมหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบรวบอำนาจ โดยใช้การตีความศาสนาในทางการเมือง
กลุ่มสุดโต่งที่นับถือศาสนาอิสลามจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลในประเทศมุสลิมที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก ข้อเรียกร้องของพวกเขาเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมิได้มีความแตกต่างไปจากแนวทางของฝ่ายประชาธิปไตยมุสลิม ความแตกต่างอยู่ที่ว่าฝ่ายสุดโต่งจะใช้วิธีการที่รุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดมุ่งหมายเดียวกัน ในขณะที่มุสลิมฝ่ายประชาธิปไตยเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงผ่านวิธีการทางการเมือง
ด้วยเหตุนี้ OIC จึงแยกแยะระหว่างขบวนการมุสลิมชาตินิยมอย่างในกรณีของชาวปาเลสไตน์แม้ว่าชาวปาเลสไตน์จะนำเอาวิธีการที่รุนแรงมาใช้ก็ตามกับกลุ่มอิสลามที่ใช้ความสุดโต่งอย่างเช่น อัล-กออิดะฮ์ ฏอลิบานและญะมาอะฮ์ อิสลามิยะฮ์และกองกำลังอิสลาม (IS) ที่ใช้การก่อการร้ายและต่อต้านการปกครองของผู้นำรัฐในประเทศมุสลิมออกจากกัน การที่ OIC ปฏิเสธที่จะเห็นด้วยกับนิยามของตะวันตกในเรื่องการก่อการร้ายวางอยู่ในความจริงที่ว่าการนิยามดังกล่าวได้จัดให้ขบวนการชาตินิยมมุสลิมไปอยู่คู่เคียงกับกลุ่มสุดโต่งมุสลิม ความจริงก็คือฝ่ายสุดโต่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐ ในขณะที่ขบวนการชาตินิยมเรียกร้องการกำหนดใจตนเอง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการรุนแรงเพื่อให้เป็นไปตามจุดหมายของพวกเขา แต่ความแตกต่างของสองฝ่ายวางอยู่ที่จุดมุ่งหมายทางการเมือง กลุ่มสุดโต่งผู้นับถือศาสนาอิสลามต้องการการเมืองแบบรัฐอิสลาม ในขณะที่ฝ่ายชาตินิยมต้องการสร้างรัฐชาติมุสลิมที่อิสลามมีอัตลักษณ์โดดเด่น แต่มิได้เป็นพื้นฐานอุดมการณ์ของรัฐ จุดมุ่งหมายของมุสลิมชาตินิยมก็ได้แก่บรรดากลุ่มต่างๆ ในปาเลสไตน์ บอสเนีย แคชมีร ภาคใต้ของฟิลิปปินส์และภาคใต้ของไทย ซึ่งต้องการสร้างรัฐชาติ ในขณะที่ฝ่ายสุดโต่งต้องการโค่นชาตินิยมมุสลิม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ OIC เผชิญกับสภาพเขาควายในแง่มุมของการนิยามการก่อการร้าย
เนื่องจาก OIC ประกอบขึ้นจากตัวแทนรัฐชาติของมุสลิม OIC จึงไม่ต้องการนำเสนอพวกชาตินิยมพร้อมๆ ไปกับพวกสุดโต่ง ในเวลาเดียวกัน OIC ก็หวาดกลัวความโกรธเคืองของพวกสุดโต่ง ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับพื้นฐานของ OIC เพราะว่าเวทีของ OIC มิได้เป็นการผนึกหรือเป็นเรื่องลัทธิอิสลามข้ามชาติ แต่เป็นลัทธิชาตินิยมมุสลิม ในขณะที่คนมุสลิมในระดับรากหญ้าจะไม่ยอมรับหรือรังเกียจทั้งสองฝ่ายเพราะผู้นำของชาติได้เปลี่ยนการเมืองไปเป็นแบบรวบอำนาจหรือเผด็จการ แต่ก็ล้มเหลวที่จะให้พื้นฐานที่จำเป็นของชีวิต ในขณะที่พวกสุดโต่งพยายามจะขยายความรุนแรงออกไป ด้วยเหตุนี้จึงทำลายโอกาสในการสร้างสังคมที่สงบสุข การพัฒนาทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็นผู้ที่ต่อต้านประชาธิปไตย ไม่เคารพสิทธิมนุษย์ชนและปฏิเสธเสรีภาพ
ในเรื่องการก่อการร้ายนั้นแม้จะมีคำนิยามต่างๆ อยู่มากมาย ชุมชนนานาชาติก็ยังตกลงกันไม่ได้ถึงนิยามที่ครอบคลุมและเป็นสากลของคำว่าการก่อการร้ายที่ยอมรับกันได้ ในบางครั้งการค้นหาคำนิยามของคำว่าการก่อการร้ายที่ครอบคลุมก็เป็นมายาภาพ ในขณะที่ไม่มีใครสงสัยเลยว่าทุกการกระทำของการก่อการร้ายไม่ว่าจะกระทำโดยบุคคล กลุ่มหรืออำนาจหน้าที่ของรัฐ ล้วนเป็นสิ่งที่ได้รับการประณามทั้งสิ้น ด้วยการต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่เข้มข้นในหลายๆ ส่วนของโลกผสมผสานกับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อไป ทำให้ปัญหาการนิยามคำว่าการก่อการร้ายยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้น ไม่มีคำนิยามใดที่ได้รับการยอมรับ ยกเว้นผู้นิยามเองจะพอใจ
อย่างไรก็ตาม คำว่าการก่อการร้ายที่ดูเหมือนจะนำความพอใจมาให้ทุกฝ่ายน่าจะหมายถึง การกระทำที่เป็นความรุนแรงต่อพลเรือน และการกระทำที่มากเกินไปจากผู้มีอำนาจหน้าที่ของรัฐ ที่เรียกกันว่าการก่อการร้ายโดยรัฐ
องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการต่อสู้กับการก่อการร้าย OIC มีบทบาทสำคัญในการนำเอายุทธศาสตร์การต่อสู้กับการก่อการร้ายมาใช้อย่างได้ผล ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าสมาชิกของ OIC เองก็ได้รับความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากการก่อการร้ายเช่นกัน หลายประเทศมองดูโลกอิสลามว่าเป็นโลกแห่งการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการมองแบบมีอคติ ทั้งนี้ OIC ได้พยายามชี้ชวนให้ชุมชนระหว่างประเทศเข้าใจว่าอิสลามกับการก่อการร้ายมิได้เป็นอย่างเดียวกันและไม่เคยเป็นมาก่อนและจะไม่เป็นเช่นนั้นด้วย
OIC ได้เน้นถึงประเด็นในการต่อสู้กับการก่อการร้ายไว้ดังนี้
- เน้นในการประณามการก่อการร้ายในทุกรูปแบบและปฏิเสธข้ออ้างใดๆ หรือการหาเหตุผลใดๆ เพื่อการก่อการร้าย พิจารณาถึงการก่อการร้ายว่าเป็นปรากฎการณ์ทางโลก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเผ่าพันธุ์ สีผิว หรือประเทศใดๆ และแยกมันออกไปจากเรื่องการต่อต้านอันชอบธรรมจากการครอบครองของต่างชาติ โดยไม่อนุญาตให้มีการสังหารพลเมืองที่บริสุทธิ์
- แนะนำการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ ครอบคลุมไปถึงกฎหมายของชาติและการนิติบัญญัติเพื่อที่จะทำให้ปฏิบัติการณ์ของการก่อการร้ายเป็นอาชญากรรมรวมทั้งผู้สนับสนุนทั้งในทางการเงิน หรือการปลุกปั่นให้มีการก่อการร้าย
- ในการประชุมของ OIC OIC ได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับการก่อการร้าย การร่วมมืออย่างแข็งขันในการใช้ความพยายามเพื่อตอบโต้การก่อการร้ายและความพยายามที่จะนำเอาข้อเสนอของการประชุมนานาชาติเรื่องการต่อสู้กับการก่อการร้าย ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงริยาฎ (Riyadh) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 มาใช้ รวมทั้งการตั้งศูนย์กลางเพื่อการต่อสู้กับการก่อการร้ายระหว่างประเทศขึ้น รวมทั้งข้อแนะนำจากการประชุมพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC ในเรื่องการก่อการร้ายซึ่งจัดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือนเมษายน ปี 2002
- สนับสนุนความพยายามในการพัฒนาประมวลพฤติกรรมในการต่อสู้กับการก่อการร้าย และการประชุมระหว่างประเทศหรือประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาสหประชาชาติเพื่อเน้นถึงความเห็นร่วมกันระหว่างประเทศในการสร้างยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเพื่อต่อสู้กับปรากฎการณ์ที่เป็นอันตรายนี้
การต่อสู้กับโรคเกลียดกลัวอิสลาม ในการต่อสู้กับเรื่องนี้ OIC ได้เน้นย้ำดังนี้
- ยืนกรานความรับผิดชอบของชุมชนระหว่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลทุกๆ รัฐบาล ยืนยันถึงการเคารพต่อทุกๆ ศาสนาและต่อสู้กับการใส่ร้ายป้ายสีของพวกเขา
- ยืนกรานถึงความจำเป็นที่จะต้องเผชิญกับโรคเกลียดกลัวอิสลามด้วยการก่อตั้งฝ่ายสังเกตการณ์ในสำนักเลขานุการของ OIC เพื่อตรวจตราทุกๆ รูปแบบของโรคกลัวอิสลาม ด้วยการออกรายงานประจำปีและยืนกรานถึงความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การที่ไม่ได้สังกัดรัฐบาล (NGOs) เพื่อที่จะเผชิญกับโรคกลัวอิสลาม
- สนับสนุนให้สหประชาชาติรับมติระหว่างประเทศในการต่อสู้กับโรคเกลียดกลัวอิสลามและเรียกร้องให้รัฐทุกรัฐแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อที่จะต่อสู้กับโรคเกลียดกลัวอิสลาม
- นำเสนอโครงสร้างและการสนทนาที่ยั่งยืนเพื่อที่จะหาค่านิยมที่ถูกต้องของอิสลามและให้อำนาจแก่ประเทศมุสลิมในสงครามต่อต้านด้านความสุดขั้วและการก่อการร้าย
ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชนชาตินั้นชาวมุสลิมเชื่อว่า การสนทนาคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและความบาดหมางระหว่างกัน ด้วยเพราะประชาชาติมุสลิมเป็นผู้มีศรัทธาในองค์อัลลอฮ์ (ศุบห์ฯ) จึงเข้าใจว่าการสนทนาคือกลไกหรือเครื่องมือหลักที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยนสร้างความรู้จัก การช่วยเหลือเกื้อกูล และการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น ร่วมกันใช้หลักแห่งจินตภาพและคุณค่าร่วมดังกล่าวเพื่อเป็นฐานในการสร้างความเข้าใจและการเกื้อกูลกัน
มุสลิมให้ความสำคัญกับการสนทนาเพื่อหาข้อยุติ สร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือระหว่างมนุษยชาติ ซึ่งล้วนมาจากบิดาเดียวกัน สันนิบาตโลกมุสลิมเชื่อว่า ภาษาแห่งการสนทนาคือสิ่งทดแทนภาษาแห่งความรุนแรงที่คุกคามมนุษยชาติ พร้อมกับเรียกร้องเชิญชวนสู่การสนทนาทางอารยธรรมเพื่อความสงบสันติของมนุษย์ชาติ ร่วมพัฒนาคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้สันนิบาตโลกมุสลิมตั้งข้อสังเกตว่าในบรรดาสิ่งที่จะทำให้การสนทนาเกิดประโยชน์นั้น ประโยชน์จากการสนทนาตามที่คาดหวังนั่นคือ
- มนุษยชาติมีความเท่าเทียมกันตั้งแต่กำเนิด ทั้งในด้านเสรีภาพเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และสิทธิต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา สีผิวหรือเพศ
- มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ภาระหน้าที่ของอำนาจการปกครอง คือการปกป้องสังคม และพัฒนาศักยภาพสู่ความศิวิไลซ์
- ธรรมชาติของมนุษย์ ผลักดันให้พวกเขาค้นหาข้อเท็จจริงของจุดประสงค์ และบั้นปลายสุดท้ายของการมีชีวิต
- การศรัทธาในการมีอยู่ของข้อเท็จจริงทางจริยธรรมดั้งเดิม และสามารถพบได้ในตัวมนุษย์ทุกคน
- OIC พยายามที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาการก่อการร้ายดังต่อไปนี้ ประการแรก OIC มุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับการก่อการร้าย และขานรับต่อพัฒนาการต่างๆ ในด้านที่มีผลต่อชาวมุสลิมหลังจากการโจมตีเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน (9/11) ปี 2001 ประการที่สอง OIC ได้เรียกร้องให้ใช้มาตรการ ในการต่อสู้กับการก่อการร้ายระหว่างประเทศที่มีมาช้านาน รวมทั้งประมวลข้อปฏิบัติ (Code of Conduct) ในการต่อสู้กับการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ในการประชุมของ OIC เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายสากลนั้น OIC ได้กล่าวถึงคำนิยามของการก่อการร้าย การประกาศสมัยประชุมพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC ครั้งที่ 9 รวมทั้งมติที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
