เสียงเรียกร้องจากประวัติศาสตร์

เสียงเรียกร้องจากประวัติศาสตร์
ภายในหนังสือของเธอ “Forged in Crisis” แนนนซี โคน อาจารย์คณะ
บริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้ใช้ถ้อยคำ “เสียงเรีบกร้องแห่งประวัติศาสตร์’
ระบุช่างเวลาที่ลึกซึ้งของวิกฤติที่ต้องการลึกซึ้งเร่งด่วนเกิดขึ้นระหว่างความวุ่นวายอย่างรุนเเรง เพื่อบุคคลธรรมดายืนขึ้นค้นหาความหมายที่ยิ่งใหญ่และกระทำด้วยความกล้าหาญที่จะรับใช้ประโยชน์ส่วนรวมวิกฤติไม่เพียงแค่ทำลายบุคคล มันจะให้การหลอมบุคคลปลูกฝังอย่างมุงมั่น ความยืดหยุ่น วินัยทางอารมณ์ และความสามารถ เมื่อเผชิญกับความทุกข์ยากที่ลึกซึ้ง ผู้นำแท้จริงค้นหาความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลทอดสมอการกระทำของพวกเขาต่อภาระผูกพันกาากระทำสิ่งที่ถูกต้อง
แนนซี โคน ได้เขียนประวัติย่อบุคคลทางประวัติศาสตร์ห้าคนได้ตอบ “เสียงร้องแห่งประวัติศาสตร์” ระหว่างช่วงเวลาที่วุ่นวายผ่านการพัฒนา
ความยืดหยุ่น วินัยทางอารมณ์ และความผูกพันลึกซึ้งต่อภารกิจที่คุ้มค่าในขณะที่อดทนความทุกข์ยากที่รุนแรงและสร้างความเป็นผู้นำของพวกเขาอย่างไร เสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์เป็นจุดพลิกผันหัวเลี้ยวหัวต่อที่เเท้จริงเมื่อวิฤกติระเบิดขึ้น และต้องการกา่รตอบสนองที่กล้าหาญ การตื่นขึ้น แสดงการเลือกบุคคลทำที่จะหยุดความรู้สึกไร้ความหวังยอม
รับน้ำหนักของช่วงเวลาและผูกพันต่อภารกิจที่คุ้มค่ายิ่งใหญ่เสาหลักของเสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์คือ
*ผู้นำสร้างไม่กำเนิด
ประวัติศาสตร์เรียกร้องบุคคลไม่ใช่ว่าพวกเขาจะมีความยิ่งใหญ่โดยกำเนิดแต่พวกเขาถูกหลอมเมี่อพวกเขาตอบเสียงเรียกร้องนี้ผ่านทางการ
ปฏิบัติที่มุ่งมั่น ความยืดหยุ่น การเจริญเติบโต ระหว่างเวลาที่ยากลำบาก ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มีรหัสพันธุกรรมพิเศษ แต่ความเป็นผู้นำเป็นกระบวนการตลอดชีวิต สร้างโดยการเลือก ความตระหนักตัวเอง และบุคคลตอบสนองเวลาที่ยากลำบาก ความล้มเหลว และวิกฤติเดิมพันสูงอย่างไรมันจะ
พัฒนาตลอดเวลา ผ่านการเลือกที่มุ่งมั่น ตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อความทุกข์ยากและวิกฤตื วิกฤติเป็นห้องเรียน ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นแบบสมบูรณ์พร้อมพวกเขาเรียนรู้พวกเขาคือใครค้นพบความเข้มแข็งภายในของพวกเขา
แนนซี โคน ใช้นักบวชชาวเยอรมัน ดีทริช บอนเฮฟเฟอร์ พิสูจน์ว่าผู้นำสร้างไม่กำเนิดเขาไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองกำเนิดตามธรรมชาติ หรือผู้คัดค้านหัวรุนแรง แต่ความเป็นผู้นำของเขาจะถูกหลอมอย่างมุ่งมั่น ผ่านทางการเลือกทางศีลธรรมและวินัยด้วตัวเอง ระหว่างการลุกขึ้นของ
ของระบอบนาซี บอนฮอฟเฟอร์เริ่มต้นเป็นนักศาสนาศาสตร์นิกายลูเธอร์แลน เขาไม่ได้มีเเรงขับเคลื่อนโดยกำเนิดเพื่อการขบถการเมือง แต่ความ
เป็นผู้นำของเขาถูกสร้าง เมื่อเขาเลือกก้าวออกมาจากวิชาการ เผชิญกับ
ความชั่วร้ายที่แท้จริง
ความเป็นผู้นำของเขาถูกระบุโดยจุดพลิกผันสำคัญ แทนการอยู่อย่างปลอดภัยภายในอเมริกา เขาได้เลือกกลับมาสู่นาซี เยอรมัน เมื่อ 1939 ประกาศว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลือสร้างใหม่ชีวิตชาวคริสเตียนภายหลังสงครามถ้าเขาไม่ได้ร่วมภายในการสอบสวนบุคคลของเขา ผู้นำถูกสร้าง
เมื่อพวกเขาทอดสมอตัวพวกเขาเองต่อความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความปลอดภัยชองพวกเขาเองบอนเฮฟเฟอร์พลักผันจากบาทหลวงผู้รักความสงบ ไปสู่สมาชิกของการต่อต้านเยอรมัน ในที่สุดได้เข้าร่วมการสมรู้ร่วมคิดลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ แม้แต่เมื่อเขาได้ถูกจำคุก โดยเกสตาโป
บอนเฮฟเฟอร์ ปลูกฝังความยืดหยุ่นของเขา เขารักษางานประจำวันไว้อย่างเคร่งครัดของการเดินวนไปวนมาภายให้ห้องขัง ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ รักษาความชัดเจนทางความคิด ทอดสมอศีลธรรมขวัญกำลังใจของสิ่งเหล่านี้ลอบตัวเขา โคนใช้บอนเฮฟเฟอร์ พิสูจน์สว่า
ความเป็นผู้นำที่เเท้จริงถูกหลอทผ่านทางความทุกข์ยากที่รุนเเเรง การ
เลือกศีลธรรมที่ลึกซึ้งไมใช่คุณลักษณะโดยกำเนิด บอนเฮฟเฟอร์แสดง
ผู้นำที่ต่อสู้ด้วยการใช้ความศรัทธา ความกล้าหาญ และการกระทำต่อสู้
ทรราชและความเกียจภายใต้ระบอบนาซี เขาเป็นตัวอย่างความผูกพันที่
ลึกซึ้งทำอะไรที่ถูกต้อง แม้ว่าต้นทุนส่วนบุคคลเป็นการเสียสละอย่างแท้
จริง
*เบ้าหลอมของวิกฤติ
ความเป็นผู้นำที่แท้จริงจะถูกหลอมภายใต้ความทุกข์อย่างรุนแรง โดยทั่วไปการเรียกร้องแสดงออก เป็นการพังทลายทางสังคมหรือส่วนบุคคล ตรงที่วิถีทางการคิดในอดีตจะใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้วความทุกข์ยากจะเป็นเบ้าหลอมทดสอบ ทำลาย และสร้างใหม่บุคคล ให้ความเข้มแข็งภายในที่ต้องการจะนำ มองวิกฤติที่ลึกซึ้งหรือพายุที่สมบูรณ์แบบ เป็นตัวกระตุ้นที่จะหลอมบางสิ่งบางอย่างให้ดึขึ้นแทนที่จะยอมจำนนต่อความสิ้นหวังเบ้า
หลอม เป็นการทดสอบหรือวิกฤติที่รุนเเรงเปลี่ยนแปลงบุคคล และพัฒนาพวกเขาไปสู่ผู้นำที่ผิดธรรมดา
เบ้าหลอมย่นเวลาเดิมพันสูงและผลักดันบุคคลกระทำอย่างรวดเร็วออกไปจากอัตตาและความสบาย แนนซี โคนได้เเสดงเฟรดเดอริค ดักกลาส
ทาสหลบหนี พิสูจน์ว่าความเป็นผู้นำที่แท้จริงถูกหลอมผ่านการทดสอบที่รุนแรง แทนที่จะเป็นคุณลักษณะโดยกำเนิด ต่อดักกลาสแล้ว ” เบ้าหลอม หรือจุดวิกฤติสุดท้ายของเขาคือ ประสบการณ์ชีวิต การเป็นทาสของเขา การต่อต้านทางร่างกายต่อผู้ฝึกสอนทาสที่โหดร้ายแลเการคุกความอย่าง
ต่อเนื่องถูกจับใหม่ภายหลังการหลบหนี
การหลบหนีของดักกลาสและการต่อสู้การเป็นทาสเป็นตัวอย่างของเบ้าหลอมของวิกฤต – ความทุกข์ยากที่รุนแรงสร้างความกล้าหาญ และความเป็นผู้นำอย่างไรดักกลาสได้เผชิญกับความสุดขั้วแท้จริงของการเกิดเเละ
และความเป็นทาสของมนุษย์ การต่อต้านทางร่างกายผู้ฝึกสอนทาส และการศึกษาด้วยตัวเองที่ผิดกฏหมาย ที่สอนเขาก้าวตรงไปสู่ความกลัวของเขา แทนการจำนนต่อพวกเขา การหลบหนีความเป็นทาสเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น ดักกลาสรับเอาภารกิจที่ยิงใหญ่ปลดปล่อยบุคคลอื่นการพิสูจน์ว่าผู้นำสร้าง ไม่กำเนิด ผ่านทางทั่งตีเหล็กแห่งการต่อสู้ที่ลึกซึ้ง
ดักกลาสต้องเผชิญทางร่างกายและจิตใจอำนาจหน้าที่น่ากลัวของนายของเขา และการคุกคามอย่างสม่ำเสมอที่จะถูกจับใหม่ ไปสู่การเป็นทาส
แนนซี โคน แสดงการต่อสู้กลับของเขากำหนดจุดพลิกผ้นต่อการเรียนรู้ความกลัวของเขาเอง ดักกลาส ได้ยืนหยัดทุ่มเทอย่างเต็มที่ ต่อความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญเสรีภาพมนุษย์และสิทธิมนุษยชนแม้ว่าความสำเร็จดูแล้ว
เหมือนเป็นไปไม่่ได้ เขาได้เเสดงสู้ต่อไปทำไปเรื่อยระหว่างทศวรรษของอุปสรรคทางการเมือง และส่วนบุคคลที่น่าตกใจอย่างไร
ดักกลาส ได้แสดงว่าความเป็นผู้นำต้องการก้าวตรงไปสู่ความวิตกกังวลลึกที่สุดของคุณ เมื่อดักกลาสเลือกที่จะต่อสู้กลับ ต่อนายที่เหยียดหยามของเขา เขาได้เอาชนะความหวาดกลัวภายในของเขาและได้ค้นพบความยืดหยุ่นภายในของเขาเองเนื่องจากเขาไม่มีทรัพยากรภายนอก ดักกลาสสร้างรากฐานศีลธรม ความฉลาด อารมณ์ของเขาเอง ผ่านทางกาสะท้อน
ภายในอย่างสม่ำเสมอ กรอบความคิดที่มุ่งมั่นนี้ได้ช่วยเหลือเขาทอดสมอการตัดสินใจประจำวันของเขา และผลักดันช่วงเวลาในอดีตของความสิ้นหวัง

*การอุทิศตัวต่อภารกิจ
การตอบสนองเสียงเรียกร้อง ต้องการบุคคลที่ผูกพันอย่างเต็มที่ต่อความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ตัวพวกเขาเองไม่ว่ามันจะหมายถึงการช่วยชีวิตบุคคล ปลดปล่อยบุคคล หรือป้องกันโลก ผู้นำไม่ได้เลือกวิกฤติ แต่พวกเขาเลือกภารกิจของพวกเขาภายในมัน พวกเขาถูกจุดไฟด้วยความรู้สึก
ที่ลึกซึ้งของภาระผูกพันทางศีลธรรมทำสิ่งที่ถูกต้อง ผู้นำที่ยิ่งใหญจะไม่เพียงไล่ล่าตัวชี้วัด พวกเขาค้นพบหรือรับเอาภารกิจที่ยิ่งใหญอย่างแน่ว
เเน่ ผู้นำที่อุทิศตัวต่อภารกิจดำเนินงานด้วยความมุ่งหมายหลักเลยพ้นผลประโยชน์ส่วนตัว อัตตา หรือความสำเร็จทันที
แนนซี โคน ได้ใช้นักสำรวจขั้วโลก เออร์เนสท์ เเชคเคลตัน แสดงการอุทิศตัวต่อภารกิจหมายถึงการพลิกผันเป้าหมายที่รักษาชีวิตลูกเรือของเขาเมื่อความหายนะได้เกิดขึ้น ภารกิจเริ่มแรกของเเชคเคิลตันเพื่อการสำรวจของเรือแอนดูเเรนด์ เป็นเป้าหมายหลักสาธารณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเดินเท้าแต่กระนั้นเมื่อแผ่นน้ำแข็งฤดูหนาวติดกับในที่สุดได้
พังทลายเรือของเขา ภารกิจเริ่มแรกของเขาทั้งหมด กลายเป็นไปไม่ได้ แทนการตกอยู่กับความสิ้นหวัง เเชคเคิบตันจะเปลี่ยนแปลงทันทีชัดเจนภารกิจของเขาจากการค้นพบทางภูมิศาสตร์ ไปสู่การอยู่รอดชีวิตอย่างแท้จริง
แนนซี โคน ยืนยันว่าบทเรีบนคือการอุทิศตัวต่อภารกิจ ไม่ได้หมายถึงการไล่ล่าที่ดื้อรันเป้าหมายที่ล้าสมัยผู้นำที่แท้จริงมีความชัดเจนที่จะยก
เลิกเป้าหมายที่ล้าสมัยและผูกพันต่อความมุ่งหมายใหม่ที่สูงในกรณีนี้คือการนำลูกเรือ 27 คนกลับบ้านอย่างมีชีวิต การอุทิศตัวของเเชคเคิลตันจะ
มองเห็นได้สูง สร้างความผูกพันที่น่าเชื่อถือ ทอดสมอลูกเรือทั้งหมดของเขา ลูกเรือรู้การนำของเขาอดทนความยากลำบากใดก็ตาม เเละเสียสละชีวิตของเขาถ้าจำเป็นที่จะช่วยชีวิตลูกเรือความผูกพันส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งสร้างความปลอดภัยทางจิตใจ และความไว้วางใจร่วมกัน เพราะว่าลูกเรือไว้วางใจการเสียสละของแชคเคิลตันต่อภารการช่วยชีวิต พวกเขายังคงยึดเหนี่ยวและร่วมมือตลอดสองปีของสภาวะที่คุกคามชีวิต
เเชคเคนตัน ไม่เคยไปถึงขั้วโลกใต้ เเต่ความผูกพันที่รุนเเรงของเขาจะ
หมายถึงการนำลูกเรือทุกคน กลับบ้านอย่างปลอดภัย เขายอมรับความปลอดภัยบุคคลของเขาเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเราของเขา แอนดูเเรนซ์ ถูกบดขยี้บนน้ำเเข็ง เขาได้นำทางภารกิจจากการสำรวจไปสู่การรอดชีวิต
อย่างเเท้จริง เขาได้ใช้เครื่องมือที่ปฏิบัติได้ใดก็ตามหรือขั้นตอนที่สร้าง
สรรค์ต้องการก้าวไปข้างหน้าบนน้ำแข็งและทะเล
การอุทิศตัวของแชคเคิลตันที่เเท้จริง เห็นได้ชัดเจนต่อลูกเรือของเขา บุคคลรู้อย่างสัญชาติญานว่าผู้บัญชาการของพวกเขาใช้พลังอย่างเต็มที่รักษาชีวิตของพวกเขา เขาจัดการทั้งความต้องการทางร่างกาย – การปันส่วน งานประจำวัน และบรรยากาศทางอารมณ์ของค่ายพัก การอุทิศตัวต่อภารกิจไม่ได้หมายถึงความตายตัวเเชคเคิบตันยังคงยืดหยุ่นต่อวิธีการของเขา – ปรับปรุงให้ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงยุทธวิธี ใช้เครื่องมือหรือโอกาสใดก็ตามเกิดขึ้นข้ามนำแข็ง ทะเล และภูเขาคุุ้มครองลูกเรือของเขา
*การฝ่าฟันการต่อสู้ภายใน
การตอบสนองเสียงเรียกร้อง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลไร้ความกลัว การสู้รบภายในอ้างถึงพายุทางจิตวิทยาส่วนตัวที่ผู้นำทุกคน ต้องเผชิญ
ความรู้สึกของความกลัว ความสงสัยตัวเอง ความสิ้นหวัง ความไม่มั่นคง ระหว่างวิกฤติแต่พวกเขาเลือกที่จะก้าวไปสู่ความกลัวและก้าวไปข้างหน้า
อยู่ดี มันเป็นเสียงภายในหัวของคุณสงสัยว่าคุณเข้มแข็งเพียงพอ หรือฉลาดเพียงพอที่จะจัดการวิกฤติได้หรือไม่ ผู้นำที่แท้จริงประสบกับเหงื่อแตกตอนตีสอง ความเหงา และความวิตกกังวลเหมือนคนอื่น การฝ่าฟันภายในหมายถึงการยอมรับความรู้สึกเหล่านี้แทนการระงับมันไว้
ผู้นำไม่สามารถรอความช่วยเหลือภายนอกที่จะช่วยเหลือพวกเขาพวกเขาต้องมีการรู้จักตนเองพูดคุยตัวพวกเขาเอง และโค้ชตัวพวกเขาไปข้างหน้า ผ่านทางช่วงเวลาที่มืดสนิทส่วนที่สำคัญของการต่อสู้ภายในคือ การปฏิบัติวันัยทางอารมณ์ เช่น แนนซี โคน แสดงอับราฮาม ลินคอลนฟันฝ่าการต่อสู้ภายในที่ลึกซึ้งกับภาวะซึมเศร้า และความเครียดเดิมพันสูงของเขาโดยการพัฒนาการควบคุมวินัยตัวเอง ลินคอล์นจัดการคืนที่มืดสนิทของวิญญานและความโกรธของเขาด้วยการเขียนจดหมายแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ไม่ยอมที่จะส่งมัน
