INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ถ้าประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาล

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ถ้าประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาล

ยังไม่ลงตัวครับ การจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ หลังพรรคพลังประชารัฐส่งเทียบ”เชิญสองพรรคสำคัญ คือพรรค”ภูมิใจไทย”และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมรัฐบาล

แม้จะ”ลงตัว”กับ”ภูมิใจไทย”แทบจะในทันที เพราะน่าจะสมประโยชน์ หากได้คุมกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาลโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประมูลธุรกิจสินค้าปลอดภาษีอากร

แต่กับ”ประชาธิปัตย์”นั้น ยังคงรีรออยู่ ขณะที่เขียนเรื่องนี้(๒๙ พค) ขอเวลาพิจารณาต่อ เนื่องจากไม่ได้รับคำตอบ ที่ถูกใจในคำขอซึ่งต่อรองไป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าได้กระทรวงหนึ่งกระทรวงใด มาครอบครองเท่านั้น แต่ที่”พลังประชารัฐ”ไม่สามารถตอบสนองได้ ก็คือ ข้อเสนอของ”ประชาธิปตย์” ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคสมัยที่”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่ว่าจะอย่างไร จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นให้ได้ แต่จะแก้ตรงไหนและอย่างไรนั้น ไม่เจาะจงแน่ชัด สำหรับความรู้ระดับสาธารณชนอย่างเราๆ

จะเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาล “ไม่ได้เป็น”ไปตามที่อาจารย์เสน่ห์ จามริก ผู้ทรงคุณวุฒิของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ตั้งข้อสังเกตและกล่าวไว้ว่า “เนื้อหนังรัฐศาสตร์คือเศรษฐกิจ” เสียทั้งหมด

แต่ก็ตีความได้ว่า ข้อเสนอนี้ ก็ยากนักที่พรรคพลังประชารัฐจะสนองตอบได้ เพราะคสช.คงไม่ยอม โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี (ด้วยการเชื้อเชิญของพรรคพลังประชารัฐ) ซึงไม่น่าจะยอมอยู่แล้ว

ถ้าหากการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นที่ว่านั้นทำให้วัตถุประสงค์หลัก(ความมั่นคง)ของคสช.ต้องลดน้อยถอยลงเร็วเกินไปแล้ว ซึ่งก็หวั่นเกรงว่า จะทำให้ความมั่นคงปลอดภัยของชาติโดยรวมต้องได้รับความกระทบกระเทือนด้วย

คือเร็วเกินกว่าจะสามารถตั้งหลักปักฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ส่วนจะเป็นการบั่นทอน”การสืบต่ออำนาจ”หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วแต่จะตีความกัน

ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายคือ “พลังประชารัฐ“(ในฐานะตัวแทนคสช.)และประชาธิปัตย์ จึงคงจะเจรจาหาทางออก ด้วยการลดหย่อนจุดยืนที่แข็งขันของฝ่ายตนลง ถ้ามีความปราถนาจะร่วมรัฐบาลด้วยกันให้จงได้

หากตกลงกันไม่ได้จริงๆ ประชาธิปัตย์มีหนทางออกอย่างไร

ทางออกที่ ๑ คือไปร่วมเป็น”ฝ่ายค้าน”เต็มตัวกับกลุ่มฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายต้านเผด็จการ ซึ่งมีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำกับพรรคอื่นๆ รวมเจ็ดพรรค ก็ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นกัน

ทางออกที่ ๒ ก็คือ ออกมาเป็นพลังการเมืองอิสระฝ่ายที่ ๓ ซึ่งสามารถสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาลก็ได้ หรือจะร่วมมือกับกับฝ่ายค้านก็ได้ โหวตเสียงได้อย่างเสรี ตามแต่จะเห็นสมควร ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละประเด็น

แต่ทางออกที่ ๑ นั้น ก็จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติภูมิของพรรคเก่าแก่ ที่ไปร่วมกับกลุมการเมืองที่สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองจนแทบจะล่มสลาย แทบจะต้องแยกออกเป็นสองประเทศ แทบจะเกิดสงครามกลางเมือง ผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งจะต้องเสื่อมความศรัทธามากขึ้นไปอีกและคงต้องผละหนี ไม่คบหาสมาคมด้วย เพราะถือว่า“น้ำมันผสมกับน้ำไม่ได้” คาดว่าคนในพรรค ก็ไม่ต้องการเช่นนั้น เช่นกัน

ดังนั้น ทางออกที่ ๒ จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับประชาธิปัตย์ แต่ปัญหาก็คือ จะเกิดแรงกดดันจากภายในแค่ไหน ที่ไม่เอาตำแหน่งบริหารเลย จะมีใครในพรรค สักกี่คน ที่จะเห็นด้วยโดยเฉพาะ ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้งมาในลักษณะเลือดตาแทบกระเด็น

แต่ถ้าหากคิดต้องตรงโดยสามัคคีธรรมว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ก็อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีก การออกมาเป็นอิสระเป็นการยึดมั่นอุดมการประชาธิปไตยคราวนี้ ก็น่าจะกอบกู้ชื่อเสียงและความนิยมศรัทธากลับคืนมาได้ ไม่มากก็น้อย

ผมคิดตามประสาชาวบ้าน“ไกลปืนเที่ยง”ได้แค่นี่เท่านั้น ครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *