อัลเฟรด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ธุรกิจคนเดียวของโลก

อัลเฟรด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ธุรกิจคนเดียวของโลก
The Visible Hand : The Managerial Revolution in American Business
จะเป็นหนังสือเล่มหนึ่งของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ และเผยแพร่เมื่อ ค.ศ 1977 มันจะเป็นประวัติศาสตร์และการศึกษาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่
ภายในหนังสือเล่มนี้ เขาได้มองว่าประวัติของธุรกิจอเมริกันสามารถถูกแยกได้เป็นสองระยะ : ก่อน ค.ศ 1850 และหลัง ค.ศ 1850 เขายืนยันว่าระยะแรกจะแสดงเศรษฐกิจตลาด – แสดงคุณลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า การแข่งขันสมบูรณ์ ระยะที่สองจะต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน การแสดงสิ่งที่เขาเรียกว่าทุนนิยมการบริหาร การเปลี่ยนแปลงระหว่างสองช่วงเวลาเหล่านี้ได้สร้างการปฏิรูปภายในธุรกิจอเมริกัน การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัทจากเจ้าของไปสู่ผู้บริหารเงินเดือนเต็มเวลา มันจะจำเป็นต่อการดำเนินงานของธุรกิจสมัยใหม่แท้จริงอย่างแรกคือรถไฟ ด้วยระบบที่กว้างใหญ่และการดำเนินงานที่ซับซ้อน รถไฟ ได้ถูกบังคับที่จะออกแบบวิธีการบริหารใหม่ ตามมุมมองของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ รถไฟจะเป็นตัวเร่งของการปฏิรูปทางการบริหาร รถไฟจะเป็นการพัฒนาที่สำคัญอย่างมากภายในธุรกิจอเมริกัน มันไม่ได้เป็นแต่เพียงธุรกิจสมัยใหม่เท่านั้น มันได้สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอื่นด้วย ก่อนหน้ารถไฟ กลไกทางตลาดจะควบคุมและนำทางกระบวนการผลิต ภายหลังรถไฟการบริหารจะยึดครองกลไกทางตลาด
อัลเฟรด แชนด์เลอร์ ได้ยืนยันว่าภายในศตวรรษที่สิบเก้า มือที่มองไม่เห็นของของตลาดที่มีชื่อเสียงของอดัม สมิธ จะถูกสนับสนุนโดยมือที่มองเห็นของผู้บริหารที่ได้กลายเป็นสถาบันที่มีพลังมากที่สุดภายในเศรษฐกิจอเมริกัน
อดัม สมิธ จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล
โดยทั่วไปเขาจะถูกมองเป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์ และนักคิดที่ยอดเยี่ยมของสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค ผู้เชื่อมั่นต่อนโยบายเสรีนิยม
อดัม สมิธได้ระบุข้อเสนอที่สำคัญสองข้อของเขาไว้ภายในหนังสือ The Wealth of Nations
ข้อเสนออย่างแรกคือ “โรงงานเข็มหมุด” เครื่องมืออย่างหนึ่งที่อดัม สมิธได้ใช้อธิบายว่าการเพิ่มการแบ่งงานกันทำจะนำไปสู่ความประหยัดจากขนาดมากขึ้นและในที่สุดจะถูกจำกัดด้วยขนาดของตลาด
ข้อเสนออย่างที่สองคือ มือที่มองไม่ห็นที่จะเป็นนามธรรมมากขึ้น แต่สามารถถูกเข้าใจเป็นลักษณะของการควบคุมตัวเองของตลาด เมื่อการกระทำของ
การซื้อขายของบุคคลที่มุ่งผลประโยชน์ตัวเองภายในตลาดเสรี นำไปสู่จุดดุลยภาพระหว่างราคาและจำนวนสินค้าที่ผลิต
ภายในหนังสือยอดเยี่ยมของเขา Knowledge and the Wealth of Nations
เดวิด วอรช์ ได้ชี้ว่าแนวคิดที่สำคัญสองอย่างของอดัม สมิธจะขัดแย้งกัน การเพิ่มประสิทธิภาพและความประหยัดจากขนาดภายใน “โรงงานเข็มหมุด” จะนำไปสู่ฐานะการแข่งขันกึ่งผูกขาดของผู้เข้ามารายแรก
อดัม สมิธ ผู้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก The Wealth of Nations ได้แนะนำสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทฤษฎีของมือที่มองไม่เห็น” ทฤษฎีนี้ได้ถูกใช้เป็นรากฐานต่อการพัฒนาของเศรษฐกิจตลาดเสรีทั่วโลก อดัม สมิธได้มุ่งที่พลังทางเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกันแต่ร่วมกันสองตัวคือ ผลปรโยชน์ของตัวเอง และการแข่งขัน
ผลประโยชน์ของตัวเองจะเป็นตัวเร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การแข่งขันจะเป็นตัวควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พลังทางเศรษฐกิจสองตัวร่วมกันจะสร้างสิ่งที่อดัม สมิธ เรียกว่ามือที่มองไม่เห็น
พลังทางตลาดที่มองไม่เห็นที่ช่วยให้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าภายในตลาดสู่จุดดุลยภาพโดยอัตโนมัติคือมือที่มองไม่เห็น ถ้อยคำมือที่มองไม่เห็นได้ถูกแนะนำโดยอดัม สมิธ ภายในหนังสือของเขา The Wealth of Nations
เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจสามารถทำงานได้ดีภายในตลาดเสรีที่บุคคลทุกคนจะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง ภายในตลาดเสรีที่เราไม่มีการบังคับหรือการจำกัดที่กำหนดโดยรัฐบาล ถ้าบุคคลบางคนกำหนดราคาต่ำ ลูกค้าจะซื้อจากเขา ดังนั้นเราจะต้องลดราคาของเราให้ต่ำลง หรือนำเสนอบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่าคู่แข่งขันของเรา ทุกครั้งที่บุคคลต้องการบางสิ่งบางอย่าง มันจะถูกจัดหาให้โดยตลาด และบุคคลทุกคนจะมีความสุข ผู้ขายจบลงด้วยการได้ราคาที่ดี และผู้ซื้อจะได้สินค้าที่ดีื ณ ราคาที่ต้องการ
มือที่มองไม่เห็นจะเป็นถ้อยคำเปรียบเทียบต่อพลังทางทางตลาดที่มองไม่เห็นที่กระตุ้นเศรษฐกิจตลาดเสรี ภายใต้ผลประโยชน์ของตัวเองของบุคคล และเสรีภาพของการผลิตและการบริโภค ผลประโยชน์ดีที่สุดของสังคมโดยส่วนรวมจะถูกตอบสนอง
ื การแบ่งงานกันทำจะเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อย่างหนึ่งที่ระบุว่าการแบ่งกระบวนการผลิตเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกันจะทำให้คนงานมุ่งงานเฉพาะด้านได้ ถ้าคนงานสามารถจดจ่อที่งานเฉพาะด้านของการผลิต พวกเขาจะมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แนวคิดนี้ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย
โดยอดัม สมิธ จุดมุ่งที่สำคัญของ The Wealth of Nations ของอดัม สมิธ
จะอยู่ที่แนวคิดของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามมุมมองของอดัม สมิธ การเจริญเติบโตจะมีรากอยู่ภายในการแบ่งงานกันทำ
The Wealth of Nations ได้ถูกพิมพ์ ค.ศ 1776 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกา และบนจุดสัมผัสของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลกระทบของผลงานของเขาจะมากมาย และอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของเขาต่อนโยบายของรัฐบาลจะยืนหยัดจนถึงวันนี้
บทแรกส่วนใหญ่จะตอบคำถาม ทำไมบางประเทศร่ำรวยกว่าประเทศอื่น อดัม สมิธ ได้ระบุว่าปัจจัยที่สำคัญคือหลักการของการแบ่งงานกันทำ เขาได้ใช้ตัวอย่างของโรงงานเข็มหมุดที่จะอธิบายการแบ่งงานกันทำ หลักการของการแบ่งงานกันทำที่อธิบายโดย อดัม สมิธเมื่อ ค.ศ1776 สามารถถูกมองเห็นได้จากตัวอย่างของโรงงานรถยนต์ของฟอร์ด มอเตอร์เมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบได้
อดัม สมิธ ยืนยันว่าสาเหตุที่สำคัญของความเจริญรุ่งเรืองคือ การเพิ่มการแบ่งงานกันทำ เขาได้รวมแนวคิดที่สำคัญสองอย่างคือ การแบ่งงานกันทำจะเป็นเครื่องยนต์เพื่อการสร้างการเจริญเติบโต และระบบตลาดบนพื้นฐานผลประโยชน์ของตัวเองจะเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเครื่องยนต์นั้น
อดัม สมิธได้ให้เรื่องราวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งภายในเศรษฐศาสตร์คือ การผลิตเข็มหมุด ภาพวาดของโรงงานเข็มหมุดของช่วงเวลานี้จะแสดงให้เห็นคนงานใช้มือ อดัม สมิธ ได้กล่าววาคนงานของโรงงานเข็มหมุดจะได้รับรายได้ต่ำทั้งที่ประสิทธิภาพการผลิตของพวกเขาจะสูง นี่จะตรงกันข้ามกับสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ประสิทธิภาพการผลิตที่สูง – ผลผลิตต่อคนงาน จะนำไปสู่ค่าจ้างที่สูง
เขายืนยันว่าคนงานสิบคนสามารถผลิตเข็มหมุดได้ 48,000 ตัวต่อวัน ถ้าเราได้มีการแบ่งงานกันทำระหว่างคนงานด้วยการแยกกระบวนการเป็นขั้นตอนที่แตกต่างกันสิบแปดขั้น
ถ้าคนงานสิบคนทำทุกขั้นตอนด้วยต้วพวกเขาเอง คนงานแต่ละคนจะผลิตเข็มหมุดได้ 10 หรือ 20 ตัวต่อวันเท่านั้น ดังนั้นการลดลงของต้นทุนต่อหน่วยและผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะทดแทนวิธีการเดิมของการผลิต มันได้เพิ่มศักยภาพ “ขนาดของตลาด” ด้วย ดังนั้นการแบ่งงานกันทำจะถูกจำกัดโดยขนาดของตลาด ลูกค้าที่มีอยู่จะไม่เพียงแต่ซื้อเข็มหมุดมากขึ้น ณ ราคาที่ต่ำลง แต่จะคิดถึงวิถีทางใหม่ที่จะใช้เข็มหมุดที่ถูกลงด้วย ขอบเขตพื้นที่ของตลาดเข็มหมุดจะขยายตัว การลดลงของต้นทุนการขนส่งปัจจุบันและอนาคตต่อไปจะขยายตลาดท้องที่และเพิ่มการส่งออก
ดังที่อดัม สมิธ ได้กล่าวไว้ เราจะมีข้อจำกัดของการแบ่งงานกันทำ และดังนั้นข้อกัดของการลดต้นทุนต่อหน่วย แต่แหล่งที่มาที่สำคัญของข้อจำกัดเหล่านี้จะไม่ใช่ขนาดของตลาด มันจะเป็นข้อจำกัดของการใช้การแบ่งงานกันทำที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตก่อนยุคอุตสาหกรรม โรงงานเข็มหมุดของอดัม สมิธได้ถึงทางตัน
