สงครามอ่าวเปอร์เซีย 2026: จากสนามรบถึงโต๊ะเจรจาลับ ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 คำปรารภและเป้าหมายที่แท้จริงของทรัมป์
ทหารประชาธิปไตย
ในขณะที่สงครามกำลังดำเนินอยู่ ทรัมป์ปรารภในหลายโอกาสว่าเขา “ต้องการน้ำมันอิหร่าน” ถ้อยคำนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ซ่อนความหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่าที่คิด และเปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์สงครามทั้งหมด
“ต้องการน้ำมัน” หมายความว่าอะไรกันแน่?
ต้องแยกให้ชัดว่าทรัมป์หมายถึงอะไร เพราะมีความหมายได้สามระดับที่ต้องการวิธีการแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระดับแรกคือต้องการให้น้ำมันอิหร่านไหลสู่ตลาดโลกเพื่อกดราคาน้ำมันลง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ผู้บริโภคสหรัฐโดยตรง ระดับที่สองคือต้องการให้บริษัทน้ำมันสหรัฐเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำมันอิหร่าน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ และระดับที่สามคือต้องการควบคุมการไหลของน้ำมันอิหร่านเพื่ออำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์
ทรัมป์กำลังรอ “จังหวะเครดิตสูงสุด”
สิ่งที่หลายคนมองว่าทรัมป์ “รีรอ” หรือ “ถูกอิสราเอลลากจมูก” นั้น ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก ทรัมป์กำลังเล่นเกมหลายโต๊ะพร้อมกัน โดยใช้สงครามเป็นทั้งไพ่ต่อรองและเครื่องมือสร้างเครดิต
เหตุผลแรกที่ทรัมป์ยังไม่ยุติสงครามคือการรอต่อรองดีลลับ ยิ่งอิหร่านเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ดีลที่ได้ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น นี่คือ Art of the Deal แบบที่ทรัมป์เข้าใจ — ไม่หยุดกดดันจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมในเงื่อนไขที่ต้องการ
เหตุผลที่สองคือการรอให้ราคาน้ำมันถึงจุดที่เจ็บปวดพอ แล้วประกาศดีลที่ทำให้ราคาลด ทรัมป์จะได้เครดิตทางการเมืองมหาศาลในประเทศ และผลประโยชน์จากข้อมูลภายใน แต่สิ่งที่คนมักมองข้ามคือทรัมป์ไม่ได้ต้องการเครดิตเฉพาะในประเทศ เขาต้องการเครดิตระดับโลก
เครดิตระดับโลกที่ทรัมป์กำลังรอ
สงครามนี้ทำให้เอเชียตะวันออกเจ็บหนักที่สุด ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียกว่า 60-70% ของความต้องการทั้งหมด อินเดียที่เคยซื้อน้ำมันอิหร่านราคาถูกก็ถูกบีบให้เลือกข้าง ยุโรปเดือดร้อนสองชั้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อที่ยังไม่หาย และประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกเจ็บปวดที่สุดแต่เสียงเบาที่สุด
วันที่ทรัมป์ประกาศหยุดยิงและราคาน้ำมันร่วง ทุกประเทศในโลกจะรู้สึกทันที เขาจะได้เครดิตจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรีอินเดีย และผู้นำยุโรปพร้อมกัน ในโลกที่ทุกคนเกลียดทรัมป์ นี่คือโอกาสหายากมากที่จะได้รับการยกย่องจากทั่วโลกพร้อมกัน
ยิ่งกว่านั้น ถ้าหยุดสงครามใหญ่และเปิดทางเจรจานิวเคลียร์อิหร่านได้สำเร็จ แรงกดดันให้มอบโนเบลสันติภาพแก่เขาจะสูงมาก และทรัมป์รู้ดีว่านั่นคืออะไร — มันคือตำแหน่งในประวัติศาสตร์ที่เงินซื้อไม่ได้
อย่างไรก็ตามทรัมป์อาจไม่มีเวลานานพอที่จะรออย่างนั้นและต้องสั่งถอนตัวในเร็ววัน ซึ่งจะทำให้เครดิทที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้วยิ่งเสียหายหนัก โดยเฉพาะกับพันธมิตร
ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และอิสราเอล
แต่แรงกดดันจากอิสราเอลดึงไปคนละทิศทาง อิสราเอลไม่ได้ต้องการแค่หยุดอิหร่าน แต่ต้องการ “อิหร่านที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง” คือรัฐบาลที่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล ยุบ IRGC และตัดความสัมพันธ์กับพร็อกซีทั้งหมดอย่างถาวร
ทรัมป์ต้องการอิหร่านที่ “เจ็บแต่ยังอยู่” เพื่อเซ็นดีล ขณะที่อิสราเอลต้องการอิหร่านที่ “พังจนเปลี่ยนธรรมชาติ” ซึ่งอิหร่านที่พังขนาดนั้นไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจพอจะเซ็นดีลอะไรได้ สองเป้าหมายนี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงในเชิงตรรกะ ทว่าอิสราเอลที่เสียหายเพิ่มขึ้นในทุกมิติ อาจต้องยอมถอยเพื่อรักษาประเทศ
บทสรุปตอนที่ 2: ทรัมป์ไม่ได้แค่รีรอ เขากำลังรอ “ช่วงเวลาที่ดราม่าสูงสุด” จุดที่โลกทั้งโลกกำลังเจ็บปวด ทุกสายตาจับอยู่ที่เขา และเขาสามารถเดินออกมาประกาศสันติภาพแบบที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ยุติสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่21 แต่เวลาไม่เข้าข้างเขา







