ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (43)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (43)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อจากตอนที่ 42
แม่จึงบอกกับเขาว่า มีแขกผู้มีเกียรติท่านหนึ่งมาเยี่ยมบ้านเรา และสิ่งใดก็ตามที่เขาหามาได้ก็ควรจะนำมาเลี้ยงดูแลแขกท่านนี้ เด็กหนุ่มจึง นำเอาขนมปังแห้งสองสามก้อนออกมาเลี้ยงแขก อีซาจึงกินขนมปัง นั้นและจึงเริ่มสนทนา และด้วยจากความเฉลียวฉลาดของความเป็นศาสดา จึงรับรู้ถึงมารยาทอันดีงามและความอ่อนน้อมถ่อมตน และอื่นๆของชายหนุ่มผู้นี้ และเขาก็สังเกตเห็นเช่นกันถึงเครื่องหมาย พยายามมองหาถึงเหตุของความเศร้าระทมที่ซ่อนอยู่ ก็ยิ่งทำให้เห็นเด็กหนุ่มคนนี้พยายามปกปิดมันไว้ ในที่สุดเขาจึงไปหามารดาของ เขาและบอกกับเธอว่าแขกผู้นี้ขยั้นขยออย่างมากที่จะรู้ถึงความยุ่งยาก ที่อยู่ภายในของลูก และสัญญาว่าจะจัดการขจัดปัดเป่ามันออกไปเท่าที่ จะทำได้ ดังนั้นลูกควรที่จะเปิดเผยความไม่สบายใจของลูกให้กับ เขาหรือไม่ มารดาจึงบอกกับบุตรชายว่าใบหน้าอันแจ่มจรัสและมี รัศมีของแขกผู้มีเกียรติท่านนี้ทำให้แม่รู้ว่าเขานั้นเป็นผู้คุ้มค่าที่จะ บอกเล่าในทุกสิ่งให้กับเขา และเขาดูเหมือนว่าจะสามารถขจัดความ ยุ่งยากต่างๆของทุกๆคนได้ ดังนั้นจงอย่าได้เก็บอะไรไว้เป็นความ ลับต่อเขา และก็อย่าได้เพิกเฉยเช่นกันต่อคุณสมบัติอันปรากฏให้เห็น ของเขา ดังนั้นชายหนุ่มจึงกลับไปหาอีซาและบอกกับเขาว่า บิดาของ เขาเป็นคนตัดไม้และเมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว มารดาของเขาจึงขอให้เขา ยึดเอาอาชีพของบิดาผู้ล่วงลับของเขาไว้ต่อไป “พระราชาของเรามี พระราชธิดาที่เลอโฉมและเฉลียวฉลาดอย่างมาก ผู้ซึ่งมีกษัตริย์หลาย พระองค์มาสู่ขอ แต่พระนางไม่ตอบการสู่ขอของผู้ใดเลย เจ้าหญิง พระองค์นี้ประทับอยู่ ณ พระราชวังอันยิ่งใหญ่ตระการตา ครั้งหนึ่ง เมื่อฉันผ่านพระราชวังนั้นไป ฉันก็เมียงมองไปยังพระราชธิดาองค์นี้ และนับแต่นั้นมาฉันก็คำนึงหาถึงพระนางอย่างไม่หยุดหย่อน ฉันไม่ เคยบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับผู้ใดได้รับทราบถึงความกระวนกระวายใจที่ อยู่ภายในหัวใจของฉัน เว้นแต่มารดาของฉันเท่านั้น มันเป็น ความเศร้าหมองนี้ที่ท่านได้สังเกตเห็น ถึงแม้ฉันเองก็ไม่เคยต้องการเลย ที่จะเปิดเผยให้กับผู้ใดได้ทราบ” อีซาจึงถามเด็กหนุ่มคนนี้ว่าเขาควร จะจัดการนำเอาหญิงสาวผู้นี้มาให้กับเขาหรือไม่ เด็กหนุ่มจึงกล่าว ตอบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตอก และดังว่ามันเป็นเรื่องแปลก ประหลาดใจจริงๆที่ว่าบุรุษที่ยิ่งใหญ่เช่นท่านควรจะมาพูดเยาะเย้ย เอากับตัวเขาจากที่ได้เห็นถึงความยากจนของเขา อีชาจึงกล่าวขึ้นว่า ฉันไม่เคยสร้างเรื่องตลกใดๆ การเยาะเย้ยถือเป็นกิจกรรมของพวก โง่เขลาเบาปัญญา ถ้าหากฉันไม่สามารถที่จะทำภารกิจนี้ให้บรรลุได้แล้ว ฉันก็จะไม่พูดเยี่ยงนี้ ถ้าหากเจ้าปรารถนาฉันก็จะสามารถทำให้ หญิงคนนั้นมาหาเจ้าได้ ในคืนต่อมาเด็กหนุ่มจึงไปหามารดาของ เขาและเล่าเรื่องการสนทนานี้ให้กับนางฟัง นางจึงกล่าวตอบว่า “ฉันไม่เคยสงสัยเลยว่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จะทำในสิ่งใดก็ได้ตามที่เขา กล่าวไว้ ดังนั้นจงอย่าได้ออกห่างจากเขา” เพื่อเป็นการสรุป อีซาจึงทำการละหมาดอยู่เป็นเวลานานและเด็กหนุ่มผู้นี้จึงผ่านค่ำคืน ของเขาไปด้วยกับการนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง
รุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้น อีซาจึงเรียกเด็กหนุ่มผู้นี้มาและบอกเขา ให้ไปที่ประตูของพระราชวัง เมื่อตำรวจวังมาถึงก็ให้บอกกับพวกเขาไป ว่าเจ้าจะมาสู่ขอพระราชธิดาของพระราชาเพื่อการอภิเษกสมรส จากนั้นก็จงกลับมารายงานให้กับฉันทราบในทันทีว่ามีอะไรเกิดขึ้น บ้าง เด็กหนุ่มจึงปฏิบัติตามนั้น โดยไปยืนอยู่ที่หน้าประตูของ พระราชวัง และกระทำไปตามที่อีซาสั่ง บรรดาตำรวจพระราชวัง ต่างบังเกิดความประหลาดใจเป็นอย่างมาก และเมื่อพวกเขาได้เข้าไป ถึงท้องพระโรง พวกเขาจึงรายงานถึงเรื่องนี้โดยกราบทูลกษัตริย์ ประหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องตลก เมื่อพระองค์ทรงได้รับฟังการกราบทูล ดังกล่าว จึงหัวเราะกันอย่างมากมายเช่นกัน และทรงมีบัญชาให้เรียก เด็กหนุ่มผู้นี้เข้ามาในพระราชวัง ณ ท้องพระโรงของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงยลเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ ในทันทีที่พระองค์ทรงสังเกตเห็นว่า ถึงแม้เสื้อผ้าของเขาจะขาดวิ่น แต่ในใบหน้าของเขามีรัศมีฉายส่อง แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งและความบริสุทธิ์ผุดผ่องของหัวใจ ยิ่งไป กว่านั้นเมื่อพระราชาทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับเด็กหนุ่มผู้นี้ พระองค์มิได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆที่จะชี้ถึงความโง่เขลาหรือความเสียสติในตัวเขา สิ่งนี้ทำให้พระองค์ประหลาดใจเป็นอย่างมาก และพระองค์ทรงประสงค์จะทดสอบเขา จึงสอบถามเขาว่าเขาพร้อม จะจ่ายค่าสินสอดให้กับราชธิดาของพระองค์หรือไม่ ถ้าหากว่า พระองค์จะทรงยกพระนางให้สมรสกับเขา และสำหรับค่าสินสอดนั้น เขาจะต้องนำเอาทับทิมอันเป็นเครื่องประดับที่มีค่าบรรจุมาให้เต็มถาด ใหญ่ๆถาดหนึ่ง และทับทิมแต่ละเม็ดนั้นจะต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า หนึ่งร้อยมิสกอล เด็กหนุ่มผู้นี้จึงขอเวลาต่อพระราชาสักระยะหนึ่ง