แต่กระนั้นแนวคิดของโรงงานเข็มหมุดและมือที่มองไม่เห็นของอดัมจะขัดแย้งกัน เมื่อธุรกิจได้เจริญเติบโตใหญ่ขึ้นและประสิทธิภาพสูงขึ้น ต่อจากนั้นเราจะมีจำนวนธุรกิจน้อยลง นี่จะลดการแข่งขันลงที่จำเป็นต่อมือที่มองไม่เห็น ดังนั้นโรงงานเข็มหมุดและมือที่มองไม่เห็นจะเป็นพลังที่ขัดแย้งกัน นี่ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดจะผิด มันจะเพียงแต่หมายความว่าสองสิ่งทำงานขัดแย้งระหว่างกันภายในโลกแห่งความเป็นจริง
เฮนรี่ ฟอร์ด บิดาของสายพานประกอบและการผลิตจำนวนมากได้ค้นพบการใช้ทางปฏิบัติของการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ของเฟดเดอริค เทเลอร์ เมื่อเขาได้เริ่มต้นฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี เมื่อ ค.ศ 1913 เฮนรี่ ฟอร์ดได้แสวงหาที่จะนำรถยนต์สู่มวลชนด้วยการนำเสนอรถยนต์ ณ ราคาที่สามารถซื้อได้ เพื่อที่จะบรรลุสิ่งนี้ เขาได้นำเสนอรถยนต์โมเดลเดียว โมเดลที ด้วยสีดำสีเดียว
วิถีทางนี้และวิธีการสายพานประกอบที่ตายตัวทำให้ฟอร์ดนำเสนอรถยนต์แก่บุคคลทุกคนที่สามารถซื้อได้ ภายใต้แนวคิดสายพานประกอบของเขา เฮนรี่ ฟอร์ดได้มองการผลิตรถยนต์เป็นกระบวนการเดียวด้วยขั้นตอนเรียงลำดับ เขาได้ใช้แนวคิดการแบ่งงานกันทำของอดัม สมิธ คนงานแต่ละคนจะทำงานอย่างเดียวด้วยวิธีการที่กำหนดให้และทำซ้ำ
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ยืนยันว่าประวัติศาสตรของธุรกิจอเมริกันสามารถแยกได้เป็นสองระยะ : ก่อน ค.ษ 1850 และหลัง ค.ศ 1850 เขายืนยันว่าระยะแรกจะเป็นเศรษฐกิจตลาด นักเศรษฐศาสตร์จะเรียกว่าการแข่งขันสมบูรณ์ ระยะที่สองจะต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จะแสดงสิ่งที่เขาเรียกว่าทุนนิยมทางการบริหาร การเปลี่ยนแปลงระหว่างสองระยะเหล่านี้จะสร้างการปฏิรูปภายในธุรกิจอเมริกัน การถ่ายทอดการดำเนินงานของบริษัทจากเจ้าของไปยังผู้บริหารเต็มเวลาที่มีเงินเดือน
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ใช้ข้อเสนอแปดข้อที่จะแสดงว่ามือที่มองเห็นของการบริหารจะทดแทนสิ่งที่อดัม สมิธ เรียกว่ามือที่มองไม่เห็นของพลังทางตลาดอย่างไรและทำไม
1 ธุรกิจหลายหน่วยสมัยใหม่จะทดแทนธุรกิจเล็กสมัยเดิม เมื่อการประสานงานทางการบริหารจะดีกว่ากลไกทางตลาดภายในการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และกำไรเพิ่มสูงขึ้น – เนื่องจากทั้งประสิทธิภาพของบริษัทและความประหยัดจากขนาด
2 ข้อได้เปรียบของหน่วยงานหลายหน่วยที่ประสานงานกันภายในธุรกิจเดียว
ไม่สามารถบรรลุได้โดยไม่มีลำดับชั้นทางการบริหาร
3 ธุรกิจสมัยใหม่ได้ปรากฏตัวครั้งแรกภายในประวัติศาสตร์เมื่อปริมาณของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บรรลุระดับที่ทำให้การประสานงานทางการบริหารมีประสิทธิภาพและทำกำไรมากกว่าการประสานงานทางตลาด มันจะมากับเทคโนโลยีใหม่และการขยายตัวของตลาด
4 เมื่อลำดับชั้นทางการบริหารได้ทำหน้าที่ของมัน มันจะกลายเป็นแหล่งของการเจริญเติบโตที่มีพลัง ถาวร และต่อเนื่องของมันเอง
5 อาชีพของผู้บริหารที่มีเงินเดือนที่กำกับลำดับชั้นทางการบริหารจะกลายเป็นเทคนิคและวิชาชีพมากขึ้น การฝึกอบรมจะกลายเป็นยาวนานและเป็นทางการมากขึ้น
6 การบริหารของธุรกิจจะกลายเป็นแยกออกมาจากความเป็นเจ้าของมากขึ้นตลอดเวลา ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอิทธิพล ความรู้ ประสบการณ์ หรือความผูกพันที่จะมีส่วนภายในการควบคุม
7 นักวิชาชีพจะพอใจความมั่นคงและการเจริญเติบโตระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น ในแง่ของผู้บริหารที่มีเงินเดือน การดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของธุรกิจของพวกเขาจะสำคัญต่ออาชีพตลอดชีวิตของพวกเขา
8 เมื่อธุรกิจใหญได้เจริญเติบโตและยึดครองภาคที่สำคัญของเศรษฐกิจ มันจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหล่านี้และเศรษฐกิจโดยส่วนรวม
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ค้นพบว่าธุรกิจสมัยใหม่ต้องการสายพันธุ์ย่อยใหม่ของบุคคลทางเศรษฐกิจ – ผู้บริหารที่มีเงินเดือน ผู้บริหารจะต้องมีความเชี่ยวชาญขทางการบริหาร
มือที่มองเห็นของเขาจะพิจารณาการเจริญเติบโตของธุรกิจภายในอเมริการะหว่าง ค.ศ 1840 และ ค.ศ 1920 และการพัฒนาการประสานงานและการบริหารกิจกรรมการผลิตและการจัดจำหน่าย การทำกิจกรรมเหล่านี้ภายใน
