รีวิว“มหาศึกชิงบัลลังก์”– อีกหนี่ง”ทีวี ซีรีย์”ก้องโลก

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
รีวิว“มหาศึกชิงบัลลังก์”– อีกหนี่ง”ทีวี ซีรีย์”ก้องโลก
ผมไม่ถนัดวิจารณ์ภาพยนต์นัก แม้จะชอบดูหนัง มาแต่รุ่นกระทง โดยเฉพาะ”หนังขายยา”ดูฟรี จำได้ว่าเคยหนีย่า ไปดูหนังเรื่อง”อีนาคพระโขนง” น่ากลัวมาก หนังเลิกแล้วไม่กล้ากลับบ้าน หลับไปกับเพื่อนๆที่หน้าจอหนังนั่นแหละ ถึงบ้านตอนเช้า โดนฟาดหลังลาย สาสมกับความหลอนที่แสนสนุกนั้น
เคยเขียนครั้งแรกใน”สยามรัฐ”เรื่อง Love story ซึ่งฝรั่งชื่นชมว่าเป็นหนังรัก-โศกระดับคลาสสิก แต่ผมวิจารณ์ว่า มาตรฐานดี สู้หนังรัก-โศกไทยไม่ได้เลย งานอย่างนี้หนังไทยกินขาด โดยเฉพาะหนังที่แสดงโดย”วิไลวรรณ วัฒนพานิช”
ผมถาม”เสถียร จันทิมาธร”บรรณาธิกาข่าวบันเทิง”สยามรัฐ”ตอนนั้นว่า ข้อเขียนผมเป็นอย่างไร ที่อุตส่าห์ลงตีพิมพ์ให้ “พี่เถียร”ตอบสั้นๆ สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกว่า ”พอได้มั้ง” ผมจึงแทบไม่เขียนอีกเลยหลังจากนั้น เพราะคิดว่า”เอาดี”ทางสายข่าวบันเทิงไม่ได้แน่
มาเที่ยวนี้ ลองเขียนถึงหนังซีรีย์”ฟอร์มใหญ่”โด่งดังไปทั่วโลกอีกเรื่อง นั่นก็คือ “มหาศึกชิงบัลลังก์” มีชื่อในภาคภาษาอังกฤษว่า Game of the thrones ซึ่งใครต่อใครโจษจันถึง จนรางเลือนกันไปหมดแล้ว
ความจริง”โทรทัศน์ต่อเนื่อง” หรือ “ทีวี ซีรีย์” เรื่องนี้เป็นหนังสือมาก่อน เรื่อง”เกมล่าบัลลังก์” เขียนโดย “จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน“ แต่ผมไม่เคยอ่าน เมื่อนำมาดัดแปลงเป็น “ทีวี ซีรีย์” ก็ขยายเรื่องยืดยาว เพราะคนสร้างและคนชมล้วนสนุกสนาน ดูกันทั่วโลกหลายล้านคน เป็นนิยายการเมืองเชิงเพ้อฝัน เหตุการณ์สมมุติ เกิดขึ้นบนแผ่นดินสมมุติ หลังยุคเหล็กก่อนคริสตกาล เกี่ยวข้องกับผู้คนหลากเผ่าพันธุ์ หลายภาษาและวัฒนธรรม อาศัยอยู่ในทวีป”เวสเตอรอส”และ”เอสซอส”ซึ่งมีภูมิประเทศอยู่ในเขตหนาวและเขตอุ่น ล้อมรอบด้วยทะเล กระจัดกระจายไปด้วยนครรัฐ ที่มีราชาปกครอง มีการทำสงครามรุกรานแย่งชิงดินแดน ชิงเมืองและ”เล่นการเมือง”แย่งครองราชบัลลังก์ ด้วยการเดินเกมต่างๆ รวมทั้งการใช้การแต่งงานระหว่างตระกูล เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจและสร้างพันธมิตร
ศูนย์กลางของเรื่องนี้ อยู่ที่ “คิง’ส แลนดิง”เมืองหลวงของ”หกอาณาจักร”บนทวีป”เวสเตอรอส”เมืองใหญ่มีประชากรมาก ราวหนึ่งล้าน
