โลกยุคหลังสงครามยูเครน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
โลกยุคหลังสงครามยูเครน
ถ้าโลกไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์เสียก่อน ถ้ารัสเซียยังคงสภาพของการเป็นมหาอำนาจหนึ่งของโลก เราจะมีโลกที่มี 2 ขั้วอำนาจ นั่นคือขั้วหนึ่งนำโดยสหรัฐฯ และผู้ติดตามชาติตะวันตก ทั้งในยุโรปตะวันตก บางส่วนของยุโรปตะวันออก และสหราชอาณาจักร ส่วนทางเอเชียก็จะมีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตัวแทน

อีกขั้วหนึ่งจะมีแกนนำร่วม คือ จีนและรัสเซีย กับกลุ่มประเทศที่เคยเจ็บปวดรวดร้าวจากการกระทำที่เป็นอธรรมของสหรัฐฯ และพันธมิตร
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่การสิ้นสุดของสหภาพโซเวียต หรือการทำลายกำแพงเบอร์ลิน มันไม่ใช่การสุดสิ้นของสงครามเย็น แต่มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์การทางการเมืองอย่างสหประชาชาติ องค์การทางเศรษฐกิจอย่าง IMF และ WORLD BANK ตลอดจน WTO
ซึ่งองค์การเหล่านี้เกิดจากข้อตกลงที่บรีตันวูดของกลุ่มผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฝ่ายรัสเซีย ซึ่งก็มีส่วนชนะสงครามโลกด้วยมิได้มีบทบาทอะไรด้วย
องค์การเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วมันคือ องค์การที่ทำการจัดระเบียบโลกใหม่ (New world order)และเป็นกลไกให้สหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกใช้ในการควบคุม จัดระเบียบโลก โดยต่างส่งคนของตนเข้าไปกำกับดูแล เช่น IMF นั้นผู้อำนวจการใหญ่ต้องเป็นคนยุโรป ส่วน World Bank ผู้อำนวจการใหญ่ต้องเป็นอเมริกัน และคณะกรรมการใหญ่ของทั้ง 2 สถาบัน ก็มีแต่อเมริกันและยุโรป
ส่วนองค์การสหประชาชาติก็ออกแบบมาให้มันคานกันไปมา ในคณะมนตรีความมั่นคง จนไม่อาจทำอะไรได้ ด้านสมัชชาใหญ่ ไม่ว่าจะมีมติออกมาอย่างไรก็ไม่มีอำนาจบังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัตรสหประชาชาติ
ดังนั้นสถานการณ์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงอึมครึมไปด้วยความขัดแย้งที่เรียกว่า “สงครามเย็น” ในระยะต่อมา และมหาอำนาจที่ต่อมาก้าวทะยานขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยวภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ก็คือ สหรัฐฯ ก็มักจะใช้อำนาจเป็นตัวตัดสินว่าอะไรถูกต้องยุติธรรม

เช่นกรณีคิวบา หรือกรณีการบุกเกรนาดา ซึ่งเกิดในยุค 1960 กรณีการถล่มเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ จนนำไปสู่การไปบุกถล่มอิรัก และอาฟกานิสถาน โดยที่นักวิชาการไทยบางท่านที่อ้างว่าท่านเรียนมาโดยตรงเรื่องความมั่นคง และเตือนคนไทยให้ใช้สตินั้น ท่านไม่เข้าใจคำว่า “อิทัปปจยัตตา” คือเหตุแห่งปัจจัย แต่ท่านเลี่ยงไปใช้คำว่ามันเป็น “สงครามอสมมาตร” (Asymetic War)แล้วที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นถูกเข่นฆ่า ล้างผลาญอพยพเป็นล้านเขาทำผิดอะไร
ครั้นพอถึงสงครามยูเครนท่านก็ออกโรง โจมตีความไม่ถูกต้องของการที่รัสเซียส่งทหารเข้าไปโจมตียูเครน พร้อมตั้งตนเป็นผู้ตัดสินโดยการเสพข่าวตะวันตก ซึ่งแน่นอนประชาชนชาวยูเครนก็น่าสงสารเห็นใจเช่นกัน
คำถามของผู้เขียนคือว่าเราจะเอาอะไรมาเป็นองค์เกณฑ์ในการตัดสินในฐานะที่เราเป็นนักวิชาการไทย เป็นคนไทย ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือผลประโยชน์แห่งชาติ ต้องมาก่อนใช่หรือไม่ มันไม่ใช่การมายึดทฤษฏีที่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย และบูรณภายในดินแดนเพียงเท่านั้น

ถ้าจะมองให้ชัดก็ขอยกตัวอย่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ไทยโดยพฤตินัยถูกญี่ปุ่นบุก แต่ผู้นำของเราทำสัญญาเป็นมิตร และให้ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่านไปตีพม่าในปกครองของอังกฤษ
ครั้นฝ่ายพันธมิตรเริ่มมีชัย เราก็มีฝ่ายเสรีไทยไปร่วมมือจนทำให้เราไม่ถูกยึดครอง และกลายเป็นผู้แพ้ นั่นมิใช่เพราะเราใช้กลไกทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามมากนักใช่หรือไม่
ครั้นมาดูยูเครน ถ้าไม่คลั่งหลักการจนเกินไปและไม่หลงคารมสหรัฐฯ จนยืนยันจะต้องเข้านาโต้ บ้านเมืองก็คงไม่เสียหายยับเยินเหมือนในบัดนี้ หากอ้างประชามติก็ต้องถามว่าข้อมูลมันครบถ้วนหรือไม่ที่จะให้ประชาชนตัดสินใจ นี่ไม่ได้เปรียบเทียบกับประชามติไทยเรื่องรัฐธรรมนูญนะครับ

ทีนี้มาพิจารณาว่า ถ้าโลกมี 2 ขั้ว จะเกิดอะไรขึ้น ภายหลังสงครามยูเครน บอกได้เลยมันต้องมีการรื้อโครงสร้างหรือการตั้งระบบคู่ขนาน เพราะขั้วอำนาจเก่าย่อมไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยมีเคยได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดทั้ง Hybrid War หรือสงครามพันทาง และหรือสงครามตัวแทน (Proxy War) ซึ่งเราจะอยู่ในยุคที่ผู้เขียนจะเรียกว่า “สันติภาพที่เร่าร้อน” (Hot Peace)
แล้วมันดีอย่างไรกับการที่เราจะปล่อยให้มีขั้วอำนาจเดียวอย่างสหรัฐฯ เหมือนที่ผ่านมา อาจตอบยากแต่อย่างน้อยเราจะไม่มีใครมากดหัว ใช้อำนาจบาตรใหญ่มาเป็นตัวชี้ว่าอะไรถูกต้องและเป็นธรรม (The Might is Right)
ส่วนเรื่องอำนาจอธิปไตยบูรณภาพในดินแดนก็อาจจะกลายไปเป็นเพียงมายาคติ เพราะเราจะถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้ปกครองประเทศ
อย่างไรก็ตามในสภาพที่โลกเป็น 2 ขั้ว เราลองมาพิจารณาดูจะดีไหมว่ายังมีช่องว่างอะไรที่พอจะทำได้ อย่างน้อยในการคานอำนาจกัน เราก็พอมีอำนาจการต่อรอง
แต่ถ้าจะทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้นในฐานะประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจ จะเป็นการดีหรือไม่ที่เราจะหาพวกหรือจับกลุ่มรวมตัวกันเป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วนั่นคือ Non Aligned Movement ลองไปถอดบทเรียนดูว่ามันเกิดได้อย่างไร และสิ้นสภาพไปอย่างไร แล้วนำมาปรับปรุง
เพราะโดยแท้จริงไม่ว่ามหาอำนาจฝ่ายไหนก็ล้วนแต่แสวงผลประโยชน์กันทั้งสิ้น ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมยุคเก่า มาจนถึงยุคล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่เนียนกว่าเพราะบางครั้งไม่ต้องยกกำลังทหารเข้ามายึดก็สามารถยึดกุมได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ครอบงำชนชั้นปกครอง หรือหลอกล่อด้วยการลงทุน แม้กระทั่งโยกย้ายประชาชนของตนเข้ามาผสมกลมกลืน
เรื่องอย่างนี้คงไม่ใช่เฉพาะคนที่เรียนมาโดยตรงทางด้านความมั่นคงเท่านั้นที่จะเข้าใจ มันขึ้นอยู่กับจุดยืนของเขาเอง เพราะขนาดเรียนด้านความมั่นคงมาด้วยกันยังมีมุมมองที่แตกต่างกันเลย
เลยขอบังอาจนิยามสภาพหลังสงครามยูเครนว่าจะเป็นยุค “สันติภาพที่เร่าร้อน” (Hot Peace) หวังว่าคงไม่ว่ากันนะครับ







