โครงการคลองไทย/แลนด์บริดจ์ : การวิเคราะห์ในมุมมองยุทธศาสตร์ทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ตอนที่ 1

โครงการคลองไทย/แลนด์บริดจ์ : การวิเคราะห์ในมุมมองยุทธศาสตร์ทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ตอนที่ 1
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
บริบทภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค
บทนำ
โครงการคลองไทยหรือแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันในวงการนโยบายสาธารณะของไทยมานานกว่าศตวรรษ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปัจจุบันที่มีการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ทั้งการขุดคลองจริงและระบบแลนด์บริดจ์ที่ขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรโดยไม่ต้องขุดคลอง ผู้สนับสนุนโครงการมักอ้างถึงประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อพิจารณาจากมุมมองทางยุทธศาสตร์ทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบด้าน จะพบว่าโครงการนี้มีนัยยะที่ซับซ้อนและอาจสร้างความเสี่ยงมากกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวัง
1 การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในอินโดแปซิฟิก
ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในปัจจุบันเป็นเวทีแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สหรัฐมีนโยบาย “Pivot to Asia” และ “Free and Open Indo-Pacific” เพื่อรักษาอิทธิพลและสมดุลแห่งอำนาจในภูมิภาค ในขณะที่จีนมีความทะเยอทะยานผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และการสร้างฐานทัพในทะเลจีนใต้ การแข่งขันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศขนาดกลางในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์
ไทยในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก มีบทบาทสำคัญในสมดุลแห่งอำนาจของภูมิภาค การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาพยายามรักษาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน แต่โครงการคลองไทยหรือแลนด์บริดจ์อาจทำให้ไทยถูกดึงเข้าสู่วงโคจรของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2 ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของช่องแคบมะละกา
ช่องแคบมะละกาเป็นหนึ่งในจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญที่สุดในโลก มีเรือประมาณ 80,000-90,000 ลำผ่านในแต่ละปี โดยขนส่งน้ำมันดิบประมาณหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทั่วโลก และสินค้าการค้าระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล การควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือช่องแคบนี้จึงเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจหลายประเทศ
สิงคโปร์ซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายช่องแคบมะละกาด้านตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์นี้ ทั้งในด้านเศรษฐกิจจากการเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในด้านความมั่นคงจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ฐานทัพสิงคโปร์เป็นจุดหมุนสำคัญในการปฏิบัติการในภูมิภาค การที่ไทยสร้างเส้นทางทางเลือกที่อาจดึงเอาการจราจรทางเรือบางส่วนออกจากช่องแคบมะละกา จะกระทบต่อผลประโยชน์ของสิงคโปร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3 การแทรกแซงจากมหาอำนาจและความเสี่ยงต่อเอกราชและอธิปไตย
โครงการขนาดใหญ่เช่นคลองไทยหรือแลนด์บริดจ์ต้องการเงินลงทุนมหาศาลที่ไทยเองไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหมายความว่าต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งจีนและสหรัฐต่างมีผลประโยชน์ในการเข้ามามีบทบาทในโครงการนี้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
สำหรับจีน โครงการนี้เข้ากับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative อย่างสมบูรณ์ การมีเส้นทางทางเลือกที่หลีกเลี่ยงช่องแคบมะละกาซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐและพันธมิตร จะช่วยลด “Malacca Dilemma” ที่จีนเผชิญอยู่ คือความกังวลว่าในกรณีความขัดแย้ง สหรัฐสามารถปิดกั้นช่องแคบมะละกาและตัดเส้นทางพลังงานและการค้าของจีนได้ อย่างไรก็ตาม การที่จีนเข้ามาลงทุนในโครงการนี้อย่างมีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่ “debt trap diplomacy” เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในศรีลังกาและปากีสถาน ซึ่งสุดท้ายแล้วประเทศเจ้าของโครงการต้องยกสิทธิในการบริหารจัดการให้กับจีนเป็นเวลานานหลายทศวรรษ
สำหรับสหรัฐ การที่โครงการนี้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนถือเป็นภัยคุกคามต่อสมดุลแห่งอำนาจในภูมิภาค สหรัฐอาจพยายามเข้ามาแข่งขันในการลงทุน หรือใช้กลไกทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อขัดขวางโครงการ ซึ่งจะทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ต้องเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง และอาจสูญเสียความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์ที่รักษามาได้ตลอดหลายทศวรรษ