- นอกจากนี้ OIC ยังได้ยืนกรานอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นต่อหลักการและคำสอนที่ถูกต้องของอิสลามที่ว่าด้วยการรุกราน คำนิยามของสันติภาพและความเคารพ อย่างเช่นข้อห้ามในการสังหารผู้บริสุทธิ์และปฏิเสธความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะนำเอาอิสลามและมุสลิมไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายไม่มีส่วนอยู่กับศาสนา อารยธรรมหรือเชื้อชาติใดๆ รวมทั้งย้ำว่าปฏิบัติการณ์ป้องกันเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายต้องไม่นำไปสู่เรื่องราวของชาติพันธุ์หรือศาสนาใดๆ หรือทำให้ชุมชนใดตกเป็นเป้า OIC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการกล่าวถึงสาเหตุเบื้องต้นของการก่อการร้ายโดยได้เรียกร้องให้เห็นว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะไม่ได้รับความสำเร็จถ้าหากปล่อยให้มีบรรยากาศที่จะนำไปสู่การทำให้การก่อการร้ายเฟื่องฟู ซึ่งรวมทั้งการยึดครองของต่างชาติ การครอบครองอย่างอยุติธรรมและการกีดกัน OIC มุ่งมั่นที่จะทำตามหลักการที่มีอยู่ในกฎบัตรของสหประชาชาติ รวมทั้งหลักการของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ให้ความเคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญาและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
- นอกจากนี้ OIC ยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศและโดยความร่วมมือกับนานาชาติในการต่อสู้กับการก่อการร้ายอีกด้วย
- ที่ผ่านมา OIC ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายเช่น OIC ได้ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งขจัดการคุกคามของการก่อการร้ายในดินแดนต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกันอย่างเช่นความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลสถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถาน
หากพิจารณาจากเกรแฮม ฟุลเล่อร์ (Graham E.Fuller) ในเรื่องการนำเอาศาสนามาใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองก็จะพบว่าศาสนาสามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการก่อการร้าย เขาได้ให้ทรรศนะในเรื่องนี้เอาไว้ว่าการที่ตะวันตก มุ่งความสนใจไปที่การก่อการร้ายในนามของอิสลามถือเป็นเรื่องของการมีความจำสั้น ทั้งนี้ก็เพราะที่ผ่านมาเราจะพบว่านักจรยุทธ์ชาวยิวใช้การก่อการร้ายเพื่อต่อต้านชาวอังกฤษในปาเลสไตน์ ฮินดูทมิฬไทเกอร์ของศรีลังกา (Sri Lankan Hindu Tamil Tigers) เป็นผู้คิดค้นเรื่องการใช้ระเบิดฆ่าตัวตายขึ้นมาและมากกว่าทศรรษที่นำพาโลกไปสู่การกระทำดังกล่าว รวมถึงการสังหารนายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี (Rajiv Khandhi) ผู้ก่อการร้ายชาวกรีกใช้ปฏิบัติการของตนเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาในเอเธนส์ ผู้ก่อการร้ายที่มีการจัดตั้งโดยชาวซิกส์เป็นผู้สังหารนางอินทิรา คานธี จนสร้างความโกลาหลขึ้นในอินเดีย และสร้างฐานของพวกเขาขึ้นในต่างประเทศคือในแคนาดา