INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความปกติ

ความปกติ

ช่วงเทศกาลปีใหม่ ผ่านพ้นไป ด้วยความตื่นเต้นพอควร แม้จะไม่ได้ออกไปร่วมรับปีใหม่กับเขา เพียงแต่ระลึกถึงอดีตที่มีความสุขสำหรับเทศกาลนี้ ก็ตื่นเต้นแล้ว โดยเฉพาะตอนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ สมัยนั้น สมองยังสดชื่น ร่างกายแข็งแรง และไม่มีความทุกข์หรือความเศร้ามาเบียดเบียนในสมอง งานปีใหม่ของเกษตรในช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ (๒๕๐๗ – ๒๕๑๑) ตอนปีแรก ไม่มีหน้าที่อะไร เคยสนุก ดื่มจนเมาจนถึงเช้า และปีหลังๆ ได้ทำหน้าที่จัดการแสดงหลังหอประชุม ที่มีงานลีลาศ ได้แอบสนใจ เพื่อนผู้หญิง หรือรุ่นน้อง แต่ไม่กล้าแม้แต่จะไปใกล้ชิด เพราะคิดถึงคำที่ว่า “ดอกฟ้า” ในเพลงทาสเทวีที่ฮิตสมัยเด็กๆ เราเองก็แค่ชาวดิน ที่ไม่มีใครเอามาใส่ใจ ดื่มดีกว่า เพลินที่สุดแล้ว

ขณะนี้ เวลาที่เหลือก็ลดลงไปเรื่อยๆ จะแก่หรือไม่ ก็สังเกตตอนไปหาที่จอดรถที่ศูนย์การค้า ซึ่งเขากันที่จอดให้กับคนพิการกับผู้สูงอายุ เมื่อเอารถไปจอดที่ตรงนั้น เปิดกระจกให้ รปภ. เห็นหน้า ทันใดนั้น เขาโบกรถให้เข้าจอดทันที เห็นแค่หน้าตา ไม่ต้องดูบัตรประจำตัวอะไรเลย

คนแก่กับเด็กเล็กๆ แม้จะห่างไกลกันมาก แต่ก็มีอะไรที่คล้ายๆกัน เช่น คนแก่จะดื่มนมหลังอาหารเย็น กินไข่ทุกวันตอนเช้า และยังมีอีก คือ ใช้ baby lotion ทาเนื้อตัวก่อนนอน เพื่อไม่ให้คันตามผิวหนัง แล้วยังใช้แป้งเด็ก หลังอาบน้ำ คงจะสงสัยว่า แป้งเด็กเอามาทำอะไร เลยอยากเล่านิทานเก่าๆ รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

รายการทายปัญหาแม่บ้านทางโทรทัศน์ เมื่อสมัยก่อน พิธีกรถามว่า sodium chloride ( NaCl ) คืออะไร แม่บ้านไม่มีใครตอบได้ จนพิธีกรต้องใบ้ให้ง่ายขึ้นอีกนิด ว่า ใช้โรยไข่คุณผู้ชายตอนเช้าๆ ทันใดนั้น แม่บ้านคนหนึ่งยกมือ ตอบทันที ว่า Prickly Heat แป้งเด็กผสม Menthol ใช้ง่ายเย็นสบาย เก่งมากๆ แต่คำตอบผิด

ปกติเพื่อนๆที่วัยเดียวกับผม ขับรถขึ้นล่องกรุงเทพฯเชียงใหม่เป็นประจำ เพื่อนคนหนึ่งขับไปเรื่อยๆ ความเร็วประมาณ ๑๐๐ กม. ต่อชั่วโมง แล้วแวะพักกลางทางแถวกำแพงเพชรทุกครั้ง จนเป็นโรงแรมที่พักประจำ แต่มีอีกหลายๆคน ขับรถขึ้นล่อง ภายในวันเดียวกัน คงจะแวะพักตามปั๊มน้ำมัน ข้อดีของการใช้รถ คือ ไม่ต้องทิ้งรถให้จอดเฉยๆ มีรถใช้ได้ทุกวัน และสามารถขนของที่ต้องการจะขนมากกว่ารถประจำทาง รถไฟ หรือเครื่องบิน เมื่อไม่นานมานี้ พบเพื่อนคนหนึ่ง ที่เชียงใหม่ เขาเป็นคนที่นี่ แต่ลูกๆ มีครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ดีใจที่ได้พบกัน ก็คุยไปเรื่อยๆตามประสาเพื่อนฝูง ถามเขาว่า มายังไง ก็ได้รับคำตอบว่า ขับรถขึ้นมาจากกรุงเทพฯ นิ่งไปพักหนึ่ง นึกชมเชยว่าเขาก็ขับรถมาเหมือนเราเลย แต่เขาโพล่งมาว่า “ภรรยาเป็นคนขับ” อ้าว! ไหงสบายกว่าเราอีก ไม่ต้องขับเอง ปัจจุบัน มีสตรีขับรถทางไกลมากขึ้น เคยพบ ผู้หญิงขับรถคนเดียวจากกรุงเทพฯ บอกว่าจะไปแม่ฮ่องสอน เขาบอกว่าเคยขับไปมาเป็นประจำเพราะเป็นคนที่นั่น ต้องไปเยี่ยมบิดามารดาที่อายุมากแล้วสำหรับผม เวลาง่วงจัดๆ ก็ให้ภรรยาขับทุกครั้ง แต่ถ้าขับเองได้ ก็อยากจะขับเอง เคยง่วงๆ จะหลับอยู่ ๒-๓ ครั้ง ดีว่าภรรยาเห็นรถวิ่งผิดปกติ เลยตะโกนทักขึ้น หลบทัน จึงมีชีวิตไปต่ออีก ยังไม่ถึงฆาตในช่วงเวลานี้

อย่างไรก็ตาม จะอยู่ไปอีกนานเท่าใด ก็อย่าต้องนอนติดเตียง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คงทรมานมาก เลยหาทางป้องกันตัวเองไม่ให้นอนติดเตียง โดยกางที่นอน ลงนอนกับพื้น สามารถเก็บที่นอนเช็ดถูพื้นได้อย่างสบาย จะลำบากหน่อย ก็ตอนลุกขึ้นตอนเช้าที่ไม่ค่อยมีแรงยืน ทางแก้คือหาเก้าอี้กลมๆมาตั้งข้างๆที่นอน ไว้นั่งตอนนอนไม่หลับ และสามารถเอามือยันเวลาจะลุกจากที่นอนตอนเช้า มีข้อเสียนิดหน่อย ตอนที่ดับไฟมืดๆ แล้วลืมไปว่ามีเก้าอี้ตรงนั้น เดินไม่ระวังสะดุดล้ม เจ็บตัวบ่อยๆ สรุปแล้ว นอกจากจะเป็นคนติดดิน ยังนอนติดพื้น (บ้าน) แล้วพูดติดอ่างอีกด้วย

อีกไม่นาน ก็จะถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับตั้งแต่ปึ ๒๔๘๖ จนถึงปัจจุบัน จะครบรอบปีที่ ๘๑ ซึ่งเหล่านิสิตเก่าหลายๆคน จะกลับมา “คืนสู่เหย้า” ที่หลังหอประชุม ซึ่งเป็นหลังเดิมตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ ในสมัยนั้น นอกจากงานปีใหม่แล้ว ยังมีงานลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน จำได้ว่าเป็นวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี ผู้มาร่วมงานลีลาศในสมัยนั้น จะใส่สูท แต่งตัวแบบสากลนิยมเท่ห์มาก ผมเองก็เคยไปซื้อสูทสำเร็จรูปแถวถนนเจิญกรุง ยานนาวามาใส่ด้วย ตอนนั้น จำได้ว่าเราไปโค้งสุภาพสตรีตามโต๊ะต่างๆออกไปเต้นรำกับเราได้ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน มิตรภาพเป็นแบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่กันเองจริงๆ

ในสมัยนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนเปลี่ยนไปเยอะ เพราะเป็นที่ทำงานแหล่งใหญ่ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตร ในสมัยที่พวกเรายังเรียนอยู่ มีหน่วยงานของกระทรวงฯไม่มาก ทุกตารางนี้วเหมือนเป็นพื้นที่บ้านของเรา ส่วนใหญ่หรือเกือบทุกคนจะขี่จักรยานเป็นพาหนะ ซึ่งจะหนาแน่นในช่วงกลางวัน ที่จะต้องเปลี่ยนชั่วโมงเรียนไปมา ในสมัยนั้น ถ้าใครเรียนจบในคณะหรือสาขาวิชาอะไร ก็จะรับปริญญาเป็นชื่อของที่เรียนมา เช่น คณะกสิกรรมและสัตวบาล ก็ได้ปริญญา กสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต คณะอื่นๆ ก็เหมือนกันทุกคณะ ซึ่งผมคิดว่า เท่ห์ดี ที่ไม่เหมือนใคร

เมื่อก่อนนี้ เกษตรมีชื่อเสียงหลายประการ เช่น ดื่มสุราเก่ง ทำไวน์สับปะรดบริการเพื่อนๆมหาวิทยาลัยอื่นด้วย และมีความรักใคร่พวกพ้องเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากนิสิตทุกคนอยู่หอพัก และส่วนใหญ่อยู่หอตลอดเวลาที่เรียน เว้นแต่คนที่อยู่กรุงเทพฯ อาจจะกลับไปอยู่บ้านในปีที่ ๒ และปีต่อๆไป นอกจากนั้น ยังกล่าวกันว่า ที่เรียนเกษตร ไม่ว่าจากสถาบันไหน มักจะมีประเพณีต่างๆคล้ายกัน และรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ที่สำคัญที่สุด คือเรามีความรู้สึกว่าเราคือเกษตร และเพื่อนๆ พี่ น้อง เราก็คือเกษตรเหมือนกัน

สำหรับนิสิตเก่าเกษตรรุ่นที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ คือรุ่นที่ ๒๔ จะมารวมตัวกันในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อร่วมในการวางพวงมาลาบูรพาจารย์ผู้บุกเบิกให้มีการเรียนการสอนทางเกษตร และร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัย แล้วไปรดน้ำขอพรจากคณาจารย์อาวุโส (ซึ่งตอนนี้รุ่นเราคงเป็นรุ่นที่ถูกลูกศิษย์มารดน้ำมากกว่า) สำหรับกิจกรรมของรุ่น คือการไปทำบุญรุ่น ให้กับเพื่อนๆที่ล่วงลับไป ประมาณ ๑๕๐ คน จากทั้งรุ่น ประมาณกว่า ๕๐๐ คน ต่อจากนั้น ก็ไปรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ตามที่นัดหมาย จนถึงตอนเย็น ก็จะมีกิจกรรมที่หลังหอประชุมจัดโดยสมาคมนิสิตเก่าฯดังที่กล่าวแล้ว กิจกรรมต่างๆในส่วนของรุ่น ทำมาตั้งแต่จบการศึกษา (ปี ๒๕๑๑ ) หรือร่วม ๕๕ ปีมาแล้ว สำหรับที่สมาคมนิสิตเก่าฯจัดนั้นมีมานานแล้ว สมัยผมยังเด็กๆ ก็เคยได้ยินเพลงรำวง “เกษตรนี่หล่อจริงๆ ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งนัก ถ้าใครรู้จัก กินผักฟรีๆ……..”

เล่าให้อ่านกันสนุกพอสังเขป เพื่อให้เพลิดเพลิน นะครับ เอาของเก่าๆมาเล่าใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะคนสูงอายุแบบเรา ไม่ได้ไปไหน ก็เลยไม่มีเรื่องใหม่ๆมาเขียน อ่านแล้ว คงอารมณ์ดี ก็อยากให้รักษาอารมณ์ที่ดีนี้ไปได้เรื่อยๆ ขอบคุณมากๆครับ
บู๊ คนเคยหนุ่ม
เชียงใหม่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๗

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com