การเมืองนำการทหาร 2.0 จากการปลดปล่อยชนชั้น สู่การชิงการนำอัตลักษณ์: บทเรียนจากคำสั่ง 66/2523 สู่ทางออกความขัดแย้งชายแดนใต้

การเมืองนำการทหาร 2.0
จากการปลดปล่อยชนชั้น สู่การชิงการนำอัตลักษณ์:
บทเรียนจากคำสั่ง 66/2523 สู่ทางออกความขัดแย้งชายแดนใต้
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ ทหารประชาธิปไตย
1. จุดตั้งต้น: คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่อง “นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” ลงนามโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 ไม่ใช่แนวคิดที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่บ่มเพาะจากประสบการณ์ตรงของเปรมเอง ครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านนำแนวคิด “ยุทธศาสตร์มวลชน” มาปรับใช้จนกลายเป็นหลักการ “การเมืองนำการทหาร” ตั้งแต่ต้นปี 2518 ซึ่งช่วยให้กองทัพภาคที่ 2 แย่งชิงฐานมวลชนในหมู่บ้านคืนจากอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในภาคอีสานได้สำเร็จ
แก่นของนโยบายคือการใช้การเมืองเป็นตัวนำ การทหารเป็นเครื่องมือรอง เพื่อยุติสถานการณ์สงครามปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ โดยยึดปรัชญาที่ว่าสันติภาพเป็นรากฐานของความมั่นคงอันถาวร ควบคู่กับการขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคมและสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยเพื่อทำลายอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ในทางปฏิบัติ คำสั่งนี้วางกรอบให้ปฏิบัติต่อผู้ที่เคยเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้ามอย่างมิตร ให้ความช่วยเหลือและทำความเข้าใจปัญหาที่ทำให้พวกเขาเข้าป่า ซึ่งนำไปสู่โครงการ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ในเวลาต่อมา
ผลลัพธ์ปรากฏชัดหลังประกาศใช้ไม่นาน นักศึกษาและปัญญาชนจำนวนมากทยอยออกจากป่า และในปี 2524 เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ในหมู่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต่อมารัฐบาลออกคำสั่งเสริมคือคำสั่งที่ 65/2525 เรื่องแผนรุกทางการเมืองประกอบกับการประสานงานกับจีนเพื่อลดทอนการสนับสนุน ผลสะสมทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนถึงปี 2534 ที่ผู้ปฏิบัติงานชุดสุดท้ายยุติบทบาท
2. ตรรกะที่ยังใช้ได้ แต่สนามการเมืองที่เปลี่ยนไป
หัวใจของ 66/23 คือการเปลี่ยน “สงครามปราบปราม” ให้เป็น “สงครามแย่งชิงประชาชน” — ไม่ได้ชนะด้วยกระสุน แต่ชนะด้วยการทำให้ฐานมวลชนเลิกสนับสนุนขบวนการ นี่คือหลักการ political primacy over military primacy ที่ยังเป็นกรอบทฤษฎีมาตรฐานของการปราบปรามการก่อความไม่สงบทั่วโลก และรัฐไทยก็พยายามเลียนแบบโมเดลนี้กับขบวนการ BRN มาหลายทศวรรษผ่านกลไก “พูดคุยสันติสุข”
แต่เหตุใด “66/23 เวอร์ชันภาคใต้” จึงไม่เคยสำเร็จเท่า? โครงสร้างความขัดแย้งต่างกันโดยพื้นฐานอย่างน้อยสามชั้น
- อัตลักษณ์ vs อุดมการณ์ — พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นขบวนการอุดมการณ์ชนชั้นที่ผูกกับกระแสโลกยุคสงครามเย็น เมื่อกระแสนั้นล่มสลาย แนวร่วมก็เสื่อมมวลชนตามธรรมชาติก็ลดทอนลงมาก ส่วน BRN เป็นขบวนการอัตลักษณ์ชาติพันธุ์-ศาสนา-ประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่มีจุดหมดอายุตามธรรมชาติแบบเดียวกัน
- ภูมิศาสตร์ของฐานที่มั่น — พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพึ่งพาแนวหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถูกตัดขาดได้เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยน ส่วน BRN ฝังตัวอยู่ในเนื้อสังคมพื้นที่เอง ตัดขาดได้ยากกว่ามาก
- นิยาม “ผู้หลงผิด” — สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำนวนมากเป็นนักศึกษาที่ “หลงเข้าไป” ในอุดมการณ์ กลับตัวได้โดยไม่ขัดกับอัตลักษณ์ดั้งเดิม ขณะที่แนวร่วม BRN จำนวนมากไม่ได้มองตัวเองว่าหลงผิด แต่มองว่ากำลังต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ที่แท้จริงของตน
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนช่องว่างนี้ชัดเจน การพูดคุยสันติสุขที่กำหนดไว้ในเดือนกันยายนถูกเลื่อนออกไปหลังเกิดเหตุรุนแรงในปัตตานี ยะลา และนราธิวาสระหว่างที่การเจรจากำลังคืบหน้า ขณะเดียวกันหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า BRN ปรับยุทธวิธีใหม่ ลดการใช้ศาสนาเป็นตัวนำแต่หันไปมุ่งเป้าปลูกฝังเยาวชนกลุ่มเปอร์มูดาด้วยเรื่องอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติแทน พร้อมขยายท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน และหลังเปลี่ยนแกนนำ BRN ยังปรับกลยุทธ์เน้นทำลายความชอบธรรมของกองกำลังรัฐผ่านโซเชียลมีเดีย — นี่คือสงครามข่าวสารและสงครามความชอบธรรม ซึ่งกรอบ 66/23 ที่ออกแบบมาสำหรับยุคก่อนโซเชียลมีเดียไม่เคยครอบคลุมมิตินี้ และที่สำคัญหน่วยงานของรัฐนอกจากไม่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีตามสถานการณ์ กลับปฏิเสธแนวทางการเมืองนำการทหาร และปฏิบัติการโดยไม่เข้าใจเพียงพอ
3. กรอบวิเคราะห์เปรียบเทียบ: อาเจะห์และมินดาเนา
เพื่อทดสอบว่าตัวแปรใดเป็นตัวชี้ขาดความสำเร็จของการยุติความขัดแย้งแบ่งแยกดินแดน บทความนี้เทียบสามกรณีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ปาตานี-BRN (ไทย) อาเจะห์-GAM (อินโดนีเซีย) และมินดาเนา-MILF (ฟิลิปปินส์) ผ่านตัวแปรเปรียบเทียบห้าประการ
3.1 ธรรมชาติของความขัดแย้งและจุดเปลี่ยนสำคัญ
ทั้งสามกรณีมีแกนความขัดแย้งจากอัตลักษณ์ชาติพันธุ์-ศาสนา-ประวัติศาสตร์เป็นหลัก (อาเจะห์เพิ่มมิติทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาด้วย) ซึ่งต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ชนชั้น จุดเปลี่ยนสำคัญก็ต่างกันมาก อาเจะห์มีสึนามิปี 2547 เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนการคำนวณต้นทุน-ผลประโยชน์อย่างฉับพลัน นำไปสู่ข้อตกลงเฮลซิงกิภายในเวลาไม่ถึงปี มินดาเนาไม่มีปัจจัยภายนอกแบบเดียวกันแต่ผ่านกระบวนการเจรจายืดเยื้อกว่า 17 ปี ส่วนปาตานีไม่มีจุดเปลี่ยนชัดเจน การพูดคุยเป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปที่สะดุดซ้ำๆ ด้วยเหตุรุนแรงเฉพาะหน้า
3.2 เพดานของข้อเสนอปกครองตนเอง: ตัวแปรชี้ขาด
นี่คือจุดที่แยกความสำเร็จจากความล้มเหลวชัดที่สุด อาเจะห์ได้รับ special autonomy เต็มรูป มีกฎหมายชารีอะฮ์ท้องถิ่น พรรคการเมืองท้องถิ่นของตนเอง และส่วนแบ่งรายได้ทรัพยากรธรรมชาติร้อยละ 70 มินดาเนาได้รับเขตปกครองตนเองบังซาโมโรพร้อมรัฐสภาของตนเอง แม้กระบวนการจะยืดเยื้อและสะดุดซ้ำ แต่โครงสร้าง autonomy ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนปาตานีไม่เคยมีข้อเสนอปกครองตนเองที่เป็นทางการบนโต๊ะเจรจาเลยตลอดกระบวนการ รัฐไทยยังคงยึดกรอบรัฐเดี่ยวที่แข็งตัว การพูดคุยจึงวนอยู่ที่ประเด็นยุทธวิธีมากกว่าประเด็นโครงสร้างอำนาจ
3.3 เอกภาพของขบวนการและปัจจัยภายนอก
GAM และ MILF เป็นองค์กรที่มีสายบังคับบัญชาเดียว เจรจาจบแล้วบังคับใช้ได้ทั่วทั้งขบวนการ และภายหลังยังแปลงสภาพเป็นพรรคการเมืองที่แข่งขันในระบบได้จริง ขณะที่ BRN ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ปฏิบัติการในพื้นที่ และแม้แต่ภายในองค์กรเองก็ปรับยุทธวิธีไปมา สะท้อนปัญหาเอกภาพและสายบังคับบัญชาที่ยังไม่นิ่ง ด้านปัจจัยภายนอก อาเจะห์และมินดาเนามีตัวกลางระหว่างประเทศที่มีบทบาทชัดเจน ส่วนปาตานีมีมาเลเซียเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย และแต่บทบาทถูกจำกัดด้วยความอ่อนไหวเรื่องอธิปไตยของไทย
4. การเมืองนำการทหาร 2.0: จากชิงมวลชนสู่ชิงการนำ
ข้อเสนอสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือการรักษาหลักการ “การเมืองนำการทหาร” ไว้ แต่เปลี่ยนตัวแปรของสนามการเมืองที่ต้องไปช่วงชิง ใน 66/23 เดิม สนามการเมืองคือการต่อสู้เชิงวัตถุ-ชนชั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ้างว่าตนเป็นตัวแทนผู้ถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจ รัฐจึงตอบโต้ด้วยการพิสูจน์ว่าความยุติธรรมหาได้จากภายในรัฐไทยเอง ด้วยการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อรัฐพิสูจน์ได้ว่าให้ความเป็นธรรมทางวัตถุได้จริง ฐานสนับสนุนก็สลาย
สนามการเมืองสำหรับปาตานีในปัจจุบัน คือการต่อสู้เชิงความหมาย-อัตลักษณ์ คำถามไม่ใช่ “ใครให้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจได้มากกว่า” แต่คือใครมีอำนาจนิยามว่าความเป็นมลายูมุสลิมปาตานีที่แท้จริงคืออะไร และการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยขัดหรือไม่ขัดกับอัตลักษณ์นั้น นี่คือ “การนำ” ในความหมายแบบ hegemony ของ Gramsci ที่หมายถึงการนำทางความคิด ไม่ใช่การนำทางกำลังอาวุธ
4.1 สามสนามของการชิงการนำ
- โครงสร้างศาสนา — ใครมีอำนาจนำทางศาสนาในสายตาคนพื้นที่จริง
- โครงสร้างการศึกษา — หลักสูตรปอเนาะและตาดีกาสอนประวัติศาสตร์ปาตานีแบบไหน
- ผู้นำท้องถิ่น — ผู้นำศาสนา-ชุมชนที่ได้รับความเชื่อถือจริงในพื้นที่อยู่ฝั่งไหนของการนำ
ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ที่สำคัญคือ โครงสร้างศาสนาที่รัฐมักอ้างอิง เช่น จุฬาราชมนตรีและกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นกลไกที่แต่งตั้งจากส่วนกลาง ถูกมองในพื้นที่ว่าเป็น “ศาสนาที่ผ่านรัฐ” ไม่ใช่เสียงที่มาจากชุมชนมลายูเอง จึงไม่มีทุนความน่าเชื่อถือที่จะไปแข่งกับเครือข่ายอุสตาซในพื้นที่ได้จริง หากรัฐจะเข้าสนามนี้อย่างมีน้ำหนัก ตัวแสดงที่แท้จริงต้องเป็นโต๊ะครูหรือบาบอที่มีรากในพื้นที่จริงและเปิดรับความร่วมมือกับรัฐ ไม่ใช่โครงสร้างที่แต่งตั้งจากส่วนบน ความไม่สมมาตรเชิงโครงสร้างนี้เป็นจุดที่รัฐไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด และสอดคล้องกับที่หน่วยงานความมั่นคงเพิ่งระบุว่า BRN เปลี่ยนยุทธวิธีหันไปปลูกฝังเยาวชนกลุ่มเปอร์มูดาโดยตรง แทนการอ้างศาสนาแบบเดิม ซึ่งสะท้อนว่า BRN เองก็รู้ว่าสนามการนำทางความคิดกำลังเปลี่ยนมือ จึงต้องขยับไปเล่นในสนามเยาวชนและการศึกษาแทน
4.2 ข้อจำกัดของอนาโลจี: การเมืองเชิงสัญลักษณ์
ความต่างสำคัญที่ทำให้ “ชิงการนำ” ยากกว่า “ชิงมวลชนชนชั้น” คือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจพิสูจน์ได้ด้วยตัวชี้วัดที่เป็นกลาง เช่น รายได้ ที่ดิน โอกาส แต่ความชอบธรรมทางอัตลักษณ์ไม่มีตัวชี้วัดกลางแบบเดียวกัน รัฐไทยจะ “ชนะการนำ” ไม่ได้ด้วยการเสนอสวัสดิการอย่างเดียว แต่ต้องมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ เช่น สถานะทางการของภาษามลายูถิ่น การยอมรับพื้นที่และประวัติศาสตร์ปาตานีอย่างเป็นทางการ และพื้นที่แสดงออกทางวัฒนธรรม-ศาสนา ซึ่งเป็นการเมืองเชิงสัญลักษณ์ที่ 66/23 ไม่เคยต้องเผชิญ เพราะการเป็นคนไทยที่ได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจไม่ขัดกับอัตลักษณ์ของอดีตนักรบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเลย แต่การเป็นคนไทยที่มีอัตลักษณ์ปาตานีเต็มรูปยังเป็นโจทย์ที่รัฐไทยไม่เคยตอบชัดเจน
5. ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากยุทธศาสตร์คือการชิงการนำเชิงอัตลักษณ์แล้ว ปัญหาเดิมที่หมักหมมอยู่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังโดยเฉพาะความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนแล้วถูกกลบทับไปตามกาลเวลา แต่บาดแผลทางสังคมไม่เคยจางหาย ถ้ารัฐไทยไม่แก้ไขและดำเนินการอย่างจริงจัง เมื่อเงื่อนไขอำนวยเกรงว่าเราจะเสียด้ามขวานไปอย่างแน่นอน