ธุรกิจใหญ่ ไม่ใช่การทำหน้าที่เหล่านี้ภายในบริษัทที่เล็กกว่าและหลากหลาย จะนำไปสู่การลดต้นทุนทางธุรกรรมของการทำหน้าที่แกน และการเพิ่มประสิทธภาพให้สูงขึ้น อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ จะมุ่งที่ความสำคัญของการสร้างลำดับชั้นทางการบริหาร และการพัฒนาวิชาชีพอย่างเป็นทางการของผู้บริหารภายในการบรรลุการทำกิจกรรมภายใน และการก่อตั้งบริษัทใหญ่ของอเมริกา ถ้าไม่มีการพัฒนาผู้บริหารมืออาชีพ การเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุนเนื่องจากการเสริมแรงระหว่างกิจกรรม และการรวมเข้าไว้ภายในโครงสร้างบริษัทที่กว้างขึ้นไม่สามารถบรรลุความสำเร็จได้

อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เกือบจะเป็นแต่ผู้เดียว ได้คิดค้นการศึกษาประวัติธุรกิจ เขาจะเป็นนักประวัตศาสตร์ธุรกิจคนแรกและสำคัญที่สุด และจบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อ ค.ศ 1952 การยืนยันด้วยวิทยานิพนธ์ของเขา Structure follow Strategy บนพื้นฐานของสี่กรณีศึกษาของบริษัทใหญ่ภายในอเมริกา
ตั้งแต่ ค.ศ 1920 เป็นต้นไป อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้อธิบายบริษัทเคมี ดูปองท์ ผู้ผลิตรถยนต์ เจ็นเนอรัล มอเตอร์ บริษัทพลังงาน สแตรนดาร์ด ออย และผู้ค้าปลีก เซียส์ โรบัค ได้พัฒนาตลอดเวลาโดยการระบุขั้นตอนตามลำดับสี่ขั้น
1 การจัดหาทรัพยากรเหมือนเช่นบุคคลและวัตถุดิิบ และการสร้างการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย
2 การสร้างโครงสร้างแบบหน้าที่ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยการแบ่งงานกันทำเฉพาะด้าน
3 การใช้กลยุทธ์การเจริญเติบโตและการกระจายธุรกิจ การกระจายธุรกิจไปสู่ตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่
4 การสร้างโครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วยที่จะบริหารกลุ่มธุรกิจที่ใหญโต
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้พัฒนาวิทยานิพนธนี้โดยการศึกษาตลาดที่วิวัฒนาการอย่างรอบคอบ ภายในปลายศตวรรษที่สิบเก้า การพัฒนาของเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทางตลาดได้สร้างโอกาสต่อการบรรลุความประหยัดจากขนาดและขอบเขตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหมือนเช่นยาสูบ เคมี แสงสว่าง การบรรจุเนื้อ เเละเครื่องจักร บริษัทเหมือนเช่นอเมริกัน โทแบคโก ดูปองท์ แมคคอร์มิค ฮาร์เวสติ้ง มาชีน และสวีฟท์ ได้ตอบสนองโดยการลงทุนภายในโรงงานผลิตขนาดใหญ่ และทำให้กิจกรรมเหมือนเช่นการขายและการจัดจำหน่ายที่ก่อนหน้านี้บริษัทอิสระได้กระทำแก่พวกเขา พวกเขาได้ลงทุนภายในการพัฒนาของลำดับชั้นทางการบริหาร โดยทั่วไปโครงสร้างที่ใช้โดยบริษัทเหล่านี้เริ่มแรกจะเป็นรูปแบบ-ยู นี่จะเป็นโครงสร้างที่เหมาะสม เพราะว่ามันจะเป็นโครงสร้างที่ใช้การแบ่งงานกันทำเฉพาะด้านที่สนับสนุนความประหยัดจากขนาดภายในการผลิต การตลาด และการจัดจำหน่าย
บริษัทที่เป็นลำดับหนึ่งภายในอุตสาหกรรมได้ลงทุนภายในโรงงานผลิตขนาดใหญ่และพัฒนาลำดับชั้นทางการบริหาร ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและครอบงำอุตสาหกรรมของพวกเขา แต่การเจริญเติบโตเริ่มแรกส่วนใหญ่ของบริษัทเหล่านี้จะอยู่ภายในธุรกิจเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียว แต่กระนั้นภายหลัง ค.ศ 1900 ไม่นาน สิ่งเหล่านี้ได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลง บริษัทเหมือนเช่นอินเตอร์แนชันแนล ฮาร์เวสเตอร์ ได้ขยายตัวไปต่างประเทศอย่างมาก ดูปองท์ และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ได้ทำการกระจายธุรกิจของพวกเขา การเปลี่ยนแปลงภายในกลยุทธ์นี้ได้แสดงจุดอ่อนภายในยู-ฟอร์ม ตามมุมมองของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์
ความพยายามของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหม่ที่ได้กระจายธุรกิจ
ที่จะตรวจสอบแผนกงานตามหน้าที่ภายในโครงสร้างแบบยู-ฟอร์มจะสร้างโสหุ้ยทางการบริหาร ผู้บริหารต้องค้นหาวิถึทางที่จะมอบหมายอำนาจหน้าที่การตัดสินใจ และมันได้จูงใจพวกเขาที่จะทดลองกับโครงสร้างองค์การทางเลือก
โครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วยหรือเอ็ม-ฟอร์ม ที่ได้ปรากฏภายหลัง ค.ศ 1920 จะเป็นการตอบสนองต่อข้อจำกัดของยู-ฟอร์ม ภายในบริษัทกระจายธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น
สิบปีต่อมาอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้พิมพ์หนังสือธุรกิจคลาสสิคของเขา Strategy and Structure
เขาได้สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างจะถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงภายในกลยุทธที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแวดล้อมที่เผชิญอยู่ โดยสรุป วิทยานิพนธ์ของอัลเฟรดคือ โครงสร้างตามกลยุทธ์
เขาได้ยืนยันว่าบริษัทที่บรรลุความสำเร็จทุกบริษัทจะต้องมีโครงสร้างสอดคล้องกับกลยุทธ์ของพวก เขาได้สร้างรากฐานทฤษฎีของเขาบนการศึกษาบริษัทใหญ่ของอเมริกาอย่างกว้างขวาง ระหว่าง ค.ศ 1850 และ 1920 – บริษัทเหมือนเช่น เจ็นเนอรัล มอเตอร์ ดูปองท์ และเซียร์ โรบัคส์ มันจะเป็นเวลาที่ธุรกิจกำลังพัฒนาจากการบริหารรวมศูยย์กลางหน่วยเดียว ไปเป็นรูปแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย รูปแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย : เรียกกันว่าเอ็ม – ฟอร์ม จะอ้างถึงโครงสร้างองค์การของบริษัทที่ถูกแยกเป็นหน่วยธุรกิจกึ่งอิสระที่ถูกนำทางและควบคุมด้วยเป้าหมายทางการเงินจากศูนย์กลาง
แนวคิดของรูปแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วยขององค์การ ได้ถูกแนะนำด้วยผลงานของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เกี่ยวกับโครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจของบริษัท ตามมุมมอง
ของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ เอ็ม-ฟอร์ม จะสนับสนุนการเจริญเติบโตโดยการกระจายธุรกิจ
ข้ามผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม และตลาด และการรวมทั้งแนวคิดของการมอบหมายอำนาจหน้าที่ไปยังผู้บริหารหน่วยธุรกิจ
เมื่อ ค.ศ 1990 อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้พิมพ์เล่มสุดท้ายของหนังสือที่สำคัญสามเล่มของเขา Scale and Scpe ภายในหนังสือเล่มนี้ เขาได้แสดงมันไม่ใช่เพียงแต่ขนาดของการผลิตที่สร้างความประหยัดและข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน มันจะเป็นขอบเขตด้วย การยึดครองการกระจายตลาดที่หลากหลาย
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ นักประวัตศาสตรธุรกิจที่ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ ได้นำกลยุทธ์มาสู่ยุคสมัยใหม่ และได้สนับสนุนรูปแบบขององค์การหลายหน่วยธุรกิจ : เอ็ม-ฟอร์ม
ภายหลังจบการศึกษาจากมหาวิทลัยฮาร์วาร์ด เขาได้รับใช้ภายในกองทัพเรือก่อนที่จะกลายเป็นนักประว้ตศาสตร์ ณ เอ็มไอทีเมื่อ ค.ศ 1950 เขาได้เป็นนักประวัติศาสตร์
ธุรกิจ ณ มหาวิทายาลัยฮาร์วาร์ด นับตั้งแต่ ค.ศ 1971 เขาได้แสดงว่าการปฏิรูปภายในโครงสร้างการบริหารจะช่วยขับเคลื่อนทุนนิยมและกระทบต่อเศรฐกิจทั่วโลกอย่างไร เขาได้เกษียณจากฮาร์วาร์ดเมื่อ ค.ศ 1989 ภายหลังจากอาชีพทางวิชาการมายาวนาน เขาได้เขียนหรือแก้ไขหนังสือมากกว่ามากกว่า 25 เล่ม
รวมทั้ง The Visible Hand ที่ได้รางวัลพูลิตเซอร์ 1987 ภายในประวัตศาสตร์
เขาได้ถูกมองมายาวนานว่าเป็นคณบดีของทฤษฎีการบริหาร เขาได้รับผิดชอบ
เพื่อการศึกษาบริษัทอเมริกันที่สำคัญอย่างละเอียดถี่ถ้วนเหมือนเช่นเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ดูปองท์ และสแตนดาร์ด ออยส์ เขาได้ช่วยเหลืออัลเฟรด สโลน ซีอีโอ ตำนานของจีเอ็ม ผู้เขียนบันทึกความทรงจำ My Year with General Motors
ภายในหนังสือที่มีอิทธิพลสามเล่มของเขา Strategy and Structure 1962
จะมองที่การตอบสนองของบริษัทต่อการเจริญเติบโตและการกระจายธุรกิจ และแสดงผู้บริหารจะตอบสนองต่อความจำเป็นทางกลยุทธ์ที่พวกเขาได้เผชิญ
โดยการพัฒนารูปแบบใหม่ขององค์การอย่างไร
The Visible Hand 1977 ยืนยันว่ารูปแบบใหม่เหล่านี้จะติดตามมาโดยการพัฒนาของการบริหารเป็นวิชาชีพอย่างหนึ่ง
และ Scale and Scope 1990 จะอธิบายความสำเร็จของธุรกิจขนาดใหญ่ของอเมริกา เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ของเยอรมันและอังกฤษ
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เสนอแนะว่าเนื่องจากความล้มเหลวของสองประเทศต่อการพัฒนาการบริหารทางวิชาชีพ จนไม่นานมานี้พวกเขาได้ล้าหลังอเมริกา
Strategy and Structure ได้ถูกสร้างจากสี่กรณีศึกษารายละเอียดภายในประวัติของธุรกิจ : ดูปองท์ เจ็นเนอรัล มอเตอร์ สแตนดาร์ด ออยส์ และเซียร์ โรบัคส์ ทุกสี่กรณีศึกษาจะเป็นบริษัทที่บรรลุความสำเร็จสูง การยึดครองอุตสาหกรรมของพวกเขาตั้งแต่ ค.ศ 1920 เป็นต้นไป
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ยืนยันว่าความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งจะอยู่บนพื้นฐานของการรับเอาไว้เริ่มแรกของรูปแบบใหม่ขององค์การธุรกิจ รูปแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย
หรือเอ็ม-ฟอร์ม การทำให้บริษัทเหล่านี้เจริญเติบโตและกระจายธุรกิจได้
การกระจายธุรกิจได้ดำเนินการต่อด้วยการสร้างหน่วยธุรกิจกึ่งอิสระ การมุ่งที่พื้นที่หรือผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทุกหน่วยธุรกิจจะอยู่ภายใต้การควบคุมจากสำนักงานใหญ่ของบริษัท การถูกกำหนดให้ทำตามแผนกลยุทธ์โดยส่วนรวม
ในขณะที่ความรับผิดชอบทางการดำเนินงานจะถูกมอบหมายไปยังหน่วยธุรกิจ
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ยืนยันต่อไปว่าบริษัทที่บรรลุความสำเร็จภายในอเมริการะหว่าง ค.ศ 1920 และ 1960 ได้ใช้รูปแบบขององค์การนี้ และมันจะมีบทบาทที่สำคัญภายในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอเมริกันภายในช่วงเวลานี้
เอ็ม-ฟอร์ม ไม่ได้เป็นโมเดลที่ตายตัว มันสามารถปรับด้วยวิถีทางอะไรก็ตาม
และอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ให้รายละเอียดสี่บริษัทได้ปรับตัวรูปแบบองค์การต่อความต้องการของพวกเขาเองอย่างไร นี่ได้นำอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ไปสู่ข้อสรุปสำคัญที่สุดของเขา “วิทยานิพนธ์…………คือจากนั้นโครงสร้างจะตามกลยุทธ์ และรูปแบบของโครงสร้างจะเป็นผลลัพธ์จากการเชื่อมต่อกันกับกลยุทธ์
ภายในแต่ละกรณีศึกษา เขาได้อธิบายว่าบริษัทเริ่มแรกได้เผชิญกับความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรากฐานภายในกลยุทธ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภายในเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงภายในตลาดแกนของพวกเขา การตอบสนองทางกลยุทธ์ภายในแต่ละกรณีศึกษาจะเป็นการกระจายธุรกิจ และเอ็ม-ฟอร์มได้ถูกใช้เป็นวิถีทางของการดำเนินการกลยุทธ์นี้
เพื่อความสำเร็จเอ็ม-ฟอร์มต้องการลำดับชั้นการบริหารทางมือชีพอย่างเข้มแข็ง และองค์การการกระจายอำนาจใหม่ต้องการบริหารที่เข้มแข็งทั้ง ณสำนักงานใหญ่และภายในหน่วยธุรกิจ
ภายในผลงานที่สำคัญต่อมาของเขา The Visible Hand อัลเฟรด แชนด์
เล่อร์ ได้พิจารณาการลุกขึ้นของธุรกิจขนาดใหญ่ภายในอเมริกาได้ถูกตามมาด้วยการเจริญเติบโตของชนชั้นทางการบริหารมืออาชีพ และการแยกระหว่างความเป็นเจ้าของจากการควบคุมอย่างไร ปรากฏการณที่อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้เห็นด้วยอย่างเข้มแข็ง
เขาได้เริ่มต้นจากภาพของธุรกิจอเมริกันก่อนสงครามกลางเมือง : ขนาดเล็ก ท้องที่ เจ้าของและบริหารด้วยครอบครัว ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เริ่มต้นปรากฏตัว เมื่อการประสานงานทางการบริหารได้ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดต่ำลง และกำไรเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมที่ถูกกระทำระหว่างบริษัท – การผลิต การตลาด การจัดจำหน่าย ในขณะนี้สามารถกลายเป็นภายในและกระทำภายใน
บริษัท การจัดหาทรัพยากรการบริหารแก่บริษัทที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ ยิ่งกว่านั้นการบริหารทำให้การกลายเป็นภายในมากขึ้นเป็นไปได้ด้วยการควบคุมมากขึ้น และความประหยัดจากขนาดมากขึ้น
ดังนั้นชื่อของหนังสือ The Visible Hand การอ้างอิงโดยตรงถึงมือที่มองไม่เห็นของอดัม สมิธ ของพลังตลาดที่นำทางและควบคุมเศรษฐกิจ อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ทดแทนพลังตลาดอย่างน้อยที่สุดส่วนหนึ่งด้วยตัวแทนมนุษย์ : มือที่มองเห็นของการบริหารมืออาชีพที่นำทางและควบคุมโชคชะตาของบริษัท
การแนะนำของการบริหารมืออาชีพมากับทั้งการเจริญเติบโตและสิทธิพิเศษ
แก่มัน เมื่อธุรกิจได้เจริญเติบโต ผู้บริหารที่มีเงินเดือนภายในระดับสูงจะกลายเป็นเชี่ยวชาญมากขึ้น และงานของพวกเขาจะกลายเป็นเทคนิคและซับซ้อนมากขึ้น
ภายใต้การเจริญเติบโตภายในขนาดและความซับซ้อน เจ้าของได้พบว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมธุรกิจโดยตรงได้ต่อไปอีกแล้ว และได้มอบหมายการควบคุมมากขึ้นแก่ผู้บรืหาร การนำไปสู่การแยกความเป็นเจ้าของและการควบคุม อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้กล่าวว่า นี่กลับกันได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในการมุ่งเน้นทางกลยุทธ์ : ผู้บริหารมืออาชีพจะมุ่งการเจริญเติบโตและความมั่นคงระยะยาวไม่ใช่การทำกำไรระยะสั้น
