INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปรัชญาศาสนา กับกระบวนทัศน์ความสมานฉันท์ ตอนที่ 3

 

96a80616a5bf97c3342568538a9a1dfb

ปรัชญาศาสนา กับกระบวนทัศน์ความสมานฉันท์ ตอนที่ 3

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

 

สันติภาพและความรัก

การกระทำและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมของบางคนและบางกลุ่มคนในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงออกถึงความรุนแรงและความสุดโต่ง  ทำให้สังคมโลกาภิวัตน์ต้องตราหน้ากับคนเหล่านั้นว่า เป็นการกระทำของศาสนา หรือตีความว่าเป็นความรุนแรงที่มีอยู่จริงในศาสนา  เพราะเป็นการแสดงออกของศาสนิกชนของศาสนา กอรปกับมีความเชื่อและความศรัทธาต่อหลักความรุนแรงนั้น  หรืออาจจะกระทำไปในนามของศาสนา  ดั่งเช่นพฤติกรรมและการกระทำของกลุ่มสุดโต่งรัฐอิสลามหรือเป็นที่รู้จักในนาม”กลุ่มไอเอส”

คำถามหนึ่งเกิดขึ้นว่า อะไรคือสาเหตุของความสุดโต่งในศาสนาและความรุนแรงในศาสนาและนิกาย? และทำไมต้องหลั่งเลือดระหว่างศาสนิกชนด้วยกัน หรือห้ำหั่นระหว่างนิกายต่อกัน? ทั้งๆที่ทุกศาสนาเรียกร้องสู่สันติภาพและความรัก  และในนามของศาสนาที่เป็นสาส์นธรรมดั้งเดิมไม่ว่าศาสนาอะไร ถือว่า การใช้ความรุนแรงและความสุดโต่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและยังได้รับการประณามต่อความรุนแรงนั้น  แต่ทว่าความรักและสันติภาพ ความเมตตาต่างหากที่เป็นสิ่งยอมรับและกระตู้นอย่างเข็มแข็ง

อะไรคือข้อแก้ตัวของกลุ่มที่ได้ใช้ความรุนแรง และอะไรคือข้ออ้างของพวกเขา  พอจะกล่าวได้จากประมวลพฤติกรรมและการกระทำนั้นคือ พวกเขาเชื่อว่า การใช้ความรุนแรงหรือแสดงออกถึงความสุดโต่งในศาสนา คือการปกป้องศาสนาตนเอง โดยถือว่าพวกตนเป็นผู้ถูกรุกรานจากภายนอกเข้ามา  หรืออาจจะอ้างว่า เพราะว่าพวกตนเป็นกลุ่มถูกต้อง อยู่กับสัจธรรม อีกฝ่ายเป็นพวกหลงผิด จำเป็นต้องขจัดและทำลาย

เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี ได้กล่าวบทกวีหนึ่งว่า

 “บางครั้งพวกเขาคิดถึงสันติภาพแต่ก่อสงคราม บางครั้งคิดถึงความมีเกียรติ แต่สร้างความอัปยศ”

“ดูกร ฉันเป็นคนไม่มีอะไรกับศาสนา ไม่มีศาสนาใดที่น่าเชื่อถือสำหรับฉัน

 เพราะเมื่อเกิดศาสนาใหม่ๆ ขึ้นก็จะมาพร้อมกับความขัดแย้ง

 ความอาฆาตการเป็นศัตรูกันเพิ่มมากขึ้น สงครามศาสนาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 หลั่งเลือดกันนองแผ่นดิน ในนามของ ศาสนาไม่มีทั้งมุสลิม เทเรซ่าและยิว

 มีแต่สติปัญญาเท่านั้นที่ต้องใช้ สติปัญญาบอกว่าความสุขที่ยิ่งใหญ่ คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับผู้อื่น แต่ศาสนาบอกว่านั่นเลือดบรรดาผู้ปฏิเสธ หากได้หลั่งเลือดย่อมมีรางวัลที่ยิ่งใหญ่ หากไตร่ตรองดูแล้วเขาก็คือมนุษย์ เหตุใดเล่าจึงกล่าวว่า หลั่งเลือดได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ฉันเป็นคนไม่มีศาสนา เพื่อจะได้ไม่หลั่งเลือดกันและกัน

 เจ้าก็เช่นกันโอ้ลูกรัก จงใช้สติปัญญา จงเป็นมิตรกับผู้คนบนโลกใบนี้ นั่นแหละคือศาสนาที่ดีที่สุด”

