งานสังสรรค์กับเพื่อนๆ

งานสังสรรค์กับเพื่อนๆ
ในระยะเวลานี้ ดีกว่าในสมัยก่อน ที่มีโปรแกรมไลน์ เฟสบุ้ค และอื่นๆให้ติดต่อสื่อสารกัน เวลามีกิจกรรมพิเศษให้เพื่อนๆมารวมกันทำได้โดยง่าย ในรอบปีหนึ่ง จะมีงานสังสรรค์รุ่นและทำบุญให้เพื่อนผู้ล่วงลับหลายครั้ง ทำให้เราได้มาเจอกัน นอกจากนั้น ก็มีงานแต่งงานลูกๆหลานๆ หรืองานศพ ที่ได้เจอพี่ๆน้องๆเพื่อนๆ บางคนก็หายเงียบไปนาน มาโผล่ที่งานนี้เอง ดูทุกๆคนยังสดชื่นแข็งแรง มีแต่เราที่ห่อเหี่ยวเพียงลำพัง
ผมเพิ่งไปงานสังสรรค์รุ่นมางานหนึ่ง ได้พบกับเพื่อนๆ และน้องๆที่ไม่ได้เจอกันนาน ดูทุกๆคนยังแข็งแรง และไม่เปลี่ยนแปลง กาลเวลาทำอะไรพวกเขาไม่ได้ มีแต่เราที่แก่ลงไปหน่อย แต่ก็ดีใจที่เพื่อนๆทักทาย แล้วบอกว่าเรายังแข็งแรง ความจริงยังดูแข็งแรง แต่ภายในแทบจะเสื่อมไปหมด โดยเฉพาะหู เพื่อนๆคุยกัน เราก็พยายามเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง คอยสังเกตเพื่อนคนอื่น ถ้าเขาหัวเราะกัน แสดงว่ามีอะไรตลก เราก็หัวเราะบ้าง ถ้าฟังแล้วเคร่งขรึม เราก็ทำตามนั้น เข้าสังคมได้เป็นครั้งคราวไป
เจออยู่คนๆหนึ่ง ที่บันใดทางขึ้น เพื่อไม่ให้เสียมิตรภาพ เราก็รีบสวัสดีทักทาย ก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีก ถามสาระทุกข์สุกดิบพอสมควร จนคิดว่าจะเดินไปร่วมงานด้วยกัน แต่เราช้ากว่า เห็นเขาเดินไปอีกงาน ที่อยู่ข้างๆ อ้าวทักผิดคนซะแล้ว นึกขำๆว่า ขนาดไม่เคยเจอกันเลย ยังคุยกันได้ตั้งนาน
ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นต่างๆตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนถึงรุ่นหลังเรา หลายๆรุ่น จะจัดงานทำบุญรุ่น ที่วัดพระศรีมหาธาตุ และรับประทานอาหารร่วมกัน ที่โรงแรมใกล้ๆสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย เช่นโรงแรมมารวย ในขณะที่เราไปร่วมกิจกรรมกับรุ่นของเรา ก็มีโอกาสเจอรุ่นพี่ รุ่นน้องเก่าๆ บางคนก็เคยสังสรรค์กันมา แต่ต้องระวังการทักทาย รุ่นพี่รุ่นน้อง บางคนจำไม่ค่อยได้ รุ่นพี่บางคนหน้าตา ยังเด็ก เราไปเรียกว่าน้อง และรุ่นน้องที่หน้าตา แก๊แก่ เราไปเรียกเขาว่า พี่ ที่สำคัญมากๆ คือไปเรียกน้องผู้หญิงว่า พี่ เขาคงโกรธ ต้องมาทบทวน ว่าใครเป็นใคร ถึงจะเรียกได้ถูก
งานสังสรรค์ ที่มีโต๊ะนั่งร้านอาหารยาวๆ ประมาณ ๑๐ กว่าคน ทักทายกันไม่ทั่ว เราอยู่มุมนี้ อยากทักทายเพื่อนรุ่นพี่อีกมุมหนึ่ง ก็ทักทายไม่ทัน พราะหยุดทักรายคนไป พอกว่าจะไปถึงที่ปลายโต๊ะ ยังไม่ทันทักทาย เขาก็ลุกไปแล้ว จนเรากลับมานั่งที่เดิม เขาถึงจะกลับมา ก็ลุกไปทักทายกันใหม่ ลุกกันไป ลุกกันมา ดูสนุกดี เป็นการเปลี่ยนอิริยาบทไปในตัว
หลายๆคนใส่หมวกเข้ามาร่วมสังสรรค์ คงเป็นเพราะว่าหมวกทำให้ดูสวยสง่าขึ้น หรืออาจจะปิดทรงผมที่ไม่อยากให้คนมอง เดี๋ยวนี้นิยมใส่หมวกได้ ไม่ว่ากลางแจ้ง หรือในอาคาร แต่ผมว่า ถ้างานใดชักชวนให้แขกที่มาใส่หมวกประกวดกัน ควรจะจัดกลางแจ้งไปเลย และระวังหมวกหลุด ถ้าลมแรง สำหรับการแสดงความยินดีโดยการสวมกอดกันแบบฝรั่งต้องระวังหมวกด้วย
