ทุกข์ของแผ่นดินคือทุกข์ของคนไทย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทุกข์ของแผ่นดินคือทุกข์ของคนไทย
รู้สึกเป็นทุกข์ คือไม่สบายใจ ทนไม่ได้อย่างยิ่ง กับสถานการณ์คุกคาม รอบด้าน ที่กำลังเผชิญอยู่
คาดว่าคนไทยส่วนใหญ่ พากันรู้สึกอย่างผม คือมีอาการ”จิตตก” หลังพยายามตั้งคำถาม หาสาเหตุ แต่หาคำตอบได้ไม่ชัด สับสน เลยพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ทั้งนี้ ในหลายประเด็น ในหลากหลายอารมณ์ ที่ล้วนขุ่นมัว
หลายคนจึงหันไป”ทำใจ” โยนไปที่”วิบากกรรม”ในอดีตหรือชาติที่แล้ว แต่มีใครสักกี่คน ที่รีบกลับเนื้อกลับตัว สร้างกรรมใหม่ๆ ที่ดีๆเพื่อขจัดกรรมเลวในปัจจุบันและป้องกัน(มิให้เกิด)วิบากกรรมในอนาคต
หลายคนเชื่อ ว่าเป็นการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า ที่กำลังสอนบทเรียน ให้ชาวโลก ได้ตั้งสติ กลับไปพิจารณาใหม่ว่า เคยทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง จะได้รีบเร่งแก้ไขและยังพอมีเวลาทัน ก่อนที่”วันโลกาพินาศ”จะมาถึง ด้วยการเตือนผ่าน ความวิปริตทางธรรมชาติที่รุนแรงผิดปกติ ทั้ง ดิน น้ำ ลมและไฟ ดังที่เห็นแล้วในข่าว
แต่หลายคน ก็เอาแต่สวดอ้อนวอน ให้พระเจ้าช่วย โดยไม่แก้ไขอะไรในแง่การกระทำเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพยายามตั้งสติ ลองเข้าไปนั่งหัวใจผู้คน ผมก็พอจะตอบแทน ได้ว่าคนไทยกำลัง
๑ เผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโรค “โควิด 19”ที่รุกหนักข้อขึ้นอย่างน่ากลัว เป็น”ประถม”(เป็นเบื้องแรก)
๒ เผชิญกับปัญหาความอดอยากในวันนี้และวันหน้า เป็น”มัธยม”(เป็นเบื้องกลาง)และ
๓ รู้สึกรำคาญใจที่ต้องเผชิญกับการก่อความวุ่นวายทางการเมืองในสังคม เป็น”เตรียมอุดม”(เป็นเบื้องก่อนสุดท้าย)
ในที่หัวข้อที่ ๑ การแพร่ระบาดของ”โควิด 19”ในบ้านเราเดินมาถึงเกือบจุดสูงสุดเต็มทีแล้ว โดยวันนี้ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ติดเชื้อรายวันที่กว่า ๒๐,๐๐๐ รายและเสียชีวิตรายวัน ๑๘๘ ราย
ประเมินแนวโน้มได้ว่า จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกทั้งสองยอด ในขณะที่ยอดหายจากอาการป่วยรายวัน ยังไม่ถึง ๑๘,๐๐๐
เพราะฉะนั้น จำนวนเตียงจากผู้หายป่วย ถึงยังไงก็ยังไม่พอเพียงต่อการรองรับผู้ป่วยรายวัน ที่มีแต่เพิ่มขึ้น ต้องแก้ไขด้วยการแยกกักตัวในบ้านเอง
นอกไปจากนั้นก็คือ ในกรณีสำหรับเขตกทม.แยกนำตัวไปกักตัวไว้ที่”ศูนย์เฝ้ารอ”(เตียง)ในสถานที่ซึ่งอาสาสมัครชุมชน(ริเริ่มขึ้นแล้วหลายแห่งในกทม.)จัดสำรองไว้ตามโรงเรียน โดยมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์สาธารณสุข ในสังกัดสำนักอนามัย คอยไปดูแล ประเมินอาการเพื่อการรักษาที่เหมาะสม
ปัญหาสำคัญสำหรับสถานกักตัวตามชุมชน ก็คืออาหารการกิน ซึ่งแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยการขอบริจาค
ส่วนในแต่ละท้องถิ่นในต่างจังหวัด มีวิธีการอย่างไร เมื่อโรงพยาบาลเตียงไม่พอ ไม่สามารถรับตัวผู้ติดเชื้อไว้ได้ นอกเหนือไปจากการกักตัวในบ้าน ผมไม่มีข้อมูลครับ โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่จะให้บริการ จึงเป็นปัญหาที่ต้องหนักใจมาก
ถามว่าจะใช้วิธีรับอาสาสมัครมาใช้ เพิ่มเติมได้หรือไม่ ตอบว่าได้ แต่ก็เฉพาะในบางหน้าที่ บางตำแหน่งเท่านั้น
แต่สำหรับตำแหน่งแพทย์นั้น รับอาสาสมัครหน้าใหม่ไม่ได้แน่ เพราะต้องมีการศึกษา มีประสบการณ์ฝึกฝน ยาวนาน อาสาสมัครต้องมาจากผู้ที่เคยเป็นแพทย์เท่านั้น เช่นแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว
ความไม่เพียงพอในการให้บริการทางสาธารณสุข จึงเป็นปัญหาของรัฐบาล(ศบค.) ต้องวางมาตรการแก้ไข ให้แน่ชัดเจน เพื่อการปฏิบัติและขอใช้บริการ(ของราษฎร) โดยไม่มีทางปฏิเสธได้
ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย เละเทะ ปลอยให้ประชาชนไร้ที่พึ่งพา เพราะความทุกข์ครั้งนี้ เกิดขึ้นกับคนทุกระดับชั้น ไม่เลือกที่จะเกิดเฉพาะคนมั่งมีหรือคนยากจนเท่านั้น
แต่ถ้าหากเตรียมการไว้ดีแล้ว พร้อมแล้ว ก็ขออภัยครับ
ความทุกข์ของคนไทยจะลดลงได้ ก็ต่อเมื่อ ทางการสามารถควบคุมโรคนี้ไว้อยู่มือนั่นแหละ
ในหัวข้อที่ ๒ คนไทยต้องเผชิญกับความอดอยาก ทั้งในขณะนี้และในอนาคต หากสถานการณ์โควิด ลากยาวไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกินเงินเดือนของบริษัทเอกชนที่หยุดกิจการและแรงงานรับจ้างรายวัน พ่อค้าแม่ขายรายย่อย ที่มีรายได้จาการค้าขายอย่างเดียว
ผมไม่รู้แน่ชัดว่า คนจำพวกนี้มีอยู่เท่าไรและเดือดร้อนแค่ไหน
รู้แต่ว่า ณ เวลานี้ในเขตกทม.เรายังมีการแจกอาหารช่วยบรรเทาความอดอยาก กันอยู่อย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่รู้ว่า การทำเช่นนี้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไร
ดีที่คนเมืองส่วนหนึ่ง สามารถกลับภูมิลำเนาเดิม เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพต่อ ในพื้นที่กสิกรรมได้
แต่คนที่ไม่มีภูมิลำเนากลับ เขาสามารถอยู่กันอย่างไรนั้น ผมไม่เข้าใจ
เพียงแต่เดาว่า ภายในชุมชน คงมีการดูและช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี
จึงพอที่จะอยู่กันได้ ไม่ออกมาตีชิงปล้นสดมภ์ร้านค้า เหมือนในอาฟริกาใต้
แต่อีกไม่นานนักหรอกครับ ที่อาจเกิดอาชญากรรมเพิ่ม ถ้าหากไม่สามารถทำมาหากินได้ เพราะถูก”ล็อกดาวน์”เข้มงวด
เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกเลย ที่ทางการใช้มาตรการ”ล็อกดาวน”แล้วกลับไม่เข้มงวดมาก แต่ทำให้การติดเชื้อ แพร่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็ว คล้ายๆ กับว่าคนทั่วไปไม่กลัวตาย แต่กลัวอด จึงยังคงออกไปทำงานอยู่ ซึ่งเป็นช่องทาง นำพาเชื้อเข้าสู่ครอบครัว แล้วยกครัวป่วย
นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุ ที่ไปเพิ่มตัวเลขผู้ติดเชื้อ นอกเหนือไปจากติดเชื้อแบบกลุ่มก้อน ในโรงงานอุตหกรรมและค่ายคนงาน
มองในแง่เศรษฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนความอยู่รอดของชาติไว้คร่าวๆ
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เฉพาะในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโดยรวม ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากการแพร่ระบาดของโควิด การบริโภคของเอกชนยังคงอ่อนแอ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจรายได้ ก็ยังไม่ฟื้นตัวสักเท่าไร เพราะการจำกัดการเดินทางจากต่งประเทศ แต่การลงทุนเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังพออยู่ได้ การส่งออกสินค้าดีขึ้น
ฟังๆ ดูแล้ว ฐานะทางเศรษฐกิจไทยยังไม่ลำบากเท่าไร ซึ่งก็ต้องดูผลการประเมินในเดือนกรกฎาคมอีกทีหนึ่ง ช่วงที่การแพร่ระบาดเดินหน้าเต็มที่