ผมเพิ่งได้มีโอกาสดู “ทีวี ซีรีย์”เรื่องนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนจบทั้งแปดภาค (8 seasons) ใช้เวลาดูสามวันสามคืน ดูจนจับไข้-ท้องเสีย เพราะแทบไม่ได้หลับได้นอนเลย
บอกได้เลยว่า”โคตรสนุก” แม้บางช่วงจะอืดไปบ้าง เช่น ตอนที่พยายามจะเล่าการฝึกวิทยายุทธ์”คนไร้หน้า”ของสาวน้อย”อาร์ยา สตาร์ก”และในตอนท้ายๆ เรื่อง ช่วงทำศึกกับซากภูตผีรวมทั้ง”ซอมบี” ยืดเรื่องจนครบหนึ่งตอน ในฉากรบมั่วๆและมืดๆ ทำให้เบื่อ ผมเลยข้ามไปดู ฉากหลังเสร็จศึกนี้เลย ว่ามีใครบ้างที่เสียชีวิตไปและตัวละครที่เหลือจะทะเลาะกันต่ออย่างไร
ที่อยากจะพูดถึงในที่นี้ ก็คือ”ความสนุก”ที่ได้จากสองทางคือ”บทสนทนา”กับ”ฉากรบ”แสนอลังการ ล้วนชวนให้ติดตาม
นี้ถือว่าเป็นเสน่ห์ของหนัง นอกเหนือไปจาก การปรากฏตัวของมังกรไฟ ภูตผีปิศาจและยักษ์ ที่สามารถดึง”คอหนังกลุ่มเด็ก”(รวมทั้งผู้สูงวัยอย่างผม)ให้ตามดู
บทสนทนาน่าทึ่ง ชิงไหวชิงพริบและตลกโปกฮา การใช้คำพูดโน้มน้าว คุกคาม ต่อรองและหักเหลี่ยม ที่มีอยู่ตลอดในหนังแต่ละตอน (Episode) ยั่วคนดู ทำให้ยิ่งอยากรู้ อยากตามต่อ
ในหลายบทสนทนา คำพูดของฝ่ายที่มีอำนาจเหนือ จะถูกต้องเสมอ แม้จะผิดคุณธรรม เช่น ระหว่างพ่อ(“ลอร์ดไทวิน ลานิสเตอร์”)กับลูกๆ เขาใช้ลูกทุกคนเป็นเครื่องมือ เดิน”หมากการเมือง”อย่างไร้คุณธรรม ไม่คำนึงว่าลูกๆ จะรู้สึกอย่างไร เจอชะตากรรมอย่างไร
เขาทำไปเพียงเพื่อแลกมาซึ่งอำนาจและความได้เปรียบ ยกตัวอย่าง ที่เขากล่าวกับลูกสาวคนโต “ราชินีเซอร์ซี ”แห่งเจ็ดราชอาณาจักรของทวีป”เวสเตอรอย”(เพื่อแสวงหาประโยชน์) ในรูปของการสอนสั่งว่า
“เราไม่จำเป็นต้องผูกมิตรกับคนที่เราไว้ใจหรอกนะ”
เมื่อลูกสาวถามว่า”แล้วเราจะไว้ใจใครได้เล่า”
“ก็ตัวเราเองเท่านั้น” เขาตอบง่ายๆ สั้นๆ ไม่แยแส ว่าลูกสาวจะซึมซับความผิด-ถูก ไปอย่างไร
นี่คือตัวอย่างเดียวในอีกหลายตัวอย่างของบทสนทนา ที่เอารัดเปรียบ โน้มน้าวเชิงบังคับ ทำให้ในที่สุด”ไทรีออน”ลูกชายแคระ ที่เขาเกลียดชังและพยามกำจัด ทนแรงกดดัน ทนความใจดำของพ่อไม่ได้ เลยคว้า”หน้าไม้”กระหน่ำเสียสองดอก นั่งตายจมโถส้วม ช่าง“สะใจโก๋” เสียจริงๆ
ยกอีกตัวอย่างหนึ่ง สะท้อนอำนาจในเชิงบังคับขู่เข็นเช่นกัน เมื่อ”ราชินีเซอร์ซี”สั่งให้เสนาบดีคลัง ไปเจรจาผลัดผ่อนการชำระหนี้จากธนาคารเหล็ก เพราะราชสำนักใช้จ่ายด้านการทหารและฟุ่มเฟือยเกินตัว ใกล้ล้มละลาย เสนาบดีคลัง ซึ่งเป็นพ่อราชินีของยุวกษัตริย์(ลูกสะใภ้ของ”ราชินีเซอร์ซี”) อิดออดรับปากว่ายินดีไป แต่”ราชินีเซอร์ซี”ก็กำชับให้เอาราชองครักษ์ไปคุ้มครอง แท้ที่จริงไปคอยคุมตัวเพราะกลัวหนีหน้าที่
อีกตัวอย่างของบทสนทนาที่เชือดเฉือนกันอย่างสุภาพ(ต้องชมกันเอาเอง ในที่นี้ไม่ขอยกตัวอย่าง ให้เยิ่นเย้อ) มีขึ้นระหว่าง”ราชินีเซอร์ซี”ที่เจ้าเล่ห์แสนกล กับหัวหน้านักบวช“ราชานกกระจอก”(High sparrow) ผู้ซอมซ่อแต่เฉียบแหลม มีสาวกมากหลาย มีความเชื่อใน”หลักศรัทธาทั้งเจ็ด”ชนิดสุดโต่งแบบพวก”ไอเอส” หรือ”ตอลิบัน” เน้นการลงโทษสาวกรุนแรง(ไม่ว่าใครจะเป็นชนชั้นใด ต่ำ-สูงแค่ไหน ถ้าประพฤติผิดหลักศาสนา จะไม่มีข้อยกเว้น เพราะในแง่ศาสนา ทุกคนเท่าเทียมกัน)
ในที่สุด“ราชินีเซอร์ซี”เกลี้ยกล่อม”ราชานกกระจอก”มาเป็นพวกสำเร็จ ด้วยการแลกเปลี่ยน เสนอสร้างกองกำลัง”ตำรวจศาสนา”(กองทัพศรัทธา)ขึ้นมาช่วยขจัดความชั่วร้ายในสังคมเมืองหลวง
แต่จริงๆ แล้ว เพื่อถ่วงดุลต่อรองกับกองกำลังของยุวกษัตริย์”ทอมเมน บาราธีออน”(ลูกชายสุดท้องของนางเอง)
ทว่างานนี้ “ราชินีเซอร์ซี”ที่ว่าฉลาดเฉลียวรอบคอบ ก็ยังพลาด(มองในแง่พุทธ คงจะเป็นเพราะเวรกรรมบดบัง) ในที่สุดตัวเธอเอง กลับถูก”กองทัพศรัทธา”จับเอาไปขัง แล้วถูกตัดสินให้นำตัวไป”ตระเวณบก”คือเดินแก้ผ้าล่อนจ้อนประจาน ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของสาธารณชน ฐานผิดบาปหลายอย่าง
แต่บาปที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ มีพฤติกรรม”เป็นชู้”ที่เรียกว่า incest กับน้องชายตนเอง อย่างต่อเนื่อง จนมีลูกด้วยกันถึงสามคนรวมทั้งยุวกษัตริย์”ทอมเมน” ซึ่งล้วนถูกเข้าใจว่า เป็นลูกกษัตริย์พระสวามีของเธอ(“โรเบิร์ต บาราธีออน”) และได้สืบบัลลังก์
นับว่าสร้างความขายหน้าต่อตัวเธอมากมายนัก ไม่มีความอับอายใดๆ จะมาเสมอเหมือนได้
ยุวกษัตริย์ลูกชายก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เพราะศรัทธาเชื่อถือในศาสนาของ”ราชานกกระจอก”ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
เรื่องจึงจบลงด้วยโศกนาฏกรรมใหญ่ คือ”ราชินีเซอร์ซี”ทำลายล้าง”กองทัพศรัทธา”ด้วยการระเบิดเผาวิหารวอดวายไปทั้งหมด “ราชานกกระจอก”ก็ไม่รอด รวมทั้งราชินีของยุวกษัตริย์ ซึ่ง”ราชินีเซอร์ซี”ถือว่าเป็นศัตรู ก็ถูกกำจัด ตายในกองเพลิง
ยุวกษัตริย์เสียใจมาก ถึงกับกระโดดหอคอยฆ่าตัวตายตาม ทำให้”ราชินีเซอร์ซี”เศร้าโศกยิ่งนัก
กรณีนี้ตั้ง”ตำรวจศาสนา”นั้น ดูเหมือนหนัง จะทำเพื่อเสียดสีความล้าหลังต่อความศรัทธาแบบสุดโต่ง ที่ยัง คงหลงเหลืออยู่บ้างทุกวันนี้ในบางประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน แม้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นต่อต้าน ไม่ยอมรับ
”ราชินีเซอร์ซี”(“ตัวร้าย”แกนของเรื่อง) จึงขึ้นครอง”บัลลังก์เหล็ก”แทนยุวกษัตริย์ สมดั่งที่ตั้งใจไว้
พอดี“ราชินีมังกร”ยกทัพมาประชิด เพื่อแย่ง”บัลลังก์เหล็ก”จากเธอต่อ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ โดยใช้มังกรพ่นไฟเผาเมืองอย่างไร้เมตตา ทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก ทั้งทหารและพลเรือน “ราชินีเซอร์ซี”ก็ตายด้วยพร้อมชู้รักจากอาคารถล่มใส่
แม้ก่อนหน้านั้น”ราชินีมังกร”ประกาศว่าจะมา”ปลดแอก”เมืองนี้ ให้ปลอดพ้นจากเผด็จการ จากความไม่เท่าเทียม เชิดชูเสรีภาพ เพื่อนั่งบัลลังก์เอง
ชัยชนะที่”ราชินีมังกร”ได้มา ทำให้เธอฮึกเหิม เกินที่จะคุมตนเอง ประกาศก้อง ใช้กองทัพมังกรของเธอ ยาตราไป”ปลดแอกโลก”ทั้งใบต่อ
พระเอกของเรื่องคือ“จอน สโนว์”เลยปักอกจบชีวิตเธอด้วยกริช เพราะไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ปลดแอก หากทำให้ชาวโลกผู้บริสุทธ์ ต้องเดือดร้อนไม่จบสิ้น (แม้เขาจะรัก”ราชินีมังกร”มากเพียงไร)
เห็นหรือยังครับว่า ยิ่งได้อำนาจ ก็ยิ่งหยิ่งผยอง มุ่งแสวงหาไม่รู้จบ
ผู้นำทางการเมืองคนใด ในยุคใด ตั้งเป้าหมายสืบอำนาจชนิดไม่จบสิ้น จงอย่าได้หวังเลยว่า จะมีคนชื่นชมชั่วกาลนาน แม้แต่คนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ก็สามารถทรยศหักหลังได้
ทีวี ซีรีย์เรื่อง”มหาศึกชิงบัลลังก์” นอกจากสนุก ถูกวิจารณ์ว่า“โชว์”ความโหดเหี้ยมผิดปกติแล้ว ยังมีฉากร่วมเพศโจ๋งครึ่มเกินไป (ไม่เหมาะกับเยาวชน) ไม่ว่าจะเป็นบทรักระหว่างชายกับหญิง ชายกับชาย หญิงกับหญิง ตาเฒ่ากับผู้เยาว์ หรือแม้แต่ขันทีกับหญิง ก็ไม่รู้ว่าในเมืองไทยเรา ก่อนจะแพร่ภาพ จัดการเซ็นเซอร์อย่างเข้มขัน หรือไม่อย่างไร
แต่สำหรับผม ณ วัยนี้ ก็ช่างหัวมันเถอะ…..แล้วก็แล้วกันไป
เขียนเรื่องนี้ยาวหน่อย เพราะลูกชายบ่นว่า ทำไมหลายเรื่องที่ผ่านมา”พ่อเขียนสั้นไป แถมไม่ค่อยปราณีต”
เอาเป็นว่า วันนี้พ่อเขียนแก้ตัวให้แล้วนะ….ไอ้ลูกชาย
อ่านแล้ว อย่าลืมให้คะแนนด้วยล่ะ