เมื่อหลายปีมาแล้ว ผมได้ไปงานปาร์ตี้กลางแจ้ง ที่นัดแนะกันใส่หมวก มีการประกวดว่าใครจะแต่งตัวใส่หมวกได้เก๋ไก๋ ปาร์ตี้ดำเนินไปด้วยดี มีการร้องเพลงเพลิดเพลิน แทรกด้วยเพลงพื้นเมืองอเมริกัน หรือในสมัยชาวอเมริกันคาวบอย เพราะใส่หมวกคาวบอยมาหลายคน บางคนใส่หมวกของชาติต่างๆ ยกเว้น ยิว และอินเดีย ที่ไม่มีใครใส่มา เมื่อถึงเวลาประกาศผลการประกวด โดยทุกคนที่มาในงานให้คะแนน ก็ได้แก่สุภาพสตรีที่หน้าตาดี และแต่งตัวใส่หมวกเหมาะสม แต่มีอีกคน ซึ่งไม่ได้รับรางวัล แต่ทุกคนให้ความสนใจมากๆ เป็นสุภาพสตรีสวมหมวกกันน้อคมาในงาน ภายใต้ข้อคิดที่ว่า หมวกนี้ใส่กันในถนนหลวง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
งานสังสรรค์ที่ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะกร่อย สมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มนั้น ยึดแอลกอฮอล์เป็นหลัก มีการสังสรรค์กับเพื่อนๆที่เชียงใหม่ครั้งหนึ่ง ที่พวกเราหลายคนยังดื่มกันด้วยความสนุกสนาน จนเพื่อนๆบางคนกลับหมดแล้ว ยกเว้นนักดื่มไม่ยอมเลิก สั่งเบียร์จนเขาจะปิดร้าน ผมสัญญาว่าจะไปส่งเพื่อนคนหนึ่งที่บ้าน เพราะเขาไม่มีรถ แต่พอเลิกเข้าจริงๆ เดินเข้าห้องน้ำ พนักงานของร้านหวังดีล้อคตัวผมไปขึ้นรถที่โทรไปทางบ้านให้มาขับรถกลับ ลืมเพื่อนที่จะไปส่งสนิท จนปัจจุบัน พบเขาถามว่าวันนั้นกลับบ้านยังไง เขาก็ไม่รู้เรื่องจำไม่ได้
สมัยที่ยังหนุ่มอยู่ เคยเชื่อว่า การดื่มสุรา (และสูบบุหรี่) เป็นลักษณะของลูกผู้ชาย ความคึกคะนองอยู่ที่ทำอะไร ซึ่งไม่ควรทำ บางครั้งผิดกฎหมาย ก็ยังท้าทาย กว่าจะรู้ซึ้งว่าเป็นความคิดที่ผิดก็ผ่านมาค่อนชีวิตแล้ว ตอนนี้ สุขภาพเสื่อมโทรม เพราะ การหักห้ามใจไม่ได้ในตอนนั้น แล้วยังมีกรรมบางอย่างตามสนอง จนขณะนี้ เชื่อว่า กฎแห่งกรรมเป็นความจริง สำหรับความเมา ถึงแม้จะไม่ได้ เป็นอาจิณ แต่บางช่วงของชีวิต ก็แทบจะทุกคืนวัน บางครั้งก็เมามากสุดๆ และบางช่วงก็เลิกราไป มีการหยุดเป็นระยะๆ จึงได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ผมมีเพื่อนตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือด้วยกัน และเดี๋ยวนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่หลายคน เพื่อนคนหนึ่งออกเที่ยว ฟังเพลง ดื่มไวน์ทุกคืน จะใช้รถแท๊กซี่เป็นพาหนะ เพื่อไม่ให้มีปัญหาตอนกลับบ้าน ถึงตำรวจจะตั้งด่านตรวจพิษแอลกอฮอล์ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ขับรถ ตอนนี้ เพื่อนยังดูหนุ่มวัยรุ่น และทันสมัยมากๆ วันดีคืนดีก็ไปเที่ยวต่างประเทศให้สะบายอารมณ์ เพื่อนอีกคนหนึ่ง อดีตเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ ซาบซึ้งในหลักคำสอนของศาสนา สนทนาธรรม และวิปัสนาสมาธิเป็นประจำ ถ้าเป็นกรุงเทพฯ เพื่อนจะไม่ขับรถ เพราะบริการสาธารณะมีมาก สะดวก นี่ก็เป็นอีกคน ที่ดูไม่แก่ เพราะเป็นคนไม่คิดอะไรมาก คร่ำเคร่งแต่เรื่องปฏิบัติธรรมแต่อย่างเดียว
มีเพื่อนๆอีกหลายคน ที่ชีวิตยากลำบาก ต้องต่อสู้ ยังหาเงินเลี้ยงชีพ บางคนเจ็บป่วย เรื้อรัง ติดเตียง มองไม่เห็นอนาคตของตนเองอีกแล้ว พวกเขาเหล่านั้น บางคนเคยรุ่งโรจน์ในอดีต หรือเป็นหนุ่มรูปงามให้สาวๆเก็บไปฝันถึง แต่ตอนนี้ต้องมาทรุดโทรม เมื่อเวลาพอเหมาะ บางคนก็ลาจากไป
ชีวิตก็เป็นแบบนี้ สำหรับผมเอง แม้จะไม่สมบูรณ์ มีปัญหาเกี่ยวกับร่างกายหลายอย่าง แต่ก็พยายามต่อสู้ ยืนหยัดให้คงอยู่ไปก่อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น จำต้องสิ้นสุดตามครรลองชีวิตต่อไป ตอนนี้ ถ้ามีโอกาสเขียน เล่าเรื่อง พยายามทำไปก่อน เพื่อเป็นการทักทายทุกคนว่า ผมยังอยู่นะครับ
บู๊ (คนเคยหนุ่ม)
เชียงใหม่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗







