ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (21)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (21)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
บัญชาการกองทัพของราชอาณาจักรของเขา เมื่อเขาทำการละหมาด เขาใช้ภาษาอาหรับ ณ เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นนั่งบัลลังก์เพื่อตัดสินคดีความ และการบริหาราชการ เขาพูดภาษาอาหรับ และออกคำสั่งด้วยกับ ภาษานี้
ตามสายรายงานที่ปรากฏอยู่ในวจนะที่น่าเชื่อถือได้เล่าเรื่อง ไว้ว่า มีบุคคลผู้หนึ่งมาถาม อิมามมูซา อัลกาซิม ถึงเรื่องที่ว่า “ความรู้ ทั้งหมดของบรรดาศาสดานั้นได้รับการมอบหมายให้กับศาสนทูตของ อัลลอฮ์เป็นมรดกตกทอดใช่หรือไม่” อิมามกล่าวว่า “ใช่ อัลลอฮ์มิได้ ทรงแต่งตั้งศาสดาองค์ใดให้มีความรู้มากกว่าไปกว่าศาสนทูดของ อัลลอฮ์เลย”
ผู้เล่าเรื่องกล่าวต่อไปว่า “อีซาเคยทำคนตายให้พื้นคืนชีพ อิมามกล่าวว่า “ใช่เจ้าพูดสัตย์จริงแล้ว และถึงแม้สุลัยมานก็รู้ภาษา ของนก และศาสนทูตของพระเจ้าก็มีอำนาจเหนือมวลสรรพสิ่ง จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า “สุลัยมานมองเห็นว่า นกกระรังหัวขวาน ได้ขาดหายไปจากสถานที่ของมัน และเขารู้สึกโกรธ ดังที่อัลลอฮ์ ทรงกล่าวถึงไว้ นกหัวขวานตัวนี้คอยรายงานสุลัยมานให้ทราบถึง เรื่องน้ำ ด้วยเพราะเหตุนี้เขาจึงรู้สึกโกรธ เพราะเขาช่วยตัวเองไม่ได้ถึง เรื่องนี้ นกหัวขวานเป็นนกตัวหนึ่ง ซึ่งมันได้รับความรู้ในส่วนนี้มา แต่สุลัยมานกลับไม่รู้ ถึงแม้เขาจะมีอำนาจในการควบคุมลม มด ญิน มนุษย์ ซาตาน พวกวายร้ายก็ตาม แต่เขาไม่รู้ถึงเรื่องการปรากฏตัว ของน้ำในอากาศ(เพราะเขามองไม่เห็นมัน) กระนั้นนกหัวขวานกลับรู้ อัลลอฮ์ตรัสว่า หากกุรอานดังกล่าวนี้ ปรากฏอยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งทำให้ ภูเขาเดินได้ และแผ่นดินก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และคนตายก็จะฟื้น คืนชีพ ดังนั้นนี้คือกุรอานเล่มเดียวกัน แต่ความรู้ของพวกเขาอยู่กับเรา และเราทราบว่ามีน้ำอยู่ในอากาศ(และเรามองเห็นมัน)
พระเจ้ามีโองการสองสามโองการที่เราอ่านเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ ตามสายรายงานของการเล่าเรื่องที่น่า เชื่อถือได้เล่าว่า ผู้พิพากษา ยะฮ์ยา บิน อัคซัม สอบถามอิมาม นากี ว่า “สุลัยมาน ไม่มีความรู้ ดังที่อซีฟ บิน เบิรกียะฮ์ มีดอกหรือ” อิมามจึงกล่าวตอบ ว่า “บุคคลที่เขามีความรู้ในบางส่วนของคัมภีร์ของอัลลอฮ์ก็คือ อชีฟ บิน เบิรกียะฮ์ แต่สุลัยมาน มิใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความรู้และความเข้าใจ ในสิ่งที่อซีฟรู้ แต่เขาประสงค์จะให้ความสูงส่งของอซีฟได้เป็นที่ ประจักษ์ต่อบรรดาญินและมนุษย์ เพื่อที่จะให้พวกเขาทั้งหมดได้ สรุปกันเองว่า ภายหลังจากเขา(สุลัยมาน) อซีฟ คือข้อพิสูจน์ของ อัลลอฮ์และเป็นคอลีฟะฮ์ของสุลัยมาน และความรู้ซึ่งอซีฟมีอยู่นั้น เป็นบางส่วนที่สุลัยมานมอบให้กับเขา ด้วยกับพระบัญชาของอัลลอฮ์ แต่อัลลอฮ์มีพระประสงค์ว่า ความรู้ของอซีฟเป็นที่ปรากฏชัด เพื่อว่าจะได้ไม่มีความขัดแย้งแตกแยกในเรื่องอิมามัตของเขา ดังที่ ดาวุดแต่งตั้งสุลัยมานให้เป็นคอลีฟะฮ์ของเขาจากการตอบคำถาม ซึ่งสุลัยมานได้กล่าวตอบไว้ เพื่อว่าประชาชาติภายหลังจากดาวูด จะได้ยอมรับการเป็นศาสนทูตของเขา”
ตามสายงานที่ดีของผู้รายงาน ดังมีรายงานไว้จากอิมาม อัศ ศอดิก ดังว่า “ผู้คนจะปฏิเสธคำกล่าวของ อะลี ได้อย่างไร ดังที่เขา แสดงไว้ว่า “หากฉันต้องการ ฉันก็สามารถจะเอาขาของฉันไปวางไว้ บนอกของมุอาวียะฮ์ผู้ซึ่งอยู่ที่ซีเรีย และก็สามารถที่จะคว่ำบัลลังก์เขา ลงได้” ถึงแม้พวกเขาจะไม่ปฏิเสธถึงความอัศจรรย์ของอซีฟผู้เป็นผู้สืบ ทอดตำแหน่งของสุลัยมาน เมื่อเขาไปเอาบัลลังก์ของบิลกิสมาให้กับ สุลัยมานภายในชั่วกระพริบตาหนึ่ง ศาสนทูตของเรา มิได้เป็น ศาสนทูตที่ดีที่สุดในบรรดาศาสดาดอกหรือ และผู้สืบทอดตำแหน่ง ปฏิเสธสิทธิ์ต่างๆของเรา และไม่ยอมรับในความเยี่ยมยอดของเรา ? อัลลอฮ์จะทรงเป็นผู้ตัดสินระหว่างพวกเขากับเรา บรรดาผู้ที่พวกเขา ของเขา มิได้ มิได้เป็นผู้เลิศสุดในบรรดาผู้สืบตำแหน่งทั้งหลายดอกหรือ
ในอีกวจนะหนึ่งที่เชื่อถือได้ มีรายงาน ไว้ว่า อบู ฮะนีฟะ ถามอิมาม อัศ ศอดิก ว่า “ในมวลหมู่นกทั้งหลายทำไมสุลัยมานจึงถามหาเฉพาะนกหัวขวานเล่า” อิมามกล่าวตอบว่า “นกหัวขวาน ตัวนั้นมันสามารถมองเห็นโดยมองผ่านน้ำลงไปได้ ดังที่เจ้าสามารถ มองเห็นน้ำมันในขวดได้” กระนั้น เมื่อได้ยินดังนี้ อบู ฮะนีฟะฮ์ จึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ทำไมกัน” อิมามจึงถามเขาว่า “เจ้าหัวเราะ เขาจึงกล่าวตอบว่า “ผู้หนึ่งที่เขาสามารถเห็นโดย มองผ่านน้ำลงไปได้นั้น เขาจะเห็นเมล็ดพืชโดยมองผ่านดินลงไป แต่ต้องไปติดกับดักได้อย่างไรกัน” อิมามกล่าวว่า “ฉันคิดว่าเจ้า คงไม่รู้ดอกว่า การกำหนดชะตากรรมไว้ล่วงหน้าแล้วอันเป็นความ ชาญฉลาดได้ปิดดวงตาลง และได้มีการกล่าวไว้ในดุอาอ์ นูร ว่า อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาปรานีให้กับสุลัยมาน อิบนิ ดาวูด ดังที่พระองค์ทรงมีพระบัญชามายังเรา”
ตามสายรายงานที่น่าเชื่อถือของผู้เล่าเรื่องที่เล่ามาจาก อิมาม อัลฮะซัน อัลอัสการี ว่า อัลลอฮ์ทรงมอบหมายให้เป็นพิเศษกับ มุฮัมมัด อัล มุสฎอฟา ด้วยกับซูเราะฮ์ ฮัมด์ และพระองค์มิได้ทรงรวม ศาสดาองค์อื่นเข้าไว้ นอกจากสุลัยมาน เพราะในซูเราะห์นี้ก็คือบิสมิลลาฮ์ ที่ทรงมอบให้ จึงใช้เป็นการเริ่มต้นสาส์นของสุลัยมาน ที่มีไปถึงบิลกิส 1
คำสอน กฎหมาย
และวิวรณ์ต่างๆที่ถูกวิวรณ์มายัง สุลัยมาน
อัลลอฮ์ตรัสไว้ว่า “และดาวูดและสุลัยมาน เมื่อพวกเขาออก คำสั่งในการตัดสินพิพากษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องไร่นาแห่งนั้น เมื่อแกะของผู้คนเข้ามากินพืชไร่ ณ ที่นั้นในเวลากลางคืน
เหตุการณ์นี้มีเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่อย่างมากมายที่กล่าวถึงไว้ และบางเรื่องได้กล่าวถึง ไว้ในหนังสือบิฮารุล อันวาร เพราะเรื่องเหล่านี้มิได้มีการรายงานกันมาตามสายรายงาน ที่น่าเชื่อถือ ฉัน(อัลมัจลีซี)จึงได้กล่าวมันไว้เฉพาะในหนังสือเล่มนั้น และเราทรงเป็นพยานต่อการตัดสินความของพวกเขา ดังนั้น เรา จึงทำให้สุลัยมานเข้าใจมัน และแต่ละคนเรามอบวิทยาญาน และความรู้ให้ (21:78-79)
ตามสายรายงานที่เล่าเรื่องสืบกันมาที่น่าเชื่อถือ มีการเล่าเรื่อง ราวไว้จาก อิมาม อัศศอดิก ว่า มีแกะจำนวนหนึ่งของบุคคลผู้หนึ่ง เดินเข้าไปในสวนองุ่นของอีกบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นชาวอิสราเอล และทำลายสวนนั้น เจ้าของแกะถูกจับกุมและนำตัวมายังดาวูด เพื่อการตัดสินพิพากษา ดาวูดจึงส่งเรื่องไปให้สุลัยมานเพื่อการตัดสิน สุลัยมานออกคำพิพากษามาว่า หากแกะฝูงนั้นทำลายต้นไม้จนถึง รากของมันและกินมันจนหมดสิ้น เจ้าของแกะก็จะต้องมอบแกะ ทั้งหมดพร้อมด้วยลูกแกะอ่อนของมันให้กับเจ้าของสวน และถ้า หากพวกมันกินเฉพาะผลองุ่นและลำต้นและกิ่งก้านของมันคงอยู่ ดังนั้นแทนที่จะเป็นแกะก็มอบให้เฉพาะลูกที่อยู่ในท้องของมัน การ ตัดสินของตาวูดก็มิได้แตกต่างไปจากการตัดสินของสุลัยมาน เพราะ หากพวกเขาให้อัลลอฮ์ตัดสิน พระองค์ก็จะทรงตัดสินให้กับพวกเขาใน แบบนี้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นพยานให้กับการตัดสินพิพากษา ของพวกเขา”
มีวจนะที่เชื่อถือได้อีกวจนะหนึ่งเล่าเรื่องมาจากอิมาม มุฮัมมัด อัล บากิรว่า การตัดสินนี้มิได้กระทำพียงคนเดียว แต่พวกเขาได้หารือร่วมกัน และรอคอยการลงวิวรณ์ อัลลอฮ์ทรงแจ้งถึงการตัดสิน พิพากษา โดยผ่านทางวิวรณ์มายังสุลัยมาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ เยี่ยมยอดของเขา
อิมามัต นั้นเป็นตำแหน่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และอิมามแต่ละท่าน ตามรายงานที่เป็นของจริงแท้ อิมาม อัศ ศอติก กล่าวว่า นั้นอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงแต่งตั้งด้วยตัวของพระองค์เอง อิมามท่านหนึ่งนั้น องตนเอง โดย จึงไม่มีสิทธิที่จะไปแต่งตั้งผู้ใดตามการเลือกสรรของตนเอง แท้จริงอัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังดาวูดให้แต่งตั้งทายาทผู้สืบมรดกจากครอบครัวของท่าน “เพราะข้าได้มีลิขิตไปแล้วว่า