ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (45)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (45)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ..
ที่ลุกขึ้นมาพูดกับท่าน เขากล่าวตอบว่าเป็นเพราะบุคคลอื่นๆ ทั้งหมดนั้นมีบังเหียนที่เป็นไฟอยู่ในปากของพวกเขา และบางคนมีบรรดาทวยเทพที่ไร้ความปราณี และมีความรุนแรงกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่ จากนั้นเขาจึงกล่าวเสริมว่าถึงแม้เขาจะอาศัยอยู่ร่วมกับพวกเราแต่เขาไม่เหมือนกันกับพวกนั้น เมื่อการลงโทษของพระเจ้ามาประสบกับพวกเขา ฉันก็ถูกมันเล่นงานเอาด้วยเหมือนกัน แต่ฉันถูกแขวนอยู่กับเส้นผมของฉัน อยู่ ณ ปากเหวนรกและฉันเกรงว่า ฉันจะตกลงไปในขณะใดก็ได้ อีซาจึงกล่าวว่าการได้นอนหลับอยู่ ณ ที่ปรักหักพังและการมีชีวิตอยู่ด้วยกับขนมปังที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์นั้นมันเป็นความดีอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งซึ่งเป็นการพิทักษ์รักษาศาสนาของบุคคลผู้หนึ่ง
ตามการรายงานอีกวจะนะหนึ่ง ขณะที่อีซาเดินทางไปกับสาวกของท่านสองสามคนผู้ซึ่งมองเห็นศพของคนตายคนหนึ่งและกับซากเน่าของสุนัขตัวหนึ่ง บรรดาสาวกจึงอุทานขึ้นว่าสุนัขเน่าตัวนี้มันช่างมีกลิ่นเหม็นอะไรเช่นนั้น อีซาจึงกล่าวว่า ฟันของมันช่างเงาวับและสวยอะไรเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการชี้แนะให้เห็นว่าพวกเขาไม่ควรไปมองเฉพาะข้อบกพร่องต่างๆ ถึงแม้จะมีมากก็ตาม แต่ก็ควรจะใส่ใจกับสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในนั้น
มีกล่าวไว้ในอีกเรื่องเล่าหนึ่งว่า โลกได้มาเสนอตนต่ออีซาในรูปของผู้หญิงแก่ที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ผู้ซึ่งนางมีฟันหลอแต่แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างดีเยี่ยม อีซาจึงถามนางว่า นางมีสามีมากี่คนแล้ว นางกล่าวว่า นางไม่อาจนับได้ถ้วน จากนั้นอีซาจึงถามว่าสามีของนางทั้งหมดนั้นเสียชีวิตหรือว่านางหย่าขาดจากพวกเขา นางกล่าวตอบว่า “เปล่าเลย ฉันฆ่าสังหารพวกเขาไปด้วยกันทั้งหมด” อีซาจึงอุทานขึ้นว่า “ความวิบัติจงมีแต่บรรดาสามีที่เหลืออยู่กับเจ้าผู้ซึ่งเขามิได้ละทิ้งเจ้า ทั้งๆ ที่เห็นว่า เจ้านั้นสังหารพวกเขาในทุกๆ วัน”
มีรายงานไว้ในเรื่องเล่าหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งอีซาเห็นชายชราคน
หนึ่งกำลังขุดดินด้วยกับเสียม เขากำลังเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก อีซา วิงวอนต่ออัลลอฮ์ เพื่อการกำจัดความถวิลหาอาวรไปจากหัวใจของชายชราคนนี้ อัลลอฮ์ทรงรับในการวิงวอนของอีซา และจึงทำให้ชายชราคนนี้วางเสียมของเขาลง และจึงไปนอน จากนั้นอีซาจึงวิงวอนเพื่อให้ความถวิลหาอาวรกลับเข้าไปในจิตใจของเขา ในทันใดนั้น เขาจึงลุกขึ้นหยิบเครื่องมือของเขาขึ้นมา และเริ่มทำงาน อีซาจึงถามเขาว่า ทำไมเขาถึงวางเครื่องมือของเขาลง และจากนั้นจึงเริ่มกลับมาทำงานอีก เขาจึงกล่าวตอบว่า “ในขณะนั้นมันเกิดขึ้นในจิตใจของฉันว่า ฉันก็เป็นคนชรามากแล้ว และไม่อาจทราบได้ว่าฉันจะตายเมื่อใด และฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องขุดดินเพาะปลูกอะไรอีก ฉันจึงไปนอนเพื่อพักผ่อน แต่เกิดความคิดขึ้นมาในจิตใจของฉันอีกครั้งหนึ่งว่า ปัจจัยยังชีพนั้นถือเป็นเรื่องจำเป็นจนกว่าฉันจะตาย ดังนั้นฉันจึงลุกขึ้นเพื่อจะออกไปเริ่มทำงานของฉันอีก”
