เขียนเรื่อง รถไฟ (เล่นๆ )

เขียนเรื่อง รถไฟ (เล่นๆ )
รถไฟมีพัฒนาการมาจากรถรางที่ใช้ม้าลาก (Wagonway)บนรางไม้ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาใน ค.ศ. 1804(พ.ศ. ๒๓๔๗ )การคิดค้นรถจักรไอน้ำ (ที่อังกฤษเช่นเดียวกัน) ทำให้รถไฟถูกนำไปใช้งานทั่วโลก ในฐานะที่เป็นระบบขนส่งที่ราคาถูกและรวดเร็วกว่าที่เคยมีมา ทั้งนี้ ระบบขนส่งมวลชนเร็วและรถรางมีขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อขนส่งผู้โดยสารจำนวนมากตามเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ( พ.ศ.๒๔๖๓ ) เป็นต้นมา รถจักรดีเซลและรถจักรไฟฟ้าก็เริ่มเข้ามาทดแทนรถจักรไอน้ำ(ข้อความจาก google )
รถไฟเป็นการขนส่งสาธารณะที่จำเป็นในหลายประเทศทั่วโลก มีทั้งสำหรับผู้โดยสารและสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะทำเป็นขบวนตู้ container ซึ่งสะดวกในการขนส่ง สำหรับผู้โดยสาร มีการพัฒนามาตั้งแต่รถไฟแบบหวานเย็น หยุดทุกสถานี และด่วน จนถึงด่วนพิเศษ ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศ ได้พัฒนาปรับปรุงขบวนรถไฟเป็นแบบ bullet train หรือรถไฟหัวกระสุน ซึ่งแต่ละประเทศมีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่นที่ญี่ปุ่นเรียก Shinkansen ที่อังกฤษ มี high speed train ซึ่งเป็น intercity หรือวิ่งระหว่างเมืองใหญ่ๆ กับวิ่งระหว่างประเทศ และที่แน่นอน คือรถไฟความเร็วสูงของจีนที่เผยแพร่ลงมาสู่ถิ่นฐานบ้านเราด้วย ที่ยุโรป ผมจำได้ว่าเคยนั่งรถไฟจากบรัสเซลส์ไปลอนดอน โดยนั่งยาวตลอดจากต้นทางถึงปลายทาง เข้าใจว่าลอดอุโมงใต้มหาสมุทร ซึ่งสมัยก่อนต้องนั่งเรือเฟอรี่ข้ามช่องแคบอังกฤษนี้
กิจการรถไฟไทย กำเนิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้สถาปนากรมรถไฟขึ้นในเดือนตุลาคม พศ. ๒๔๓๓ และเปิดเดินรถสายแรกในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๓๙ เป็นเส้นทางกรุงเทพฯอยุธยา และขยายเส้นทางถึงนครราชสีมา ใน พศ. ๒๔๔๓ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงวางรากฐาน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา จนได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการรถไฟไทย ( ข้อความจาก google )
เรื่องรถไฟนี้ ผมคุ้นมาตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านอยู่ใกล้กับคลองแสนแสบ และฝั่งตรงข้ามเป็นเส้นทางรถไฟจากมักกะสันไปอรัญญประเทศ และได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้อยู่หลายครั้ง เพื่อไปบ้านเดิมของบิดา( พ่อ )ที่ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมหาโพธิ์ ปราจีนบุรี ซึ่งใช้เวลาเดินทางเกือบเต็มวัน โดยขึ้นรถไฟที่สถานีมักกะสัน ไปลงที่ปราจีนบุรี แล้วต่อเรือยนต์ไปท่าประชุม (ศรีมหาโพธิ์) จากนั้น นั่งรถโดยสารต่อไปโคกปีบ ปัจจุบัน โคกปีบอยู่ภายใต้สังกัดอำเภอศรีมโหสถ และเดินทางโดยรถยนต์ถึงภายใน ๒-๓ ชั่วโมง
นอกจากนั้น พ่อผมเคยทำงาน ที่บ้านท่าเกษม อำเภอสระแก้ว ผมก็ได้ขึ้นรถไฟไปหาพ่อ และพักอยู่กับพ่อระยเวลาหนึ่งในช่วงปิดเทอม ซึ่งเคยไปมาหลายครั้ง รวมกับที่เคยแวะพักค้างบ้านป้า ที่กบินทร์บุรีด้วย จึงมีความคุ้นเคยกับการนั่งรถไฟตั้งแต่ยังเด็กๆ
เมื่อตอนกำลังเรียนที่เกษตร บางเขน อยู่ปี ๒ ( ๒๕๐๘ ) สโมสรเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ (น่าจะเป็นชื่อในสมัยนั้น) ได้จัดทัศนศึกษาตอนปิดภาคเรียนไปเชียงใหม่ ไปกลับโดยรถไฟ ผมได้ขอผู้ปกครองร่วมคณะไปด้วย รู้สึกจะจำได้ว่าเสียค่าใช้จ่ายคนละ ๓๐๐ บาท ไปประมาณ ๗ วันถ้าจำไม่ผิด ที่ประทับใจ คือเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่มีผู้ปกครองหรือพี่น้องไปด้วย และขณะที่นั่งรถไฟขาไป ก็เป็นการเมาสุราครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเพิ่งจะหัดดื่มสุราไม่นานก่อนหน้านั้น ขณะที่นอนซมเพราะความเมาอยู่เตียงบน ตู้นอนโท พี่ๆน้องๆร่วมคณะที่ยังไม่นอน ร้องเพลงอยู่ข้างๆเรา“ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำนี้จะนอนที่ไหนเอย”
