อ่านแล้วไม่ได้อะไรแต่ก็ไม่ขาดทุน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
อ่านแล้วไม่ได้อะไรแต่ก็ไม่ขาดทุน
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สามเรื่องที่คนไทยน่าจะสนใจ จากอ่านกันบ้าง เพื่อจะได้รับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ถ้าหากไม่มีเวลาฟังวิทยุ หรือชมโทรทัศน์ ก็สามารถรับรู้ได้จาก “เฟซบุ๊ก”ที่กำลังอ่านขณะนี้
จึงขออนุญาตเสนอ การทบทวนหัวข้อข่าวสาร เพื่อให้ได้เห็นภาพคร่าวๆ เพื่อทำความเข้าใจ พอเป็นสังเขป เพื่อจะได้เหมาะสมกับยุคสมัยที่ถูก”เสียดสี”ว่าปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือกันวันละไม่เกินแปดบรรทัด เท่านั้น
นั่นก็คือ
๑ เหตุการณ์ว่าด้วย วี่แววการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นรอบที่ ๒ ในเมืองไทย ของโรคไวรัส ”โควิด 19” ที่เริ่มแรกจาก”ท่าขี้เหล็ก”ในเมียนมาร์ จากผู้ที่ตั้งใจหลบเลี่ยงการตรวจตราที่ด่านกั้นพรมแดน ในการเข้า-ออกไทย อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งแม้ว่า ทำท่าจะ”เอาอยู๋”และควบคุมได้ ก็จริง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์ การแพร่ระบาดในจังหวัดสมุทรสาคร จากแพปลา ศูนย์กลางหรือแหล่งค้าขายและส่งต่ออาหารทะเล ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ เป็นคนงานชาวต่างชาติ(ส่วนใหญ่ไปจากเมียนมาร์)ที่เป็นพาหะแพร่เชื้อ ทำให้เกิดการระบาดกระจายไปทั่ว ในหมู่คนงานชาวเมียนมาร์ในไทยด้วยกันและยังแพร่ถึงพ่อค้าแม่ค้าไทย จนลุกลามไปในหลายจังหวัด ถึงแม้จะมีการออกมาตรการ”ล็อกดาวน์”ในสมุทรสาคร แต่สถานการณ์กลับไม่น่าไว้วางใจ ในจังหวัดใกล้เคียง แม้จะพยายามระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องไม้เครื่องมือคอยสกัดกั้นอย่างสุดกำลัง
ที่น่าวิตกก็คือหลายคน โดยเฉพาะคนไทย ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ(เพราะผ่านเข้าไปรับเชื้อในเขตแพร่ระบาด จะด้วยตั้งใจ หรือไม่ก็ตามที) มาแล้ว จึงไปไหนมาไหนตามปกติ จึงช่วยแพร่เชื้อไปยังคนไทยด้วยกันต่อไป อย่างกว้างขวางและควบคุมไม่ได้
การป้องกันเท่าที่จะทำได้ ก็คือการขอความร่วมมือจากผู้ที่สงสัยตนเองว่ามีโอกาสไปติดเชื้อ มาแต่ไหนบ้าง ก็ต้องรีบไปขอรับการตรวจสอบการติดเชื้อ หรือกักตัวเอง ตามเวลากำหนด ๑๔ วันก่อนที่ จะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อไปยังคนข้างเคียงในที่สุด
การแพร่ระบาดที่จังหวัดสมุทรสาคร ก็คือการตอกย้ำความผิดพลาด ไม่มีการกวดขันการ ”เข้า-ออก” ของแรงงานต่างชาติอย่างเข้มงวดของทางการเท่าที่ควรจะเป็น
แต่ที่แย่ไปมากกว่านั้น ก็คือ มีการ”ค้ามนุษย์”โดยมิจฉาชีพที่รับจ้างพาแรงงานต่างชาติ”เข้า-ออก”อย่างผิดกฏหมายโดยคิดหัวละ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทด้วย(โดยบางสำนักข่าว-จำไม่ได้ ยืนยัน)
แน่นอนว่า การรับจ้างเช่นนี้ จะต้องมีค่าใช้จ่าย”เบี้ยบ้ายรายทาง”มีการติดสินบน ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของทางการ
จึงถึงเวลาที่รัฐบาล จะต้องเอาจริงเอาจัง(อีกหลายๆ ครั้ง)ในการกวาดล้างให้สิ้นซาก ขบวนการ”ค้ามนุษย์” อย่างนี้
อีกเรื่องที่สำคัญมาก ก็คือการทบทวนนโยบาย การนำเข้าแรงงานต่างชาติ ว่าควรจะนำเข้ามาก-น้อยเท่าไร ซึ่งสมควรจะพิจารณาในแง่ความมั่นคงแห่งชาติด้วย
ทำอย่างไร จึงกำจัดแรงงานผิดกฎหมาย ที่ไม่สามารถควบคุมได้เพราะตรงนี้มีส่วนสำคัญต่อการแพร่กระจายของโรคติดต่อร้ายแรงอย่างเช่น ”โควิด 19” ดังที่ปรากฏให้เห็นชัดๆแล้ว
การแก้ไขปัญหานี้ จะต้องใช้ความเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้เลย หากยังทำแบบ”ลูกหน้าปะจมูก”
๒ การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด( ส.อบจ.)และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ.)ทั่วประเทศเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา
ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคต่างๆ ที่ส่งคนลงเลือกตั้ง เลือกได้คนหน้าเก่าที่เป็นตัวแทนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีโยงใยกับพรรคการเมืองส่วนกลาง กลับเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แค่นิดหน่อย แต่ไม่มากนัก
พรรคก้าวหน้า ซึ่งขับเคลื่อนโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับสมัครพรคพวก”หัวก้าวหน้า”ประเภทพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เอาสถาบัน ซึ่งส่งสมาชิกลงเลือกตั้งช่วงชิงตำแหน่ง”นายก อบจ.ราว ๔๐ จังหวัด ปรากฏว่า ไม่ได้รับเลือกเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว ไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคเดิม(อนาคตใหม่) ซึ่งช่วงนั้น ผู้คนยังเห่อกับแนวความคิดใหม่ๆ อยู่มาก แต่ในที่สุดก็ถูกกำจัดสิ้น ด้วยการยุบพรรค
ผลการเลือกตั้ง“อบจ.”ครั้งนี้ สะท้อนว่า คนพื้นบ้านเขาไม่เล่นด้วยกับนโยบายของพรรคก้าวหน้า เพาะยังคงคุ้นชินกับความความเชื่อเก่าๆ ยังคงยึดมั่นกับระบบอุปถัมภ์ คุ้นเคยกับความเป็นพี่เป็นน้อง คุ้นเคยกับสกุลดั้งเดิม ที่ยังคงมีอิทธิพลเหนือการเมืองท้องถิ่น ไม่พร้อมที่จะรับความก้าวหน้า ที่ทางพรรคนำเสนอ
ความหวังของพรรคก้าวหน้า ที่จะใช้การเมืองท้องถิ่นช่วยกำหนดการเมืองระดับชาติ ในอนาคตอันใกล้ จึงล่มสลายลง
การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่า เพิ่งกระทำกันหลังจากเวลาล่วงไปราวหกปี ซึ่งก็เป็นการดีต่อการฝึกปรือ การกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น โดยใช้การเลือกตั้งเป็นตัวกำหนด
แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น ก็กระทำกันโดยความเคยชิน ไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย อย่างในตำราแต่อย่างไร
ทำให้คิดถึงถ้อยคำของ “ส.ศิวรักษ์”ซึ่งออกมาพูดเมื่อเร็วๆ นี้ความว่า(ไม่สามารถจำมาเรียบเรียงให้ถูกต้องทุกถ้อยคำได้)
“สำหรับผม จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่สนใจ สนใจแต่ว่า สังคมนี้เป็นธรรมหรือไม่เท่านั้น”
หากนี้คือคำเตือน บทเรียนของพรรคก้าวหน้าก็คือ จะต้องลดความก้าวร้าวในการนำเสนอการ”ปฏิรูป-ปฏิวัติ”สังคมลง รู้จักปฏิบัติและพูดจาอย่างมีวัฒนธรรม พร้อมมีสัมมาคารวะ ตามที่เคยมีมาในวัฒนธรรมไทย
๓ การมรณภาพของสมเด็จพระญาณวชิโรดม(”หลวงพ่อวิริยังค์”)เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ที่ได้รับการยกย่องจากชาวบ้านว่าเป็นหนึ่งใน”พระอริยสงฆ์”รุ่นหลังสุดของบรรดาพระอริยสงฆ์ร่วมสมัยในฐานะลูกศิษย์”หลวงปู่กงมา”(ลูกศิษย์”หลวงปู่มั่น”) โดยวัดธรรมมงคล ถือเป็นวัดป่าสายกรรมฐาน ซึ่งมีการปฏิบัติแนว”หลวงปู่มั่น”(พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต)
ที่วิเศษสุดของ”พระอริยสงค์”รูปนี้ก็คือ การสอนธรรมะเพื่อการดำรงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างหนึ่งและเพื่อการหลุดพ้นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ด้วยการทำสมาธิผ่านการบริกรรม ตามหลักการที่ว่า “การบริกรรม ทำให้จิตเป็นหนึ่ง
จิตเป็นหนึ่ง ทำให้เกิดความสงบ”
ท่านสอนว่า สมาธิทำให้เกิดพลังจิต เรียกว่า”พลังจิตตานุภาพ”
พลังจิตที่ได้จะแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ “พลังหลัก”และ”พลังเฉลี่ย”
“พลังหลัก”จะถูกสะสมไว้ในจิต สามารถสั่งสมข้ามภพ ข้ามชาติ ไม่แตกสลายตามกายเนื้อ ในที่สุดจะนำไปสู่ภาวะหลุดพ้น
“พลังเฉลี่ย”จะถูกใช้ไปในชีวิตประจำวัน
ท่านยังสอนว่า การทำสมาธิคือการกระเทาะอารมณ์ออกจากจิต เปรียบเช่นการเคาะสนิมออกจากจากเหล็ก ยิ่งเคาะออกมากเท่าไร จิตจะสงบนิ่งมากเท่านั้น จิตที่สงบนิ่ง จึงจะเกิดสมาธิที่ลึกซึ้ง
จึงขอน้อมส่งคารวาลัยมายัง“หลวงพ่อวิริยังค์” ณ วาระนี้







