สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ 3

สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ ๓ — ถ้าเคเบิลถูกตัดทีละเส้น โลกจะรับมืออย่างไร
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
ยุทธศาสตร์ที่น่ากลัวกว่าการทำลายพร้อมกัน
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงหลายรายชี้ว่า การทำลายสายเคเบิลทีละเส้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองนั้นอันตรายกว่าการทำลายพร้อมกันทั้งหมด เหตุผลคือมันสร้าง ‘leverage’ ที่วัดได้และควบคุมได้ ฝ่ายโจมตีสามารถเริ่มจากสายที่มีผลกระทบน้อยก่อน สร้างสัญญาณเตือนที่ชัดเจน แล้วเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเผชิญกับการตอบโต้อย่างเต็มที่ในทันที
ในทางยุทธศาสตร์ การตัดสาย ๔ ใน ๑๗ เส้นแล้วหยุดรอ แตกต่างอย่างมากจากการตัดทั้งหมดพร้อมกัน เพราะในกรณีแรก ฝ่ายโจมตียังมีไพ่เหลืออีก ๑๓ ใบในมือ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังประเมินว่าจะตอบสนองแค่ไหน ในขณะที่เส้นทางสำรองที่เหลืออยู่กำลังรับภาระเกินขีดจำกัดอยู่
เมื่อซ่อมไม่ได้ยิ่งกว่าสายขาด
ปัญหาที่ถูกมองข้ามในการวิเคราะห์ส่วนใหญ่คือ วิกฤตที่แท้จริงในปี ๒๕๖๙ ไม่ได้อยู่ที่สายถูกตัด แต่อยู่ที่การซ่อมแซมเป็นไปไม่ได้ Alcatel Submarine Networks (ASN) บริษัทฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้รับเหมาวางสายเคเบิลรายใหญ่ที่สุดในโลก ออกหนังสือ force majeure แจ้งลูกค้าทุกรายว่าไม่สามารถปฏิบัติงานในอ่าวเปอร์เซียได้เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหาร
เรือซ่อมเคเบิลใต้น้ำเป็นยานพาหนะพิเศษที่ต้องจอดนิ่งในพื้นที่ที่เกิดเหตุนานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ต้นทุนซ่อมแต่ละจุดอยู่ที่ ๑–๓ ล้านดอลลาร์ และทั่วโลกมีเรือลักษณะนี้เพียง ๔๐–๕๐ ลำ ในสภาวะสงครามที่ทั้งทะเลแดงและฮอร์มุซกลายเป็นเขตสู้รบ เรือเหล่านี้ไม่สามารถเข้าซ่อมได้แม้แต่เส้นที่ขาดก่อนสงครามจะเริ่ม
สายเคเบิลที่ขาดในกันยายน ๒๕๖๘ เส้นหนึ่งยังไม่ได้ซ่อมจนถึงวันนี้ — เจ็ดเดือนและนับต่อไป
เส้นทางสำรอง: มีแต่ไม่เพียงพอ
เมื่อเส้นทางตะวันตกผ่านทะเลแดงขัดข้อง ระบบ BGP (Border Gateway Protocol) จะทำการ reroute อัตโนมัติภายในเวลาไม่กี่นาที โดยส่งข้อมูลไปทางตะวันออกผ่านเส้นทางแปซิฟิก ฟังดูเหมือนวิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่มีข้อจำกัดสำคัญ ๓ ประการที่นักวิชาการด้านเครือข่ายเตือนไว้
ประการแรกคือเรื่อง latency เส้นทางตะวันออกเพิ่มเวลาหน่วงอย่างน้อย ๒๐๐ มิลลิวินาที สำหรับธุรกรรมทางการเงิน real-time trading หรือระบบควบคุมอุตสาหกรรม ความล่าช้าขนาดนี้ไม่อาจยอมรับได้ในทางเทคนิค ประการที่สองคือความจุ สายเคเบิลแปซิฟิกถูกออกแบบมาเพื่อรับการจราจรระหว่างเอเชียกับอเมริกา ไม่ใช่เพื่อรับทราฟฟิกที่ redirect มาจากเส้นทางเอเชีย–ยุโรปทั้งหมด ประการที่สามคือค่าใช้จ่าย การเช่าความจุบนเส้นทางสำรองในภาวะฉุกเฉินมีราคาสูงกว่าปกติมาก
ดาวเทียม Starlink และระบบ LEO (Low Earth Orbit) อื่น ๆ ถูกพูดถึงบ่อยว่าเป็นทางออก แต่ในความเป็นจริง ความจุรวมของดาวเทียมทั้งโลกยังน้อยกว่าสายเคเบิลใต้น้ำเส้นเดียวหลายพันเท่า ดาวเทียมใช้ได้ดีสำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ไม่สามารถทดแทนแบนด์วิดท์ระดับ Terabit ที่สายเคเบิลให้ได้
กรณีศึกษา: TalayLink และขอบเขตที่แท้จริงของมัน
TalayLink คือโครงการสายเคเบิลใหม่ที่ Google ประกาศในพฤศจิกายน ๒๕๖๘ เชื่อมออสเตรเลียกับไทยผ่านมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกของช่องแคบซุนดา ชื่อมาจากคำไทยว่า ‘ทะเล’ สถานีขึ้นฝั่งในไทยจะอยู่ที่ภาคใต้ของประเทศ โดย International Gateway Co., Ltd. (IGC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ALT Telecom ได้รับมอบหมายให้เชื่อมสายเข้ามายังประเทศไทย
ในทางทฤษฎี TalayLink เมื่อเสร็จสมบูรณ์จะเปิดเส้นทางสำรองที่ไม่ผ่านทะเลแดง โดยวิ่งจากไทยลงใต้ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ผ่านมัลดีฟส์ เกาะคริสต์มาส ไปยังออสเตรเลีย แล้วอีกเส้นแยกไปเชื่อมต่อกับโอมานผ่านโครงการ Dhivaru ของ Google อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญ ๒ ประการ: หนึ่ง ยังไม่มีวันแล้วเสร็จที่ชัดเจน และสอง เส้นทางผ่านโอมานในที่สุดก็ยังอยู่ใกล้กับโซนความขัดแย้ง







