“พ่อ-แม่” เป็นสิ่งสมมุติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกตัญญูท่าน ??

“พ่อ-แม่” เป็นสิ่งสมมุติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกตัญญูท่าน ??
โดย พระไพศาล วิสาโล
Q – มีเรื่องขอคำชี้แนะค่ะ เนื่องจากพี่สาวตอนนี้เกิดความสับสนในคำสอนทางพุทธศาสนา คือ มีพี่สาวได้ฟังธรรมจากหลวงปู่รูปหนึ่งที่เมตตาเทศนาว่า ลูก พ่อแม่ พี่น้อง เป็นสิ่งสมมุติ มันไม่มี แต่ในขณะเดียวกันทางพุทธศาสนาเองก็สอนให้ลูกต้องเคารพ กตัญญูต่อพ่อแม่ ซึ่งพี่สาวบอกว่าถ้าพ่อแม่ ลูก เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริงก็ไม่ต้องกตัญญูสิ …
คือคำตอบของหนูที่ตอบพี่สาวบอกไปว่า ขณะนี้เรามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในทางโลก เราต้องทำหน้าที่ ส่วนที่หลวงปู่เทศน์ มันเป็นสิ่งสมมุติจริงๆ เพราะถ้าเราตายเราก็ไม่ได้เป็นพี่น้อง พ่อแม่ลูกแล้ว มันไม่มี พี่สาวก็ไม่เข้าใจในคำตอบ ซึ่งคำตอบที่ให้พี่สาวอาจไม่ชัดเจน และไม่อยากให้พี่สาวไม่เข้าใจ อันปิดโอกาสให้พี่สาวเจริญทางธรรมต่อ เพราะพี่สาวมีทีท่าไม่เชื่อพุทธศาสนาเพราะไม่ชัดเจนในคำตอบตรงนี้ อยากให้พี่เป็นพุทธแท้ๆ ที่เอาพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ เลยขอรบกวนพระอาจารย์ชี้แนะค่ะ
พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมี ๒ ระดับ คือ ระดับ “ปรมัตถสัจจะ” กับระดับ “สมมติสัจจะ” ที่หลวงพ่อสอนพี่สาวคุณนั้น ท่านพูดในแง่ปรมัตถสัจจะ แต่ในชีวิตประจำวันนั้นคนเราต้องอาศัยสมมติสัจจะเป็นหลัก
ถ้าหากพี่สาวของคุณมองว่าพ่อแม่เป็นสิ่งสมมุติ (ดังนั้นจึงไม่ควรกตัญญูท่าน) ก็ควรมองต่อไปด้วยว่าเงินทองเป็นเรื่องสมมุติ ดังนั้นจึงไม่ควรหาเงินหาทอง เงินทองที่มีอยู่ก็ควรแจกจ่ายให้หมด ไม่ควรสะสมต่อไป ในทำนองเดียวกันร่างกายของเธอก็เป็นของสมมุติ จึงไม่ควรดูแลรักษา ไม่ควรอาบน้ำชำระร่างกาย ใครจะมาทำร้ายก็ไม่ต้องป้องกัน
แต่โดยสามัญสำนึกเราก็รู้ว่าการทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง แม้เงินทองเป็นของสมมุติ แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในโลกสมัยใหม่ ถ้ารู้จักใช้ก็มีประโยชน์ ร่างกายก็เช่นกัน แม้จะเป็นสิ่งสมมุติว่าเป็นของเรา แต่ก็ควรดูแลรักษาเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำความดี ฉันใดก็ฉันนั้น แม้พ่อแม่เป็นสิ่งสมมุติ แต่ความดีที่ท่านทำต่อเราตั้งแต่เล็กจนโตนั้นเป็นของจริง ทำให้เราเติบใหญ่ เป็นคนดี รู้จักพุทธศาสนา เราก็ควรทำดีต่อท่าน มีความกตัญญูต่อท่าน (เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้าสุทโธทนะจนเป็นพระอรหันต์)
อันที่จริงที่พูดว่าพ่อแม่เป็นสิ่งสมมุตินั้น ท่านหมายถึงว่า คำว่า “พ่อแม่” หรือ “ความเป็นพ่อแม่”เป็นสิ่งสมมุติ แต่รูปนามที่เรียกว่า “พ่อแม่” นั้นเป็นของจริง มีอยู่จริง ไม่ได้เป็นมายา ส่วนเราหรือรูปนามที่สมมุติว่าเป็น “ตัวเรา”นั้น เกิดและเติบโตได้ก็เพราะรูปนามที่เรียกว่า “พ่อแม่” ดังนั้นจึงควรรู้สึกสำนึกในบุญคุณ
เรื่องสมมุตินี้หากเข้าใจไม่ถูกต้อง ก็จะพลอยเข้าใจไปว่าความดีความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง สมมุติกันขึ้นมาเอง ดังนั้นจะทำชั่วก็ได้ จะฆ่าใครก็ได้เพราะคนก็เป็นสิ่งสมมุติ
ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคนมองว่าทุกอย่างเป็นสมมุติไปหมด ความจริงระดับปรมัตถสัจจะนั้น เหมาะสำหรับผู้มีปัญญาและมีคุณธรรม (และผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าถึงความจริงระดับนี้ได้อย่างแท้จริง) หากยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ยังต้องพึ่งพิงสมมุติสัจจะ หาไม่จะกลายเป็นคนชั่วและถลำสู่ความตกต่ำได้ง่ายมาก