จากนั้นเขาจึงกลับมาหาอีซาและเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ท่าน ฟัง อีซาจึงกล่าวขึ้นว่า มันไม่มีปัญหาอันใด จากนั้นเขาจึงขอให้ไป เอาถาดมาใบหนึ่งและจึงส่งเด็กหนุ่มไปยังที่ปรักหักพังแห่งหนึ่งและ เริ่มการวิงวอนต่ออัลลอฮ์ อันเป็นผลให้ก้อนดินที่วางอยู่ ณ ที่นั้น กลายเป็นทับทิมอันมีค่ามากมายหลายเม็ด จากนั้นท่านจึงให้เด็กหนุ่ม ผู้นี้ บรรจุในถาดนี้ให้เต็มและนำมันไปถวายต่อพระราชา เมื่อเด็กหนุ่ม กลับไปยังท้องพระโรงของพระราชา และเปิดผ้าคลุมออกจากถาด ดวงตาทุกคู่ต่างตกตลึงพึงเพลิด และทั้งหมดเหมือนกับต้องมนต์สะกด พระราชาจึงประสงค์ที่จะทดสอบเขาอีก จึงตรัสกับเขาว่า ถาดเดียว นั้นไม่พอ พระองค์ทรงประสงค์จะได้อีกสิบถาดที่บรรจุให้เต็มไปด้วย เพชรนิลจินดาอันหลากหลาย
เมื่อเด็กหนุ่มกลับไปหานบีอีซาเพื่อเล่าเรื่องให้ฟัง เขาจึง บอกให้นำเอาถาดมาอีกสิบถาด และจงนำเอาเพชรนิลจินดาใส่เข้า ไปให้เต็มทุกใบ ซึ่งไม่มีผู้ใดได้เคยเห็นมาก่อนบนโลกนี้ เด็กหนุ่มจึง นำมันไปถวายแด่พระราชา ซึ่งทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างประหลาดใจ จากนั้นพระราชาจึงนำเด็กหนุ่มผู้นี้ออกไปเข้าเฝ้าพระองค์แต่เพียง ลำพัง และเด็กหนุ่มจึงทูลต่อพระองค์ว่าตัวเขานั้นมิได้มีอำนาจ เจ้าหญิงเพื่อการสมรส ดังกล่าวเป็นของตนเองและก็ไม่เคยมีความกล้าหาญพอที่จะมาสู่ขอสมรส และพระองค์จึงสอบถามเขา ให้เขาเปิดเผย ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังถึงเหตุการณ์อันมหัศจรรย์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อเด็กหนุ่มทูลต่อพระราชาตามความเป็นจริงว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่อง ทั้งหมดนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก อีซา บิน มัรยัม พระองค์จึง ตรัสต่อเด็กหนุ่มว่า จงนำเขามาเข้าเฝ้าพร้อมกับตัวเจ้า เพื่อว่า พระองค์ จะได้ทรงจัดการอภิเษกสมรสราชธิดาของพระองค์ให้กับเขา (เด็กหนุ่ม) ในที่สุดอีซาจึงเข้าไปในพระราชวังและจัดการอภิเษกสมรสเจ้าหญิง องค์นี้ให้กับเด็กหนุ่ม เจ้าบ่าวแต่งองค์ทรงยศอย่างสมเกียรติ และองค์ พระราชาเองจึงนำตัวเจ้าบ่าวเข้ามายังพระมหาราชวังและทรงยก ราชธิดาของพระองค์ให้สมรสกับเขา เมื่อรุ่งเช้าของวันใหม่มาถึง พระราชาจึงมีพระกระแสรับสั่งให้นำเด็กหนุ่มมาเข้าเฝ้า และทรง สนทนากับเขาจึงพบว่าราชบุตรเขยของพระองค์ผู้นี้ทรงฉลาดปราด เปรื่องเป็นเลิศ เนื่องจากพระราชามิทรงมีผู้ใดอื่นที่เป็นรัชทายาท นอกจากราชธิดาองค์นี้ พระองค์จึงสถาปนาเด็กหนุ่มผู้นี้ให้เป็น มกุฎราชกุมารของพระองค์ ตามพระราชกำหนดของกฎมณเฑียรบาล บรรดาขุนนางทั้งหลายจะต้องสวามิภักดิ์ต่อเด็กหนุ่มผู้นี้และจากนั้น พระองค์จึงทรงมีพระราชบัญชาให้เขาขึ้นครองราชบัลลังก์สืบแทน ในคืนต่อมาพระราชาเกิดทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ในเวลา