ภายหลังการสู้รบแห่งเกตตี้สเบิรก ลินคอล์นโกรธอย่างรุนแรงกับนายพลจอร์จ มีด ต่อความล้มเหลวที่จะไล่ติดตามการล่าถอยของกำลังทหารฝ่ายใต้ ลินคอล์นได้เขียนจดหมายตำหนิอย่างรุนแรง แทนการส่งมัน เขาได้พับจดหมาย เก็บมันไว้อย่างมิดชิด และรอต่ออุณหภูมิอารมณ์ของเขาลดลง มันไม่เคยลงนามหรือส่งไปเลย ด้วยการเรียนรู้อัตตาของเขา เขาหลีกเลี่ยง การแตกหักพันธมิตรมืออาชีพที่สำคัญ ระหว่างวิกฤติของชาติ
ยอมให้ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่ารักษาทหารฝ่ายเหนือไว้แทนที่ความโกรธชั่ว
คราว เลือกอย่างมุ่งมั่นที่จะไม่ทำ หรือพูดอะไรเลยภายในช่วงเวลาของเดิมพันสูงทางอารมณ์สูง
ลินคอล์น ได้เรียนรู้ความโกรธที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจตอบสนองที่ไม่ดี เชาเรียนรู้ที่จะหยุดชั่วคราว เรียนรู้ความรู้สึกของเขา แทนการตอบสนองทันทีต่อเเรงกดดันอย่างรุนเเรงประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากของเขาจะฝึกอบรมเขาเผชิญกับความเสียใจที่ลึกซึ้งและโรคนอนไม่หลับโดย
ไม่ร่วงลงไปสู่พื้นกระดาน เขาได้ทอดสมอตัวเขาเอง บนความมุ่งหมายที่ชัดเจน ไม่เจรจาค่อรองของการรักษาสหภาพและการเลิกทาส ลินคอล์นไม่เคยระงับอารมณ์ที่หนักของเขา เขาได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับมันโดยไม่พังทลาย เมื่อ ค.ศ 1862 ในขณะที่รับมือกับสงครามกลางเมืองที่นองเลือด เขาได้อดทนต่อการเสียชืวิตที่สังหารลูกชายอายุสิบเอ็ดปีของเขาความทุกข์ทรมานจากโรคซึมศร้าและความวิตกกังวล ลินคอล์นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของเขา ที่เผชิญกับอารมณ์ทางลบโดยไม่ตกลงลงไปทะลุพื้นไม้
เราไม่มีสูตรหรือกระสุนเงิน เพื่อการเอาชนะอุปสรรค กลายเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จแต่ถ้ามองดูประวัติศาสตร์ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะร่วมกันเพียง
ไม่กี่อย่างภายในความเข้มแข็ง ความฉลาด ความกล้าหาญ ความเห็นอกเห็นใจ ความเต็มใจรับฟัง และความเคารพภารกิจ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทุกคนฝ่าฟันความทุกข์ยาก มันจะเป็นอะไรทำให้ความเป็นผู้นำเข็มแข็ง “ผู้นำ
ที่ยิ่งใหญ่สร้าง พวกเขาไม่ได้กำเนิด” สมมุติฐานที่นักประวัติศาสตร์และอาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาวาร์ด แนนซี โคแนน ได้สำรวจรายละเอียดภายในหนังสือของเธอ “Forged in Crisis” ผลงานล่าสุดของโคน ได้นำ
ผู้อ่านด้วยการลุกขึ้นของบุคคลปฏิรูปมากที่สุดห้าคนของประวัติศาสตร์ : อับราฮัม ลินคอล์น เออร์เนสท์ เเชคเคิลตัน เฟรดเดอริค ดักกลาส ดีทริช บอนเฮฟเฟอร และราเชล คาร์สัน
พวกเขา แต่ละคนฝ่าฟันความ ทุกข์ยาก และผลักดันก้อนหินของความดีไปข้างหน้าภายในวิถีทางที่มีความหมายบทเรียนจากความเป็นผู้นำของ
เขา – และพวกเขาฝ่าฟันความท้าทายอย่างไร – บันดาลใจตลอดกาล โคน ได้แสดงการเดินทางที่บาดใจของผู้นำที่กล้าหาญห้าคนเหล่านี้เผชิญกับเวลาที่วุ่นวาย รักษาไว้ และปกป้อง อุดมการณ์ของพวกเขา “ต่อความหลากหลายท่ามกลางท่ามกลางบุคคลห้าคนเหล่านี้ทุกคนสายใยที่เชื่อมโยงพวกเขาสำคัญมากกว่า เห็นได้ชัดที่สุดคือผู้นำเหล่านี้สร้างไม่กำเนิด”
หลักการศูนย์กลางผลงานของโคนคือบุคคลที่ตอบเสียงเรียกร้องนี้ไม่ได้มีการผูกขาด หรือความกล้าหาญทางพันธุกรรมเสียงเรีกร้องตัวมันเองไม่ได้ค้นหาวีรบุรุษที่สร้างอย่างสมบูรณ์แบบมันได้พบบุคคลธรรมดาที่มีข้อบกพร่องที่ลึกซึ้ง ใช้เวลาหลายปีพัฒนาอย่างสงบความยึดหยุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเชื่อภายในของพวกเขา การตอบเสียงเรียกร้อง
ต้องการสิ่งที่โคนเรียกว่า ลงทุนในตัวเอง ผู้นำทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
ใช้ความพ่ายเเพ้ส่วนบุคคล และช่วงเวลาเบ้าหลอมที่เข้มข้นของพวกเขา
เรียนรู้อารมณ์ของพวกเขาแหลมคมจุดมุ่งเน้นของพวกเขาและทอดสมอ
ตัวพวกเขาเองที่เข้มงวดต่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่
“The Call of History’ : เสียงเรียกร้องจากประวัติศาสตร์ เป็นบทแนะนำ
ของหนังสือ มันหมายความว่าวิกฤติที่ลึกซึ้งได้เรียกบุคคลธรรมดาพัฒนา
ความเป็นผู้นำที่ผิดธรรมดา การพิสูจน์ว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่สร้างผ่านทางการทำงานตัวเองอย่างมุ่งมั่นและความยืดหนุ่นไม่ได้กำเนิด แนนซี โคนได้ใช้ถ้อยคำนี้แสดงจุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตอบโดยมนุษย์ที่มีข้อบกพร่องที่แท้จริง เช่น อับราฮัม ลินคอล์น เออร์เนสท์ เเชคเคิลตัน หรือราเชล คาร์สัน เลือกความกล้าหาญเหนือกว่าความสิ้นหวัง เธอได้สำรวจ
พลวัครที่เรียก เสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์ ผ่านทางหนังสือต้นแบบ
ของเธอ แทนการมองความเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะโดยกำเนิด โคน ได้
ยืนยันว่าผู้นำที่ผิดธรรมดาถูกสร้างอย่างก้าวหน้า เมื่อพวกเขาตอบช่วง
ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์เดิมพันสูงโดยเฉพาะ
ตามการวิจัยของแนนซี โคน เสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์จะเป็น
ช่วงเวลาเบ้าหลอม – วิกฤติที่รุนเเรง ความไม่เเน่นอน ความล้มเหลวเป็นระบบ – ตรงที่บุคคลเลือกก้าวไปข้างหน้า รับความรับผิดชอบ และ
ผูกพันภารกิจที่ยิ่งใหญกว่าตัวพวกเขาเอง “เสียงเรียกร้อง” แสดงการ
ตระหนักรู้ทันทีเผยออกของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ตรงที่บุคคลรู้สึกหน้าที่
ไม่สั่นคลอนทำอะไรที่ถูกต้องทั้งที่มีอุปสรรคอย่างมากและความไม่แน่
นอนเสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อวิฤติภายนอกที่ลึกซึ้ง
ชนกันกับความรู้สึกภายในของบุคคลของหน้าและความเชื่อศีลธรรม
มันไม่ได้เป็นเสียงเรียกร้องที่จะไล่ล่าชื่อเสียงและอำนาจ มันเป็นช่วง
ตรงที่บุคคลรู้สึกภาระผูกพันอย่างลึกซึ้งกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ภายในผลงานของเธอ “Forged in Crisis : The Power of Courageous Leadership in Turbelent Times” แนนซี โคน เเสดงแนวคิดของเธอผ่าน
ทางบุคคลทางประวัติศาสตร์ห้าคนประสบกับการทดสอบภายในและภาย
นอกที่เข้มข้นแสดงหลักการเหล่านี้ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรคือ อับราฮัม
ลินคอล์น เออร์เนสค์ เเชคเคิลตัน เฟดเดอริค ดักกลาส ดีทริช บอนเฮฟ
เฟอร์ และราเชล คาร์สัน เธอได้แสดงว่าบุคคลธรรมดาถูกสร้างไปสู่ผู้นำ
ที่ยิ่งใหญ่โดยการนำทางความทุกข์ยากที่รุนเเรงผ่านทางภารกิจที่ชัดเจน
วินัยทางอารมณฺ และการกระทำที่ถูกต้องอย่างไร
แนนซี โคนยืนยันว่าผู้นำที่แท้จริงถูกหลอมภายในไฟของการทดสอบ ที่ยากลำบาก ไม่ได้ถูกกำเนิดมาด้วยคุณลักษณะพิเศษพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับบารมีโดยกำเนิดแต่ได้พัฒนาพฤติกรรมเฉพาะระหว่างวิกฤติของพวกเขา ความสามารถของพวกเขาถูกหลอมผ่านทางการทดสอบ หรือเบ้าหลอมที่รุนเเรง วิกฤติส่วนบุคคลหรือสังคมที่ลึกซึ้การเผชิญหน้ากับ
ความทุกข์ยากที่รุนแรง บังคับบุคคลเหล่านี้ค้นหาความมุ่งหมายที่ชัดเจนสร้างการควบคุมทางความรู้สึกและใช้การกระทำที่กล้าหาญ
เธอใช้พวกเขาแสดงว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ถูกสร้างไม่กำเนิด และความเป็นผู้นำที่แท้จริงถูกหลอมผ่านทางความทุกข์ยากที่รุนแรง วิกฤติส่วนบุคคล ภายในการพิจารณาชีวิตของพวกเขา โคนได้อธิบายพวกเขาได้พัฒนาความผู้นำผ่านความทุกข์ยากที่รุนเเรงอย่างไร และทำไมประสบการณ์ของพวกเขาหมายความว่าความเป็นผู้นำที่กล้าหาญเป็นทักษะอย่างหนึ่งใครก็ตามสามารถปลูกฝังได้ แต่ละผู้นำทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้ถูกเลือก เพราะว่าพวกเขามาถึงช่วงเวลาที่สร้างประวัติศาสตร์ ตรงที่พวกเขาต้องนำผ่านทางเบ้าหลอมเดิมพันสูง
แนนซี โคน ได้แสดงประวัติบุคคลทางประวัติศาสตร์ห้าคนตอบ ” เสียง
เรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์” ด้วยการเปลี่ยนแปลงความทุกข์ยากส่วน
บุคคล และความวุ่นวายทางสังคมไปสู่ภารกิจทางศิลธรรมที่สูงขึ้น พวก
เขาไม่ได้เริ่มต้นเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่ถูกสร้างโดยเสียงเรียกร้องนี้
ระหว่างความทุกข์ยากที่รุนเเรง
*เออร์เนสท์ แชคเคิลตัน นักสำรวจขั้วโลกชาวอังกฤษรักษาชีวิตสมาชิก
ลูกเรือ 27 คน หลายเดือนลอยตัวบนแผ่นน้ำแข็งแอตเเลนติ ภายหลังที่
เรือของเขา แอนดรูแรนซ์ถูกบดขยี้บนน้ำแข็ง การตอบเสียงเรียกร้อง
คือ เเชคเคลตัน พลิกผันภารกิจเริ่มแรกของเขาจากการสำรวจทวีปไป
สู่การนำบุคคลทุกคนกลับบ้านอย่างมีชีวิตเขาได้ตอบเสียงเรียกร้องด้วย
การเรียนรู้ความกลัวภายในของเขาเอง แสดงการมองโลกในเเงดีอย่าง
ไม่ย่อท้อ และจัดการอย่างมุ่งหมายพลังอารมณ์ของทีมของเขาป้องกัน
ความสิ้นหวัง
* อับราฮาม ลินคอล์น ประธานาธิบดีอเมริกันคนที่สิบหกได้นำทางวิกฤติ
ทางศีลธรรมและการเมืองที่ใหญ่โตของสงครามกลางเมืออเมริกัน ที่จะรักษาสหภาพ ยกเลิกการเป็นทาสการตอบเสียงเรียกร้องคือ ลินคอล์น ก้าวข้ามความทะเยอทะยานทางการเมืองเริ่มแรกของเขารับเอาภารกิจทางศีลธรรมที่ลึกซึ้ง รักษาสหภาพและการเลิกทาสที่ถาวร เขาได้ตอบเสียงเรียกร้องผ่านทางวินัยทางอารมณ์ที่มุ่งมั่น การศึกษาด้วยตัวเองที่
สม่ำเสมอ และความกล้าหาญทางการเมืองที่จะออกคำประกาศเลิกทาส
เมื่อเดิมพันสูงสุด
* เฟดเดอริค ดักกลาส ทาสหลยหนีได้กลายเป็นผู้เลิกทาส นักเขียน และ
นักพูดที่ฉลาด ผู้เลิกทาสตำนานและทาสก่อนหน้านี้ ใช้การพูด การเชียน และศีธรรมของเขาต่อสู้ความเป็นทาสของมนุษย์ การตอบเสียงเรียกร้องคือ เขาสร้างรากฐานทางปัญญา และอารมณ์อที่เข้มแข็งต่อการรณรงค์ที่ไม่ย่อท้อเพื่อการเลิกทาสเเละสิทธิที่เสมอภาคดักกลาสได้ตอบเสียงเรียกร้องด้วยการทำให้บาดแผลส่วนบุคคลของเขากลายเป็นวาทะศิบป์ที่ทรง
พลัง ความเข้าใจว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงต้องกา่รการปลุกระดมที่ตื่นตัว และความชัดเจนทางศีลธรรม
*ดีทริช บอนเฮฟเฟอร์ บาทหลวงและนักศาสนาศาสตร์ชาวเยอรมัน ต่อต้านความชั่วรายอย่างแท้จริงของระบอบนาซีและอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ด้วย
ต้นทุนชีวิตของเขา เผชิญกับการจำคุกและการประหารชีวิตในที่สุดด้วย
ความเชื่อและความศรัทธาของเขา การตอบเสียงเรียกร้องคือบอนเฮฟ
เฟอร์ เลือกที่จะละทิ้ง ความปลอดภัยของตำแหน่งทางวิชาการภายใน
อเมริกา กลับไปสู่เยอรมัน ต่อต้านอย่างเข้มแข็งต่อความชั่วร้ายเขาได้ตอบเสียงเรียกร้องโดยการเข้าร่วมการต่อต้านใต้ดิน ใช้งานประจำวัน
ที่เข้มงวดรักษาความสงบทางอารมณ์ และในที่สุดเสียสละชีวิตของเขาเพื่อหลักการทางศีลธรรมของเขา
*ราเชล คาร์สัน นักชีวภาพทะเลและนักเขียนของ Silent Spring ต่อ
สู้กับอุตสาหกรรมเคมี เปิดตัวการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมสมัยมใหม่ การเปิดเผยอันตรายของยาฆ่าแมลงสังเคราะห์ ในขณะที่สู้รบเป็นความ
ลับกับมะเร็งระยะสุดท้าย การตอบเสียงเรียกร้องคือ คารสัน ได้ต่อสู้กับ
สุขภาพที่เลวลงของเธอเอง เตือนสาธารณะ และผลักดันการเผชิญหน้า
อำนาจของบริษัทและรัฐบาล เธอได้ตอบเสียงเรียกร้องด้วยการจัดพิมพ์
Silent Spring ให้การต่อหน้ารัฐสภา และใช้น้ำเสียงที่เยือกเย็นพูดจานุ่มนวล แต่ทรงพลัง กระตุ้นการเคลื่อนไหวทางสิ่งเเวดล้อมสมัยใหม่
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