อย่างไรก็ตาม สภาพการว่างงาน ฟังดูแล้วน่ากลัว โดยสถาบันวิจัยป๋วย อี้งภากรณ์ (เมษายน ๒๕๖๓) ระบุว่า แรงงานไทยกว่า ๖.๑ ล้านคน ได้รับผลกระทบจากมาตราการ”ล็อกดาวน์”ในรอบที่ ๑ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะต่ำ แม้จะไม่เลิกจ้างเป็นการถาวร
แต่เมื่อบางส่วนกลับไปภูมิลำเนาเดิมแล้ว งานการเกษตรไม่สามารถดูดซึมได้หมด จึงกลายเป็นการตกงานถาวรไป
ผมไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนว่า ในวันข้างหน้าสภาพความอดยากจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านทั่วไปมากน้อยแค่ไหน แต่ก็เกรงว่าจะเกิดแน่ๆ แม้ไม่เหมือนในเอธิโอเปียเสียทีเดียว
โครงการกระตุ้มเศรษฐกิจ ด้วยการกระจายเงินแจก เช่น “เราชนะ” หรือ”คนละครึ่ง”ทำได้เป็นครั้งคราว สามารถกระตุ้นการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ในลักณะจำกัดเท่านั้น
แต่ในระยะยาว การว่าจ้างงาน อย่างเต็มอัตราต่างหาก ที่จะเป็นคำตอบ ในขณะที่แรงงานระดับปริญญาตรีที่จบมาใหม่ๆ ไหลออกมา แต่ไร้ตำแหน่งงานรองรับ มาสองปีแล้ว
ภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคต จึงค่อนข้างจะมัวซัว แม้ภาวะแพร่ระบาดของไวรัส อาจเริ่มคลี่คลาย ในปลายปีหน้า หรือไม่ก็ต้นปีโน้น
ในหัวข้อที่ ๓ (ถ้าลืม โปรดกลับไปอ่านใหม่) คือความรำคาญที่มีต่อความวุ่นวายทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า รำคาญมากต่อการเคลื่อนไหวมาก ที่ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการการรณรงค์อย่างเต็มเหยียด มีเป้าหมายเพื่อแย่งชิงอำนาจ มากกว่า ที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของราษฎรอย่างแท้จริง แม้ว่าในบางสาระมุ่งหมาย เพื่อการปฏิรูปทางการเมือง
ทั้งนี้ ด้วยการนำเอาความบกพร่องทุกอย่างของรัฐบาล(แม้เป็นของจริง)มาโจมตี แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่ง เพื่อการติเพื่อสร้างสรรค์
จนในที่สุด นำเอาวัฒนธรรมดั้งเดิม ว่าด้วยความเคารพนับถือ มาบดขยี้ มองข้ามคุณค่าอย่างไม่แยแส รวมทั้งการนำเอาถ้อยคำผรุสวาทมาย่ำยีเบื้องสูง ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้ ทั้งนี้เพื่อแสวงหาแนวร่วมจากเยาวชน
นับเป็นการสร้างความแตกแยกขึ้นในชาติแบบ”เจาะลึก”โดยเฉพาะระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่และแม้แต่ภายในครอบครัวระหว่างลูกกับพ่อแม่
ถามว่านี่คือ การรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ ?
เอาเป็นว่า พยายามรณรงค์ทุกอย่าง เพื่อทำให้รัฐบาลเกิดความโกรธแค้น แล้วลงมือปรามปรามอย่างรุนแรง จนถึงเลือดเนื้อ เพื่อว่าจะได้ประณามว่า
“นั่นไงเผด็จการกดขี่”สมกับที่ตราหน้าเอาไว้
ใคร่เตือนว่า รัฐบาลจะลืมตัวไม่ได้ ว่ายังต้องทำหน้าที่ในการประคับประคองชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์”โควิด 19”ก่อนเป็นหลัก
ถ้าหาก “ลุแก่โทษะ” ใช้ความรุนแรงเลือดเดือด จัดการกับการชุมนุมต่อต้านและขับไล่เมื่อไร
เมื่อนั้น ”เข้าทาง”ฝ่ายที่อยากได้อำนาจทันที
ผมว่า การเปลี่ยนรัฐบาล จะด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องมีขึ้นแน่ ในอนาคต แต่ไม่ใช่วันนี้ครับ
ตอนนี้ มาร่วมมือกัน แก้ไข”ทุกข์ส่วนรวม”ว่าด้วยปัญหาโรคระบาดกันก่อน ซึ่งมีวิธี อย่างน้อยที่สุด ก็คือการร่วมมือกักตัวเอง ไม่ออกจากบ้านไป”แพร่เชื้อ”หรือ”รับเชื้อ”อย่างเคร่งครัด
เพราะตอนนี้ “ทุกข์ของแผ่นดิน คือทุกข์ของคนไทย”ทั้งชาติครับ