ต่อมา เด็กหนุ่มผู้นี้จึงเข้าคุมบังเหียนในการบริหารราชการแผ่นดิน และเข้าควบคุมท้องพระคลังกลางและทรัพย์สินส่วนพระองค์ของ พระราชาผู้ล่วงลับ ในระหว่างเวลาทั้งหมดนี้ อีซายังคงพำนักอยู่ที่บ้าน ของหญิงชรานางนี้ เมื่อถึงเวลาดวงอาทิตย์ อัศดงของวันที่สี่ อีซาจึง ไปพบกับเด็กหนุ่มผู้นี้เพื่อกล่าวอำลาเขา เด็กหนุ่มจึงรีบละออกมา จากที่ประทับและเข้ามาสวมกอดอีซาไว้พร้อมกับกล่าวว่า โอ้ผู้เป็น มัคคุเทศที่ปราดเปรื่องและผู้ทรงภูมิของฉัน สิทธิของท่านที่มีเหนือบุคคลที่ยากจนและอ่อนแอผู้นี้มันมีมากมายเหลือเกินถึงกับว่าถึงแม้จะ เพียงหนึ่งในพันส่วนของมันก็ไม่สามารถจะชดเชยอะไรได้ด้วยกับการ ขอบพระคุณ ถึงแม้เขาจะอยู่รับใช้ท่านจนตลอดชั่วกาลนานก็ตาม เขากล่าวว่า แต่ได้มีความสงสัยหนึ่งบังเกิดขึ้นในจิตใจของฉัน อันเนื่อง มาจากมันจึงทำให้ฉันมีความกังวลอยู่ตลอดทั้งคืนและไม่สามารถเอา ประโยชน์ใดๆจากความหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งท่านเป็นผู้จัดการให้อย่าง ใจบุญใจกุศลเหลือเกิน และถ้าหากท่านมิได้เป็นผู้แก้ปัญหาในความ ยุ่งเหยิงของฉันแล้ว ฉันก็จะไม่สามารถหาประโยชน์ใดๆได้จาก ของขวัญต่างๆของท่าน” อีซาจึงถามว่า ความคิดอันใดเล่าที่ทำให้เขา ต้องลำบากใจ เขาจึงกล่าวว่า “ปัญหาก็คือว่า ฉันไม่อาจเข้าใจได้ว่า เมื่อท่านมีความสามารถอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นที่ได้ยกตัวฉันขึ้นมาจาก หุบเหวแห่งความยากจนและนำฉันมาวางไว้บนยอดของภูเขาที่อุดม ไปด้วยทรัพย์สฤงคารของโลกนี้ กระนั้นมันเป็นไปได้อย่างไรที่ตัว ท่านกลับพึงพอใจอยู่กับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เก่า และขาดวิ่น และมีชีวิต อยู่โดยปราศจากคนรับใช้ใดๆ หรือไม่มียานพาหนะใดๆหรือผู้ช่วย เหลือใดๆ” อีซาจึงสอบถามเขาว่า เมื่อความปรารถนาของเขาก็ได้รับ การตอบสนองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แล้วทำไมเขาจึงจะต้องมา วุ่นวายอะไรกับสภาพตัวของท่าน (อีซา) เด็กหนุ่มจึงยอมรับว่า “โอ้ผู้ เป็นมัคคุเทศที่ทรงคุณธรรมและทรงเลอเลิศ ฉันนั้นจะไม่ได้รับ ประโยชน์ใดๆ จากบรรดาของขวัญของท่าน ถ้าหากท่านไม่กำจัด ความยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้ออกไปจากจิตใจของฉัน และฉันก็ไม่ได้รับ ประโยชน์ใดๆจากสิ่งใดๆเลย” อีซา บอกกับเขาว่า “โอ้ ลูกเอ๋ย ความสำราญของโลกอันชั่วคราวและไม่จีรังนี้จะเป็นประโยชน์ ก็เฉพาะบุคคลที่มีดวงตาที่ไม่สำนึกต่อความยินดีปรีดาที่เป็นอสงขัย ของชีวิตอันนิรันดร์ในโลกแห่งปรภพ(ภายหลังความตาย) บุคคล คนเดียวกันนี้แหละผู้ซึ่งเมื่อวานยังนั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ และมีความ ภาคภูมิใจที่ได้มีอำนาจในทางโลก มาบัดนี้เขาก็เข้าไปนอนอยู่ใต้ดิน