มีกล่าวไว้ในวจนะที่เชื่อถือได้บทหนึ่งว่า ศาสดาของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งบรรดาสาวกถามอีซาว่า “โอ้ผู้เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ของอัลลอฮ์ เราควรจะอยู่กับผู้คนชนิดใดดี เขาจึงตอบว่าจงอยู่กับผู้คนเหล่านั้นที่เมื่อพวกเจ้าเห็นพวกเขาแล้ว ทำให้พวกเจ้ารำลึกถึงอัลลอฮ์ และการสนทนากับพวกเขาอาจทำให้ความรู้ของพวกเจ้าเพิ่มพูนขึ้น และลักษณะของพวกเขาอาจทำให้พวกเจ้ารำลึกถึงปรภพ
ตามการเล่าเรื่องที่เป็นของจริงแท้เรื่องหนึ่ง มีรายงานว่าอิมามอัศศอดิกกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งอีซาผ่านบุคคลกลุ่มหนึ่งไป ผู้ซึ่งกำลังร่ำไห้กันอยู่ เมื่อได้สอบถามดู ท่านจึงทราบว่าพวกเขากำลังร่ำไห้เพื่อขอให้อัลลอฮ์อภัยโทษให้กับบาปต่างๆ ของพวกเขา อีซาจึงกล่าวว่า พวกเขาไม่ควรหยุดการร้องไห้จนกว่า อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้กับพวกเขาในอีกวจนะหนึ่งที่น่าเชื่อถือได้รายงานไว้ว่า อิมามท่าน เดียวกันนี้ ได้เคยกล่าวไว้ว่า ศาสนทูตของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง อีซาผ่านหลุมฝังศพแห่งหนึ่งไปซึ่งกำลังได้รับการลงโทษ ในปีต่อมา เมื่อเขาผ่านหลุมฝังศพเดียวกันนี้ไปอีกครั้งหนึ่งแต่กลับไม่มีการลงโทษ อีซาจึงวิงวอนเพื่อขอทราบถึงเหตุผล จึงมีวิวรณ์ลงมาจากพระเจ้า เพื่อเผยให้เขารู้ว่าคนตายผู้นี้มีบุตรชายคนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม เขาได้ซ่อมแซมทางเดินแห่งหนึ่งสำหรับมุสลิมและทำให้ผู้คนสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ให้การเลี้ยงดูเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮ์จึงอภัยโทษให้กับเขา
วันหนึ่งอีซาบอกกับยะห์ยาวว่า หากผู้คนใส่ร้ายป้ายสีท่านถึงความชั่วร้ายที่ท่านมีอยู่ ท่านก็ควรจะพิจารณาถึงมัน และขอให้เขาจัดการขออภัยเสีย และวิงวอนให้เขาได้รับการอภัยโทษ แต่หากเขากล่าวร้ายท่านถึงความชั่วร้ายที่ท่านไม่มีอยู่ตามคำกล่าวร้ายของเขา ดังนั้นมันก็เป็นความดีสำหรับตัวของท่านเอง ซึ่งท่านจะได้รับโดยมิต้องเหนื่อยที่จะทำความดีนั้น
3.15 การส่งสำรับอาหารลงมา
อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า “เมื่อบรรดาสาวกกล่าวว่า โอ้ อีซาบุตรของมัรยัม พระผู้อภิบาลของท่านจะทรงพึงพอพระทัยที่จะส่งอาหารจากสวรรค์ลงมาให้กับพวกเราหรือไม่” (5:112)
เป็นที่กล่าวว่าปัญหาของพวกเขานี้มีมาก่อนที่ศรัทธาของพวกเขาจะสมบูรณ์ หรือไม่ก็พวกเขาไม่รู้จักในความมีมหิทธานุภาพของอัลลอฮ์ หรือไม่ก็พวกเขามีความประสงค์จะเรียนรู้ว่า อัลลอฮ์จะทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะกระทำเช่นนั้นหรือไม่ หรือพวกเขาต้องการทำให้เป็นที่แน่ใจว่า อัลลอฮ์จะทรงตอบรับคำวิงวอนของท่านหรือไม่ หากท่าน(อีซา)ร้องขอต่ออัลลอฮ์
มีการบันทึกไว้ในแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้ดังคำกล่าวของ
อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิกว่า อะฮ์ลุลบัยต์ อ่านออกเสียงคำว่า “รอบบากะ” (แต่ไม่ใช่ “รอบบุกะ”) ซึ่งมีความหมายว่า “ท่านสามารถที่จะนำเสนอความต้องการดังกล่าวนี้ต่อพระผู้อภิบาลของท่านหรือไม่”
อีซา กล่าวว่า “หากพวกเจ้าศรัทธาในอัลลอฮ์ และศาสดาของพระองค์แล้ว ก็จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และอย่าได้ตั้งคำถามใดๆ ต่อพระพักตร์ของพระองค์”
“พวกเขากล่าวว่า เราปรารถนาว่า เราจะได้บริโภคจากมันและที่ว่าหัวใจของเราจะได้สงบ และเพื่อว่าเราจะได้รู้ว่า คำพูดของท่านที่พูดกับเรานั้นเป็นสัจธรรมอย่างแท้จริง และเพื่อว่าเราจะได้เป็นพยานให้กับมัน อีซา บุตรของมัรยัมกล่าวว่า โอ้ อัลลอฮ์ พระผู้ทรงอภิบาลของข้าพระองค์ ได้โปรดส่งอาหารจากฟากฟ้าให้กับเราด้วยเถิด ซึ่งจะเป็นกับเราอันเป็นความสุขหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเราให้กับคนแรกของเราและเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์และทรงโปรดประทานแหล่งแห่งปัจจัยยังชีพให้กับเราด้วยเถิด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่เลิศในหมู่ผู้ประทานทั้งหลาย”
เมื่อว่าตามเรื่องที่เล่าขานไว้ ถาดอาหารจากสวรรค์ถูกส่งลงมา ณ วันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นชาวคริสเตียนจึงเฉลิมฉลองกันในวันนั้น
“อัลลอฮ์ตรัสว่า แน่แท้ข้าจะส่งมันลงมาให้กับเจ้า แต่หากผู้ใดก็ตาม ต่อมาภายหลังเป็นผู้ปฏิเสธในหมู่พวกเจ้า แน่แท้ข้าจะจัดการลงโทษเขาด้วยกับการลงโทษในชนิดที่ข้าจะไม่ลงโทษผู้ใดในหมู่ประชาชาติต่างๆ เช่นนั้น”
มีกล่าวไว้ในวจนะที่น่าเชื่อถือได้วจนะหนึ่ง ตามที่อิมามยะอ์ฟัร อัศศอดิก กล่าวว่า เมื่ออัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกร ทรงส่งสำรับอาหาร (มาอิดะฮ์) มาให้ อีซาจึงมีบัญชามายังบรรดาสาวกว่า ยังไม่ควรที่ผู้ใดจะกินจากมัน จนกว่าท่านจะอนุญาตพวกเขาให้กระทำเช่นนั้น แต่มีคนหนึ่งของพวกเขากินเข้าไป และมีบางคนบอกอีซาถึงเรื่องนี้ เมื่ออีซาถามเขา เขาปฏิเสธว่าไม่ได้กิน แต่สาวก ทั้งหมด ยืนยันว่า เขากินอาหารนั้นไปแล้ว อีซาจึงยืนยันว่า เมื่อพี่น้องมุอ์มินผู้ศรัทธาของพวกเจ้าปฏิเสธว่าเขาไม่ได้กระทำสิ่งหนึ่งซึ่งพวกเจ้าเห็นด้วยกับตาตนเองว่าเขาทำ พวกเจ้าก็ควรปฏิเสธสายตาของพวกเจ้าและยืนยันในสิ่งที่ผู้ศรัทธาคนนั้นกล่าว
เชค ตะบัรซี ได้บันทึกไว้ว่า ผู้คนต่างมีความขัดแย้งกันในรายละเอียดต่างๆ ของสำรับอาหารนี้และชนิดของอาหาร อัมมาร ยะซี รายงานว่า ท่านศาสนทูตกล่าวว่า ในถาดอาหารนั้นมีขนมปังและเนื้อ เพราะผู้คนต่างร้องขอเอาจากอีซาว่าพวกเขาต้องการอาหารซึ่งไม่มีวันหมดสิ้น และพวกเขาจะได้กินกันไปเรื่อยๆ
อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรบอกกับพวกเขาว่า ความจำเริญนี้จะดำรงอยู่กับพวกเขา ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ได้แสดงความไม่บริสุทธิ์ใจออกมา และมิได้ทำการกักตุน และหากว่าพวกเขากระทำเช่นนั้นพวกเขาจะต้องถูกลงโทษ แต่พวกเขาได้พิสูจน์ออกมาว่าพวกเขามีใจไม่บริสุทธิ์กันในวันนั้นเลยทีเดียว
3.16 การลงวิวรณ์และคำเทศนาที่ถูกประทานมาสู่อีซา
พระผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า “และเมื่ออัลลอฮ์ตรัสว่า โอ อีซา บุตรของมัรยัม เจ้าพูดกับผู้คนหรือว่า จงยึดเอามารดาของฉันและตัวฉันเป็นพระเจ้าสององค์ นอกจากอัลลอฮ์”
มีการเล่าขานมาจากอิมาม อัศศอดิกว่า อัลลอฮ์ยังมิได้ตรัสคำพูดเหล่านี้กับอีซา แต่พระองค์จะทรงตรัสเช่นนี้ในวันฟื้นคืนชีพ เมื่อพระองค์จะทรงรวบรวมชาวคริสเตียนไว้เบื้องหน้าเขา (คริสต์) เพื่อสรุปข้อโต้แย้งของบรรดาผู้ยืนยันในความเท็จนี้ ถึงแม้อีซาจะมิได้เคยคิดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด และไม่เคยได้เผยแพร่ความเชื่อดังกล่าว (ดังที่ว่าพวกเขาไม่ควรเรียกอีซาว่าเป็นพระเจ้าหรือบุตรของพระเจ้า) อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรทรงใส่คำถามนี้ให้กับอีซา โดยมิพักจะต้องพูดถึงความจริงอันชัดแจ้งที่ว่า พระองค์ทรงตระหนักดีว่า