เมื่อได้เริ่มทำงานที่กองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมการข้าว และต่อมาได้เป็นกรมส่งเสริมการเกษตร การเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงที่ผมทำงานแรกๆนั้น มี ๒ รูปแบบ คือถ้าไปทำงานอยู่นานๆ ก็ได้ใช้รถจี๊ปพร้อมคนขับรถ ไปแต่ละครั้งประมาณ ๓ อาทิตย์ จุดเป้าหมายที่ไปคืออำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย แต่ถ้าไป ๒-๓ วัน ก็จะไปโดยรถไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นเดียวกัน รถไฟส่วนใหญ่จะออกจากหัวลำโพงตอนบ่ายจัดๆ หรือเย็น แล้วไปถึงจุดหมายปลายทางในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น ถ้าไปสถานีปลายทางเลย เช่นหนองคาย หรือ อุบลราชธานี ก็สะบายใจเพราะไม่ต้องพะวงว่าจะถึงเมื่อใด แต่ถ้าต้องลงสถานีกลางทาง เช่นขอนแก่นหรือสุรินทร์ และโดยเฉพาะหากไปคนเดียว จะห่วงมากๆเพราะไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่ เกรงจะเลยไป ซึ่งหลายๆครั้งยังไม่สว่าง และไม่รู้จะหาพวกที่ลงด้วยกันมีใครบ้าง ทำให้เครียดๆ ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็เปิด google map คอยดูได้อย่างสะบายๆ
ตามสถานีรถไฟ มักจะมีของขายอยู่หลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหาร ที่จำได้ มีข้าวผัด ข้าวหลาม หรือไก่ย่าง สำหรับไก่ย่าง มักจะเป็นแบบชึ้นบางๆ สีเหลืองๆ เสียบแผงไม้ไผ่ เคยซื้อบ่อยๆ ประทับใจมาก บางทีคนขายก็ขึ้นมาเดินขายบนรถไฟ แม้รถไฟจะออกไปก็ไม่เป็นไร ลงสถานีหน้า แล้วคงจะจับรถไฟเที่ยวขากลับ ไปสถานีเดิม สถานการณ์แบบนี้ สำหรับผู้โดยสารมาคนเดียว พร้อมสัมภาระ ไม่ค่อยจะลุกไปเข้าห้องน้ำ กลัวใครมายกเอาสัมภาระไป เป็นที่ลำบากพอสมควร เรื่องนี้ อาจจะผ่านพ้นไป ถ้ารู้จักผูกไมตรีกับผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกัน ให้ดูแลสัมภาระให้ด้วย
สำหรับในประเทศเรา ไม่ว่าจังหวัดไหนที่รถไฟผ่าน จะมีถนนตัดผ่านทางรถไฟ โดยให้มีไม้กั้น หรือแผงรั้วล้อเข็น เวลารถไฟมา ต้องมีพนักงานคอยบริหารกั้นรถยนต์ ขณะนั้น รถยนต์ หรือ ยานพาหนะต่างๆต้องหยุดรอให้รถไฟผ่านไปก่อน จึงจะวิ่งต่อไปได้ ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ บางครั้งมีรถติดแถวยาวมาก ซึ่งได้ทำมานานแล้ว อาจจะเกิน ๘๐ ปี ก่อนผมเกิดก็ได้ เหตุการณ์นี้ จะเกิดการสูญเสีย โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถที่รอคอยแต่ละคัน นอกจากนั้น ยังต้องลงทุนทำแผงกั้น หรือไม้กั้น พร้อมทั้งจ้างพนักงานอีกหลายคน ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนเงินภาพรวมที่สูญเสียในแต่ละเดือน อาจจะเป็นแสนหรือล้านบาทก็ได้
ในทวีปยุโรป ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ แต่ผมจำว่า เขาไม่มีถนนที่ผ่านทางรถไฟ ตรงไหนที่ต้องตัดผ่าน จะเป็นทางลอด หรือสะพานลอยข้ามไปเลย และสำหรับการเดินเท้า ที่นั่นเป็นเมืองหนาว ผู้คนเดินตามถนนได้อย่างสะบายๆ เหงื่อไม่ออก แน่นอนที่สุดว่ามีสะพานลอยให้เดินข้ามรางรถไฟ ตามสถานีรถไฟ หรือจุดที่เป็นชุมชนต่างๆ ซึ่งมีมานานแล้ว ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเคยไปอยู่ในระยะสั้นๆเท่านั้น
สรุปแล้ว รถไฟ ยังเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับการเดินทาง และขนส่งสินค้า แต่สมควรจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงปัญหาที่เกี่ยวกับถนนตัดผ่าน และทางเดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จุดมุ่งหมายที่จะต้องเน้นในการพัฒนา คือเป็นทางเลือกที่เดินทางปลอดภัยที่สุด และถึงที่หมายตรงเวลา
บู๊ คนเคยหนุ่ม
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เขียนที่กรุงเทพฯ
Facebook Comments Box







