สงครามวัฒนธรรม

สงครามวัฒนธรรม
ท่านผู้อ่านรู้จักสงครามวัฒนธรรมไหมครับ สงครามวัฒนธรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามที่มีมานานแต่ในอดีต ในด้านหนึ่งระดับความรุนแรง ความเสียหายที่สร้างไม่ได้น้อยไปกว่าสงครามที่ใช้อาวุธเข่นฆ่ากันอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ที่มีคนตายนับสิบล้านร้อยล้านคน ในอีกด้านหนึ่งถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ สงครามวัฒนธรรมก็สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่โลกไม่น้อย
สงครามวัฒนธรรมถูกใช้ทั้งเพื่อตอกย้ำความชอบธรรมในการทำสงครามด้วยอาวุธและเพื่อกลืนวัฒนธรรมของชาติอื่นให้ชื่นชมวัฒนธรรมของตน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
สงครามวัฒนธรรมแรก ๆ ที่เรารู้จักกันดี แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นสงครามก็คือเรื่องแจ็กกับต้นถั่ว ที่ถูกเขียนขึ้นโดย Benjamin Tabart ในปี ค.ศ.1807 ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ ของการล่าอาณานิคมและถูกนำมาเขียนเป็นนิทานก่อนนอนโดย Joaseph Jacobs ในปี 1890
แจ็กกับต้นถั่วเป็นนิทานที่พวกเราหลายคนรู้จักกันดี แจ็กเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับแม่ วันหนึ่งเมื่ออดหยากปากแห้ง แม่ก็ให้ขายวัวที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร แต่ระหว่างทางแจ็กกลับเอาไปแลกกับถั่ว 3 เม็ด แม่โกรธมากโยนเม็ดถั่วทิ้ง ตกกลางคืนเม็ดถั่วเหล่านั้นก็ค่อย ๆ งอกสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อแจ็กปีนต้นถั่วขึ้นไปจึงพบกับปราสาทของยักษ์และขโมยทรัพย์สมบัติที่เป็นทองคำกลับมา ยักษ์รู้เข้าจะตามมาเอาของ ๆ ตนคืน แจ็กจึงตัดต้นถั่วทิ้งและยักษ์ตกลงมาตาย แจ็กกับแม่ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจากทรัพย์สมบัติของยักษ์ที่ตนเองขโมยมา
ฟังอย่างผิวเผินเรื่องของแจ็กกับต้นถั่วก็สนุกดี แจ็กเป็นวีรบุรุษผู้ฆ่ายักษ์ที่ถูกวาดภาพให้เป็นผู้ร้าย แต่ถ้ามองให้ลึก แจ๊กเป็นโจร เป็นฆาตกร ยักษ์เป็นเหยื่อของความโลภ และความโหดร้าย
ในยุคล่าอาณานิคม เรื่องราวของแจ็กเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกราน ปล้นชิงทรัพย์สินของผู้อื่นที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากตน แจ็กคือกองกำลังของนักล่าอาณานิคม เป็นวีระบุรุษ ต้นถั่วคือเรือปืนที่ใช้ล่องทะเลไปในแดนไกล และยักษ์คือคนแปลกหน้าต่างเผ่าพันธุ์ที่ใช้ชีวิตของตนเองอย่างสงบ แต่โชคร้ายที่มีทรัพย์สมบัติที่นักล่าอาณานิคม ซึ่งหิวกระหายอยากได้ ทำให้ต้องจบชีวิตลง สูญสิ้นเอกราชและความเป็นชาติไปในที่สุด
บทบาทของสงครามวัฒนธรรมมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันที่หนังฮอลลีวู้ดเข้ามารับบทบาทต่อจากนิทานก่อนนอน
ในยุคหลังสงครามโลกที่ยังมีเยอรมันตะวันออก-ตะวันตก เราจะเห็นตัวร้ายในหนังเป็นทหารเยอรมัน ทหารญี่ปุ่น ในยุคสงครามเย็นเราเห็นคนรัสเซียกับจีนเป็นผู้ร้ายอยู่บ่อย ๆ ในยุคสงครามตะวันออกกลาง คนอาหรับหนวดเครายาวใส่โต้ปก็กลายเป็นผู้ร้าย
แต่ไม่ว่าผู้ร้ายจะเปลี่ยนไปอย่างไร พระเอกจะเป็นอเมริกันอยู่เสมอ พระเอกที่เป็นคนชาติอื่นอย่างเจมส์ บอนด์ที่เป็นคนอังกฤษมีไม่มากนัก
ในสหรัฐอเมริกาเองก็จะเห็นจอห์นเวย์น เล่นเป็นเคาบอย เป็นพระเอกขี่ม้าไล่ยิงอินเดียนแดงอยู่บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องจริงแล้วโลกรู้ดีว่าใครเป็นผู้ร้ายใครเป็นพระเอก
ขอให้สังเกตว่า ระยะหลังผู้ร้ายในหนังฮอลลีวู้ดเริ่มมีคนจีน คนอินเดีย เข้ามาเกี่ยวข้องในขณะที่คนรัสเซียก็ยังมีอยู่บ้าง ใคร ๆ ก็รู้ว่าจีนและอินเดียกำลังจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขึ้นมาทาบรัศมีกับสหรัฐและยุโรป และสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับรัสเซียก็ยังไม่จบลง อีกไม่นาน เราคงจะได้เห็นหนังที่มีคนอิหร่านเป็นผู้ร้ายมากขึ้น เพราะปัญหานิวเคลียร์อิหร่านที่โลกยังหาทางออกไม่ได้
ในปัจจุบัน มีหลายประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของสงครามวัฒนธรรม ในยุโรปมีฝรั่งเศส ในเอเชียมีเกาหลีใต้ ทั้งสองประเทศได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างดี สร้างภาพยนตร์ ละคร และสารคดี เพื่อต้านวัฒนธรรมฮอลลีวู้ดและเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและการท่องเที่ยว
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยเองก็ทำสงครามวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านดูหนังไทย ละครไทย ฟังเพลงไทย ผ่านรายการโทรทัศน์ไทย เด็ก ๆ ในประเทศเหล่านั้นร้องเพลงชาติไทยได้คล่องไม่แพ้เด็กไทย สินค้าไทย เทปไทย จึงขายได้ดีในประเทศเหล่านี้
ผู้อ่านอาจจะสงสัยโต้แย้งสิ่งที่ผมเขียนมาแต่ต้นว่าสงครามวัฒนธรรมมีความรุนแรง สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าสงครามที่ใช้อาวุธ เพราะเมื่ออ่านตั้งแต่ต้นก็ยังไม่เห็นมีข้อมูลว่ามีคนเจ็บ คนตายจากสงครามวัฒนธรรมมากไปกว่ากันอย่างไร
ผมขอยืนยันสิ่งที่กล่าว เพราะสิ่งที่สงครามวัฒนธรรมทำลายนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นจิตวิญญาณ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้เราเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ มองสิ่งที่ถูกเป็นผิด มองสิ่งที่ผิดเป็นถูก และหลงลืมวัฒนธรรมของชาติและเผ่าพันธุ์ตนเอง อำนาจทำลายล้างที่สงครามวัฒนธรรมมี ความเสียหายที่มันสร้าง จึงไม่ได้น้อยไปกว่าสงครามที่ใช้อาวุธเลย
โดย รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์