ทุกๆผู้สืบมรดกของศาสดาองค์หนึ่ง ต้องมาจากครอบครัวของเขาเอง” ดาวูดมีบุตรชายสองสามคนและคนหนึ่งของพวกเขาก็คือบุตรชายคนที่มารดาของพวกเขาเป็นที่รักของดาวูด ดาวูดเข้าไปหาภรรยาของเขาและแจ้งกับนางว่า “อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์ลงมาว่า พระองค์จะทรงแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งของฉันจากครอบครัวของฉัน” นางจึงกล่าวว่า “จงทำให้บุตรชายของฉันเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนั้นเถิด” ดาวูดกล่าวครอบครัวของทาน “เพราะข้าได้มีลิขิตไปแล้วว่า ทุกๆผู้สืบมรดกของ ศาสดาองค์หนึ่ง ต้องมาจากครอบครัวของเขาเอง” ดาวูดมีบุตรชาย สองสามคนและคนหนึ่งของพวกเขาก็คือบุตรชายคนที่มารดาของ พวกเขาเป็นที่รักของดาวูด ดาวูดเข้าไปหาภรรยาของเขาและแจ้ง กับนางว่า “อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์ลงมาว่า พระองค์จะทรงแต่งตั้งผู้ สืบทอดตำแหน่งของฉันจากครอบครัวของฉัน” นางจึงกล่าวว่า “จงทำให้บุตรชายของฉันเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนั้นเถิด” ดาวูดกล่าว ตอบว่า “ฉันก็ต้องการมันเช่นกัน” แต่มันอยู่ในความรอบรู้ของ อัลลอฮ์ที่ สุลัยมาน ต้องเป็นผู้สืบตำแหน่ง ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรง วิวรณ์มา “ดาวูด ขอให้เขาอย่ารีบร้อนในการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง ของเขา” “จนกว่าบัญชาของข้าจะมีมา” ภายหลังจากนั้นสองสามวัน มีคนมาหาดาวูด เกี่ยวกับเรื่องสวนองุ่นและแกะเพื่อการตัดสินความ อัลลอฮ์ทรงมีบัญชาให้ดาวูดเรียกบรรดาบุตรชายของเขามารวมกัน เมื่อคู่ความต่างแถลงต่อศาลถึงคดีความของพวกเขา ต่อหน้าบุตรชาย ของดาวูด สุลัยมานจึงสอบถามขึ้นว่า “โอ้ผู้เป็นเจ้าของสวน มัน เป็นเวลาใดกันที่แกะเข้าไปในสวนของท่าน” เขากล่าวตอบว่า “ในเวลา กลางคืน” จากนั้นเขาจึงกล่าวกับเจ้าของแกะว่า “ฉันขอตัดสิน พิพากษาให้ท่านชดใช้กับเจ้าของสวนด้วยกับบรรดาลูกอ่อนของแกะ และขนของมันเป็นเวลาหนึ่งปี” ดาวูด จึงกล่าวขึ้นว่า “ทำไมถึงไม่ ตัดสินให้แกะทั้งหมดตกเป็นของเจ้าของสวน ดังที่บรรดาผู้พิพากษาชาวอิสราเอลออกคำตัดสินพิพากษาไว้เช่นนั้น สุลัยมาน กล่าว ตอบว่า “บรรดาต้นไม้ ไม่ได้ถูกกินถอนรากถอนโคน ในปีหน้าผลไม้ ก็จะออกมาอีกตามปกติจากต้นไม้เหล่านั้น เฉพาะปีนี้เท่านั้นที่พืชไร่ถูกทำลาย เพราะฉะนั้นปีนี้เท่านั้นลูกอ่อนของแกะจึงถูกชดใช้ให้กับเจ้า ของสวน” อัลลอฮ์ทรงมีวิวรณ์มายังดาวูดว่า ไม่ว่าคำตัดสินพิพากษา ของสุลัยมานจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ย่อมถือว่าถูกต้อง ตาวูด เอ๋ย ในสิ่งใดก็ตามที่เจ้าต้องการนั้น มันต่างไปจากที่ข้าประสงค์