ศาสนาอิสลามได้มุ่งเน้นการใช้ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม เพื่อ “เข้าใจผู้อื่น” เข้าใจความเป็นอยู่ของคนในที่มีความเชื่อต่างกัน  รวมทั้งที่จะเรียนรู้ “วิธีการ” ที่เราจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่น กลุ่มชน ศาสนิกอื่น  คือการปรับตัวเพื่อการเข้าใจต่อกัน และสามารถลดความขัดแย้ง จะสร้างสันติสุขในการอยูร่วมกัน นอกจากนั้นการรู้จักวัฒนธรรมระหว่างกันและกัน ยังทำให้เรารู้อีกว่า อะไรที่ควรทำหรืออะไรที่ไม่ควรทำ เรื่องใดที่เขายึดถือ เคารพ ห้ามละเมิดและยอมได้หรือยอมไม่ได้ ในบางเรื่องผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมจะเป็นคนบอกเองว่า อะไร ที่เป็นข้อผ่อนปรนได้ อะไรที่ผ่อนปรนไม่ได้ อะไรคือเรื่องหลัก อะไรคือเรื่องรอง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการเข้าถึงปรัชญาการสร้างมนุษย์บนความหลากหลาย ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้กันและกันและให้เกียรติต่อกัน ไม่ละเมิดสิทธิกันและกัน และเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในการใช้ชีวิตร่วมกันนั่นเอง

ปรัชญาสังคมได้สอนให้เรารู้ว่า แท้จริงสังคมนั้นจะต้องดำรงอยู่ด้วยความยุติธรรม และผู้ที่จะมาสร้างความยุติธรรมแก่สังคมได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมขั้นสูง อีกทั้งได้ผ่านการขัดเกลาจิตใจตนเองจนบรรลุธรรม ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์คือบรรดาศาสดาเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดังกล่าว  ดังที่ อัลกุรอานได้ยืนยันไว้ว่า..

แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขา เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(บทอัลฮะดีด โองการที่๒๔)

 

สังคมอาจจะเป็นสังคมที่ดีโดยการยึดระเบียบแบบแผนทางสังคมนั้นมาปฎิบัติ และอาจจะเป็นสังคมที่เลวและสังคมที่ตายไร้ชีวิตชีวา  ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงจำเป็นจะต้องส่งศาสดามาชี้นำทางประชาชนและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือขัดเคลาสังคม และ การขัดเกลาทางสังคม คือ การนำคนเข้าสู่ระบบของสังคม โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ขัดเกลาอัตตชีวะให้พ้นจากสภาพสัญชาตญาณเดิมจนกลายเป็นมนุษย์สังคม เพราะมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก จึงต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตลอดชีวิต ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งศาสดาเป็นผู้ชี้นำและทำหน้าที่ขัดเกลา โดยการนำหลักคิดที่ผ่านกรอบแนวคิดจากวิวรณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

หลักปรัชญาและทฤษฎีทางเทววิทยาได้กล่าวไว้ว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่ในฐานะของผู้ทรงวิทยปัญญาขั้นสูง (ทรงฮะกีม) อันหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำหรือพระองค์ทรงบัญชา สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์ และประโยชน์นั้นจะยังถึงผู้ปฏิบัติและผู้กระทำ ดังนั้นหลักการเรื่องหนึ่งและข้อบัญญัติหนึ่งของมุสลิม คือการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมด้วยกันและจะต้องมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคนต่างศาสนิก ดังที่อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวกับท่านมาลิก อัชตัร ว่า..

“ โอ้มะลิกเอ๋ย จงนำคำขวัญเป็นคติต่อตัวเองเสมอว่า ต้องมีความเมตตจิตาและความรักต่อพวกเขา จงมีความโอบอ้อมอารี และอย่าได้เป็นดั่งสัตว์ดุร้าย ที่คอยจะกัดกินพวกเขา  เพราะว่าประชาชนเหล่านั้น มีสองกลุ่ม หนึ่งพวกเขาอาจจะเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเจ้า หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”

และอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องหลักเอกภาพและการสร้างความสมานฉันท์ไว้ว่า

  “และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีแด่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้สนิทสนมกันระหว่าหัวใจของพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความเมตตาของพระองค์” (บทอาลิ อิมรอน : 103)

อิสลาม คือ ศาสนาแห่งสันติภาพและเรียกร้องไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว เรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ และต่อต้านการก่อการร้าย ต่อต้านความสุดโต่งในศาสนาและอิสลามเป็นศาสนาที่สร้างความสมดุลภาพทั้งทางเอกบุคคลและทางสังคม

บทบัญญัติทางศาสนาอิสลามทุกประการและทุกเรื่อง ไม่ว่าหลักปฎิบัติที่เป็นเรื่องเล็กสุด จนไปถึงสิ่งใหญ่สุดได้รับการบัญชาใช้หรือบัญชาห้ามมาจากเอกองค์อัลลอฮซ.บ. และปรัชญาของการบัญญัติหลักปฎิบัติเหล่านั้น ทั้งหมดคือความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮซ.บ. โดยที่ประโยชน์ของการยึดปฎิบัติตามคำสั่งใช้หรือละเว้นจากคำสั่งห้ามนั้น เป็นของมนุษย์โดยแท้ และบางบทบัญญัติมีประโยชน์ในมิติทางปัจเจกบุคคล และบางบทบัญญัติมีมิติทางสังคม ซึ่งหนึ่งจากบทบัญญัติทางศาสนาคือ การสร้างสันติภาพและความรักระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และห้ามการนองเลือดผู้บริสุทธิ์

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *