สบาย สบาย สไตล์เกษม – ทุนดับเบิลยูพีไอ : จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๖

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทุนดับเบิลยูพีไอ : จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๖
สาระที่จะเขียนต่อไปนี้ เคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อไว้อาลัย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่สิ้นชีวิตในวัย ๖๘ ลงคอลัมน์”เจาะโลก”ในเว็บไซต์สำนักข่าวเจ้าพระยา แต่ปิดตัวเองไปแล้ว เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เล่าถึงความเกี่ยวข้องที่มีต่อกันกับผม ในแง่การเมือง
การเขียนครั้งนี้ จะพูดถึงการได้ร่วมทำงานระหว่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ โดยผมได้รับมอบหมายจากดร.สุรินทร์ ให้ไปร่วมประชุม”ซิมโปเซียม”แทนท่าน ว่าด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุน”อาซีละห์ ฟอรัม”ที่เมือง”อาซีละห์”ในโมร็อกโก
งานนี้มี”มุฮัมเหม็ด เบนไอซา”(เพื่อน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ)รัฐมนตรีต่างประเทศโมร็อกโกขณะนั้น(พ.ศ.๒๕๔๓) เป็นเลขาธิการกองทุน
โดยผมพยายามชี้ความนัยในเชิงแนะนำว่า โมร็อกโกซึ่งปกครองด้วย”ระบอบกษัตริย์” สมควรมองหาทางคลี่คลายไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างไร เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดภายใน แม้ตอนนั้นขบวนการ”อาหรับ สปริง”ยังไม่เกิดขึ้น
ผมจะเล่าถึง การทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทย แม้เพียงในฐานะ”ผู้สื่อข่าว”ในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งมีบุคคลสำคัญๆ จากโลกอาหรับเข้าร่วมด้วย เช่น อดีตรองประธานาธิบดี(จากเยเมน) และรัฐมนตรีชาติอื่นๆ รวมทั้งโฆษกองค์การปลดแอกปาเลสไตน์(พีแอลโอ)ประจำสหประชาชาติ ไม่มีตัวแทนชาติตะวันตกเข้าร่วมประชุม
ภาษาที่ใช้ในการประชุมคือภาษาอาหรับ มีเจ้าหน้าที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ผ่านหูฟัง ดังเช่นการประชุมนานาชาติทั่วๆ ไป
ก่อนไป ผมขอดร.สุรินทร์เขียนคำปราศรัยให้ ก็ได้คำตอบว่า ไม่ต้องหรอก แค่ไปสังเกตการณ์ธรรมดาๆ ก็ได้ เขาไม่ว่าอะไร
ทางกองทุน”อาซีละห์ ฟอรัม”ซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับชั้นหนึ่งของสายการบิน“แอร์ฟรานซ์”ให้ผม บินตรงจาก”ดอนเมือง”ไปท่าอากาศยาน”ชาร์ลส เดอ โกล”จากนั้นไปขึ้นเครื่องของ”รอยัล แอร์ โมร็อก”ที่ท่าอากาศยาน”ออร์ลี”ไป”ราบัต”แล้วเปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กจาก”ราบัต”ไป”แทนเจียร์”ไม่ไกลจากช่องแคบ”ยิบรอลตา”เข้าพักโรงแรมที่นั่นตลอดการประชุม โดยมีรถโค้ช วิ่งรับส่งไป-กลับไปยัง”อาซีละห์”สถานที่ประชุมทุกวัน
การเดินทางเที่ยวนี้นับเป็นการเดินทางชนิดข้ามวันข้ามคืน เป็น The longest day ในชีวิตผม ก็ว่าได้
“อาซีละห์”เป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมและเป็นเมืองป้อมค่ายเล็กๆ ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อกโก ติดมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวฟินิเซียตั้งชุมชนขึ้นที่นั่นเป็นแห่งแรกเมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เคยเป็นที่มั่นของทหารโรมัน เป็นที่ตั้งป้อมปราการของโปรตุเกศ(ยังคงดำรงอยู่)และเคยเป็นชุมโจรของพวกสลัด ท่ามกลางบรรยากาศของชุมชนโบราณ บางแห่งมีกำแพงยาวสีขาวจมทรายลงไปเป็นแนวยาวบนหาด
ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีชายหาดกว้างทอดยาวไกล มีอาหารรสเลิศสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก โดยเฉพาะชาวยุโรป
ระหว่างการเดินทางไกลอันยาวนาน ผมถือโอกาสเขียนคำปราศรัยมีความยาวสำหรับการพูดนานราว ๒๐ นาที จนแล้วเสร็จ แทบไม่ได้หลับได้นอนบนเครื่องบิน
นี่เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมเขียนคำปราศรัย เป็นภาษาอังกฤษ เขียนครั้งแรกให้”สำเริง คำพะอุ”ใช้งานในวาระที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในโอกาสที่เขาเดินทางไปเยือนเวียดนาม
ผมอ่านทบทวนคำปราศรัยหลายครั้ง เพื่อตรวจทานและแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก เลือกใช้คำง่ายๆ ให้ชัดเจน ในการสื่อความหมาย ตั้งใจว่าอย่างน้อย ก็จะต้องให้”เจ้าภาพ”ได้เข้าใจในเจตนาการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่การมาเที่ยวฟรีและไร้สาระ แต่สมควรให้ข้อคิดที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมของโมร็อกโก จากประสบการณ์การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย
ตัวแทนชาติต่างๆ เข้าร่วมปราศรัยนับสิบๆ คน ใช้เวลาพูดกันนานๆ พูดกันในหลากหลายประเด็น ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปะวัฒนธรรมแม้แต่ในเรื่องโคลงกลอนภาษาอาหรับ ซึ่งมีศิลปินนักแสดงชาย(คงจะดังมาก เพราะเวลาเดินไปไหน ใครๆก็ทักทาย) จากอียิปต์รายหนึ่ง เข้าร่วมกล่าวปราศรัยและท่องกลอนด้วย สร้างความบันเทิงกันถ้วนหน้า ในหมู่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ยกเว้นผม ที่ไม่เข้าใจ
ผมเป็นคนสุดท้ายที่ปราศรัย มุ่งในประเด็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข สรุปรวมประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีพัฒนาการกว่าจะเป็นชาติมาอย่างยาวนานโดยกษัตริย์หลายสิบพระองค์ที่ทรงปกครองต่อเนื่องไม่ขาดสายกว่า ๗๐๐ ปี พัฒนาจากนครรัฐ มาเป็นราชอาณาจักรในที่สุด แม้ในบางโอกาสจะลุ่มๆ ดอนๆไปบ้างก็ตาม
“นั่นเป็นเพราะกษัตริย์ไทยส่วนใหญ่ ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรม เน้นความเมตตากรุณาเป็นหลักและเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นของทวยราษฎร์ สถาบันกษัตริย์จึงได้รับความเคารพและนับถือมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบประดุจดั่งเทพเจ้าเลยทีเดียว”
ผมพรรณาว่า เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัติย์องค์ปัจจุบัน(เมื่อพ.ศ.๒๕๔๓) ทรงปกครองประเทศมากว่า ๕๐ ปี ทรงเป็นอีกพระองค์หนึ่งที่ดีทีสุด ทรงมีพระปรีชาสามารถสูงมากในบรรดากษัตริย์เท่าที่มีมา
พระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือคนยากคนจนที่ด้อยโอกาส ผ่านโครงการต่างๆ (ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่ามีกว่า ๔,๕๐๐ โครงการ)เพื่อสร้างงานที่ทันยุคทันสมัยและเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
พระองค์ทรงสร้างฝายน้ำล้นและเขื่อน ทรงพยายามจัดการทรัพยากรน้ำอย่าง ทรงทำฝนเทียม ทรงจัดการทรัพยากรดินให้เป็นผลดีต่อการเพาะปลูก ทรงปลูกต้นไม้ ปลูกป่า เพื่อทดแทนการสูญเสียที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ทรงเลี้ยงปศุสัตว์ เลี้ยงปลา
ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่าง ที่รัฐบาลไม่ได้ทำ หรือไม่สนใจทำ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมสถาบันกษัตริย์ จึงยังเป็นที่นิยมชมชื่นของประชาชนทั่วไปและทรงเป็นศูนย์กลางแห่งสามัคคีธรรม
ตามหลักการรัฐธรรมนูญไทย กษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง แต่คราวใดที่สถานการณ์การเมืองเลวร้ายถึงที่สุด พระองค์จะทรงเข้าแทรก เพื่อหยุดยั้ง หรือผ่อนคลายสถานการณ์นั้น แต่ไม่ทรงทำพร่ำเพรื่อ(พร้อมยกตัวอย่างการที่ทรงเข้าไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่าง”สุจินดา-มหาจำลอง”)
ผมได้หยิบยกกรณีตัวอย่างกรณีรัชกาลที่ ๗ ทรงยอมเสียสละการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ให้เกิดระบอบประชาธิปไตย ตามแบบอย่างตะวันตก โดยไม่เสด็จกลับจากอังกฤษ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากเติบโตขึ้นบนแผ่นดินไทย มาจนกระทั่งทุกวันนี้ และว่านั่นทรงเป็นพระเมตตาและพระกรุณาอันยิ่งใหญ๋ หาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ ทรงพยายามหลีกเลี่ยงการนองเลือด ที่อาจจะเกิดขึ้นและแม้เมื่อเกิดขึ้นจริงๆ(กบฏบวรเดช)ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก
ผมได้อธิบายถึงอุปสรรคต่างๆ ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ที่เชื่อกันว่าจะยังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยรวม ว่าเกิดจากอะไรบ้าง เช่น จากเผด็จการ จากความไร้ความสามารถและไร้ความตั้งใจของรัฐบาลพลเรือนและจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง
แต่นั่นก็เป็นเพียงธรรมชาติของการหมุนเวียนระบอบการปกครอง ที่เกิดจากกลุ่มที่เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่สามารถจะอยู่ได้เนิ่นนานตลอดไป หากประชาชนได้เรียนรู้ในสันดาน ก็จะต่อต้านและไม่ยอมเล่นด้วย
ผมจบคำปราศรัยด้วยถ้อยคำที่ว่า
“ไม่มีทหารที่ไหน ไม่ต้องการเป็นเผด็จการ โดยเฉพาะในบรรดาชาติซีกโลกฝ่ายใต้”(ในที่นี้ผมหมายถึงชาติที่ยากจนและยังไม่พัฒนา)
พอบรรยายจบ ก็มีเสียงปรบมือ (แม้ไม่จะ”กราวใหญ่”นัก)
มีเสียงตะโกนถามว่า”ทำไมคุณมีกษัตริย์ที่ดีเช่นนี้” ผมตอบว่า “โมร็อกโก ก็มีกษัตริย์ที่ดีอยู่แล้ว ปัญหามีอยู่ว่าคุณจะใช้สถาบันนี้อย่างไร ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมเท่านั้น”
มีคนยกมือขอให้ผมพูดถึงสถาบันกษัตริย์ต่ออีกหน่อย
แต่ประธานในที่ประชุมตัดบท บอกว่าไม่มีเวลาแล้ว ต้องจบแล้ว
ความพยายามกระตุ้นเตือนให้โมร็อกโกพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ผมบังอาจนำเสนอ จึงต้องยุติลงเพียงแค่นั้น
เอาเป็นว่า นี้เป็นบทความสุดท้ายในหัวข้อ “ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต”เพื่อสะท้อนว่า ผมได้ทำอะไรให้ส่วนรวม นอกเหนือไปจากจากการทำงานอาชีพนักข่าว ซึ่งเป็นอานิสงส์ที่ได้จากทุน WPI ที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ผมได้เปิดขอบฟ้าแห่งประสบการณ์อีกด้านหนึ่ง จึงใคร่ถือโอกาสขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
คราวหน้า จะเขียนเรื่องอื่นๆ ตามแต่สถานการณ์ทั่วไปครับ