และนำเอาสายการบินอินเดียที่บินเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกลงจอด ผู้ก่อการร้ายชาวเมซิโดเนีย เป็นที่หวาดเกรงไปทั่วบอลข่านก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ I การสังหารผู้คนนับเป็นโหลๆ ในศตวรรษที่ 19 และตอนต้นของศตวรรษที่ 20 กระทำโดยพวกอะนาคิสต์ของยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ปลูกฝังความหวาดกลัวร่วมกันขึ้นมา กองทัพสาธารณรัฐไอริชใช้วิธีการก่อการร้ายที่น่าหวาดกลัวต่ออังกฤษมาเป็นทศวรรษอย่างที่นักรบจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ในเวียดนามกระทำต่อชาวอเมริกัน คอมมิวนิสต์มาลายากระทำต่อทหารอังกฤษในทศวรรษ 1950 ผู้ก่อการร้ายเมาเมา (Mau Mau) ที่ต่อต้านทหารอังกฤษในเคนย่า รายชื่อยังมีให้เห็นอีกมาก ทั้งนี้ยังมิได้เห็นว่าชาวมุสลิมกระทำการก่อการร้ายแต่อย่างใด
แม้แต่ประวัติศาสตร์การปฏิวัติปัจจุบันนี้ก็ต่างกันมาก ตามรายงานของยูโรโพล (Europol) การโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย 498 ครั้งเกิดขึ้นในสหภาพยุโรปในปี 2006 ในจำนวนนี้ 424 ครั้งกระทำการโดยกลุ่มแยกดินแดน 55 ครั้ง โดยฝ่ายหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายและ 18 ครั้งโดยผู้ก่อการร้ายอื่นๆ เพียงครั้งเดียวที่กระทำโดยคนมุสลิม
ควรจะบันทึกไว้ด้วยว่า ความจริงแล้วทุกๆ ความน่าหวาดหวั่นหลักๆ ของศตวรรษที่ 20 นี้เกือบทั้งหมดจะมาจากรัฐบาลทางโลกเป็นการเฉพาะอย่างเช่นการกระทำของลีโอโปลด์ II แห่งเบลเยี่ยมในประเทศคองโก ฮิตเล่อร์ มุสโสลินี เลนินและสตาลิน เมาเจ๋อตุง และพอลพต นอกเหนือจากส่วนอื่นๆ ของโลกแล้ว ชาวยุโรปนั่นเองที่ได้มาเยือน “สงครามโลก” ของพวกเขาถึงสองครั้ง
บางคนในวันนี้อาจมีความปรารถนา “โลกที่ปราศจากอิสลาม” ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง หากโลกนี้ปราศจากอิสลามความขัดแย้งความเป็นปรปักษ์ และวิกฤตการณ์ต่างๆ ของโลกก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจากวิกฤตการณ์ที่เรารู้จักกันในวันนี้แต่อย่างใด
สำหรับโฉมหน้าใหม่ของการต่อสู้ที่มาจากแรงผลักดันทางศาสนานั้นเริ่มต้นด้วยขบวนการที่รู้จักกันในภาษาของตะวันตกว่า ลัทธิการรวมอิสลาม (Pan-Islamism) ได้เปิดตัวขึ้นในช่วงทศวรรษ 1860 จนถึง 1870
ในเวลาต่อมาชาวมุสลิมบางกลุ่มอาจได้ตัวอย่างมาจากชาวเยอรมนีและอิตาลีที่ได้รับความสำเร็จมาจากการรวมชาติก็ได้ อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมร่วมสมัยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยืนยันถึงนิยามและวัตถุประสงค์ของพวกเขาเองในทางศาสนาและความเป็นพวกมากกว่าความเป็นชาตินิยมหรือเรื่องความรักชาติ แต่จากการขยายตัวของอิทธิพลของยุโรปและการศึกษา ความคิดเหล่านี้หยั่งรากลงและชั่วขณะหนึ่งได้มีอิทธิพลทั้งในทางวาทกรรมและการต่อสู้ในดินแดนมุสลิม กระนั้นอัตลักษณ์ทางศาสนาและความภักดียังคงรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง และพวกเขาได้พบว่ามันแสดงออกในขบวนการทางศาสนาหลายขบวนการ ที่เด่นชัดได้แก่ขบวนการภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brothers) พร้อมกับความล้มเหลวของอุดมการณ์ต่างๆ ทางโลกที่ถูกกล่าวขวัญถึง พวกเขาเรียนรู้ถึงความสำคัญใหม่และขบวนการเหล่านี้ได้เข้ามาแทนที่การต่อสู้ของนักต่อสู้หลายคนซึ่งมาจากนักชาตินิยมที่ประสบความล้มเหลว