ในที่สุดเนื่องจากขนาด ทิศทางเชิงกลยุทธ์ และพลังทางเศรษฐกิจของธุรกิจขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจตัวมันเองภายในอุตสาหกรรมที่มันได้ดำเนินอยู่ ภาพสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงไปสิ่งที่อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เรียกว่า “ทุนนิยมการบริหาร” การตัดสินใจที่สำคัญที่กำหนดวงโคจรปัจจุบันและอนาคตของธุรกิจจะถูกกระทำโดยผู้บริหารมืออาชีพ
อุตสาหกรรมแรกที่ได้รับเอาการบริหารมืออาชีพอย่างขนาดใหญ่คือบริษัทรถไฟ และโทรเลข ปัญหาของการบริหารข้ามระยะทางที่ห่างไกลมากจะรุนแรง เมื่ออุตสาหกรรมอื่นได้เริ่มต้นเจริญเติบโต บริษัทได้ยืมเทคนิคที่ได้พัฒนาโดยอุตสาหกรรมรถไฟและโทรเลข ที่จริงแล้วผู้บริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดหลายคนของปลายศตวรรษที่สิบเก้าจะมีภูมิหลังภายในอุตสาหกรรมเหล่านี้ โทรเลขและรถไฟจะมีหน้าที่สองอย่าง : พวกเขาได้พัฒนาเทคนิคเพื่อการบริหารทางการประสานงานขององค์การใหญ่เหนือพื้นที่ทาง
ภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่ และการจัดหาโอกาสทางการตลาดและการกระจาย
เพื่อการสร้างความเป็นได้ของการเจริญเติบโตทางกายภาพ

แกรี่ ฮาเมล ได้กล่าวว่า ผู้บริหารทำสิ่งที่ตลาดไม่สามารถทำได้ ผู้บริหารจะนำทางการมีส่วนช่วยที่แตกต่างกันจำนวนมากให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หน่วยเดียวกัน บางสิ่งบางอย่างที่อัลเฟรด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกว่ามือที่มองเห็น “แต่มือที่มองเห็นมักจะกลายเป็นกำปั้น” โครงสร้างอำนาจบนลงล่างจะมีชื่อเสียงไม่ดีต่อมุมมองที่แคบและความเฉื่อยชา ดังนั้นถ้าลำดับชั้นและตลาดคือทางเลือกที่กำหนดให้ของอดีต ทางเลือกในอนาคตคืออะไร แกรี่ ฮาเมล ยืนยันว่า การผสมกัน เขาได้กล่าวว่า เราจะมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเป็นไปได้ที่จะรวมข้อได้เปรียบทางความยืดหยุ่นของตลาดกับข้อได้เปรียบทางการประสานงานของลำดับชั้น ผมไม่เชื่อว่า การเป็นผู้ประกอบการและขนาด ระเบียบวินัยและความคิดสร้างสรรค์ หรือการควบคุมและความเป็นอิสระจะต้องไม่สอดคล้องกันตลอดไป
อัลเฟรด แชนด์เลอร์ ได้ทำงานอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยจอห์น
ฮอปกิ้น ก่อนที่เขาจะกลับมามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อ ค.ศ 1970 ณ ที่นี่ เขาได้เขียนหนังสือที่สำคัญเล่มที่สอง
อัลเฟรด แชนด์เลอร์ ได้เขียนหนังสือที่พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1977 เกี่ยวกับประวัติของการตัดสินใจ ณ ระดับสูงสุดของบริษัทอเมริกันที่มีทั้ง ดูปองท์ เจ็นเนอรัล มอเตอร์ และสแตนดาร์ด ออย หนังสือจะมีชื่อว่า The Visible Hand เขาจะได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ประวัติศาสตร์
จากผลงานของหนังสือเล่มนี้ เขาได้ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสของนักประวัติศาสตร์ธุรกิจอเมริกัน หนังสือธุรกิจเล่มแรกที่ได้ถูกยกย่องโดยรางวัลพูลิตเซอร์
ชื่อหนังสือโดยเจตนาที่จะโต้ตอบอดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค : มือที่มองไม่เห็นภายในตลาด
เมื่อ ค.ศ 1990 อัลเฟรด แชนด์เลอร์ ได้พิมพ์หนังสือเล่มสุดท้ายของหนังสือสามเล่มของเขา Scale and Scope : Dynamics of Industrial Capitalism เขาได้แสดงให้เห็นว่ามันจะไม่เป็นเพียงแต่ขนาดของการดำเนินงานเท่านั้นที่สร้างความประหยัดจากขนาดที่ยิ่งใหญ่และข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน มันจะเป็นขอบเขตด้วย : การยึดครองตลาด
ภายในหนังสือเล่มนี้ เขาได้ยืนยันหลักการต่อยุคที่ตามมาเนื่องจากหลักการของนักกลยุทธ์ หลักการของเขาคือ โครงสร้างจะตามกลยุทธ์ เราจะหมายความว่าทุกด้านขององค์การ ตั้งแต่การสร้างแผนกงานไปจนถึงการ
การกำหนดความสัมพันธ์การรายงานควรจะกระทำด้วยการรักษาความมุ่งมั่นทางกลยุทธ์ภายในจิตใจ นี่คือโครงสร้างตามกลยุทธ์ อัลเฟรด ชานด์เลอร์แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะปรับปรุงโครงสร้างที่ถูกกระตุ้นโดยการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่หรือตลาด
อดัม สมิธ ได้กล่าวว่า มือที่มองไม่เห็นของตลาดจะกำหนดว่าธุรกิจจะตอบสนองต่อตัวกำหนดทางเศรษฐกิจอย่างไร แต่อัลเฟรด ชานด์เลอร มองว่า มือที่มองเห็นของการบริหารจะมีผลกระทบต่อความสำเร็จทางธุรกิจสูงกว่ามือที่ไม่มองเห็นของพลังทางตลาด
แต่กระนั้นนักวิชาการหลายคนได้มีข้อสงสัยมุมมองของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ที่โครงสร้างตามกลยุทธ์ ดังนั้น โทมัส ปีเตอร์ ผู้เขียน In search of Excellence ได้ยืนยันว่า มันจะเป็นโครงสร้างที่กำหนดว่าบริษัทจะเลือกลยุทธ์อะไร และ
ริชาร์ด พาสคาล ผู้เขียน The Art of Japanese Management ยืนยันว่า
อัลเฟรด แชนด์เลอร์เชื่อว่าองค์การจะกระทำอย่างมีเหตุผล แต่องค์การจะไม่กระทำอย่างมีเหตุผล และ
เขาได้กล่าวว่าโครงสร้างองค์การจะมีบทบาทที่สำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์
แกรี่ ฮาเมล จะให้มุมมองทางบวกมากขึ้นต่อแนวคิดของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ บุคคลที่โต้แย้งวิทยานิพนธ์ของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ โครงสร้างตามกลยุทธ์จะพลาดจุดสำคัญไป
แน่นอนกลยุทธ์และโครงสร้างจะเกี่ยวพันระหว่างกันที่แยกออกมาไม่ได้
จุดสำคัญของอัลเฟรด แชนด์เลอร์คือ ความท้าทายใหม่จะทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ ความท้าทายของขนาดและความซับซ้อนควบคู่กับความก้าวหน้าภายในการสื่อสารและเทคนิคของการควบคุมทางการบริหารได้ทำให้เกิดการแบ่งเป็นหน่วยธุรกิจและการกระจายอำนาจ พลังอย่างเดียวกันเหล่านี้กำลังขับเคลื่อนเราไปสู่ข้อแก้ปัญหาทางโครงสร้างใหม่ – องค์การสหสัมพันธรัฐ การรวมกันของหลายบริษัท และบริษัทเสมือนจริง นักประวัติศาสตร์ไม่กี่คนจะมองเห็นล่วงหน้าเหมือนกับอัลเฟรด แชนด์เลอร์
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้อธิบายกลยุทธ์เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาว การรับเอาทางเลือกของการกระทำ และการจัดสรรทรัพยากรที่ต้องการจะบรรลุเป้าหมาย เขาได้ระบุโครงสร้างเป็นการออกแบบองค์การเพื่อการบริหารกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์จะนำไปสู่ปัญหาทางการบริหารใหม่ที่ต้องการโครงสร้างใหม่ เพื่อการดำเนินการกลยุทธ์ใหม่ให้บรรลุความสำเร็จ

อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้กล่าวถึงยู-ฟอร์ม ที่อ้างถึงโดยฟอร์ด มอเตอร์ และในขณะที่เอ็ม-ฟอร์ม จะอ้างถึงเจ็นเนอรัล มอเตอร์
เอ็ม-ฟอรม ได้ถูกยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นนวัตกรรมทางองค์การที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งภายในประวัติของบริษัทสมัยใหม่ ตามมาจากผลงานบุกเบิก
ของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เรื่องราวส่วนใหญ่ของเอ็ม-ฟอรม จะยืนยันว่าโครงสร้างใหม่ได้ลุกขึ้นมาและบรรลุความสำเร็จ เพราะว่ามันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าโครงสร้างก่อน ณ หัวใจของประสิทธิภาพนี้จะอยู่ที่การแยกระหว่างการวางแผนกลยุทธ์และการวางแผนยุทธวิธี
การย้ายผู้บริหารที่รับผิดชอบโชคชะตาทั้งหมดของธุรกิจออกจากงานประจำวัน
ก่อนการตกต่ำทางเศรษฐิจครั้งใหญ่ เราจะมีโครงสร้างองค์การของบริษัทสองอย่างได้ปรากฏขึ้นภายในธุรกิจขนาดใหญ่ของอเมริกา อย่างแรกจะเป็น
รูองค์การแบบรวมกัน : Unitary Form หรือยู ฟอร์ม
ตัวอย่างคลาสสิคของของยู-ฟอร์มจะเป็นฟอร์ด มอเตอร์ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ฟอร์ด มอเตอร์ ได้จัดองค์การเป็นแผนกงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามหน้าที่ : การผลิต การขาย การจัดซื้อ เป็นต้น ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่งแผนกงานจะทำงานที่สนับสนุนกัน ไม่มีแผนกงานใดเลยไม่ขึ้นอยู่กับแผนกงานอื่น
แต่กระนั้นจุดอ่อนพื้นฐานภายในองค์การแบบการรวมกันคือ การลงทุนสูงของ
ฟอรดภายในสต็อคเหมือนเช่นเหมืองถ่านหินและแร่เหล็กหรือโรงงานเหล็กทำให้บริษัทอยู่บนขอบของการล้มละลาย
ิ รองประธานการผลิต การขาย การจัดซื้อ และการวิจัยและพัฒนาจะรายงานโดยตรงต่อซีอีโอ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งฟอร์ด มอเตอร์ จะเป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงของยู-ฟอร์ม เฮนรี่ ฟอร์ดไม่เพียงแต่จะเป็นบุกเบิกการผลิตแบบสายพานประกอบ แต่เขาได้พยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาชิ้นส่วนของซัพพลายเออร์และผู้ผลิตวัตถุดิบ ด้วยการซื้อโรงงานและเหมืองแร่ การสร้างบริษัทรวมธุรกิจตามแนวดิ่งภายใต้การควบคุมที่รวมอำนาจของเขา
โครงสร้างองค์การอย่างที่สองจะถูกบุกเบิกโดยดูปองท์และเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ผู้บริหารภายในบริษัทเหล่านี้ได้รับรู้ว่าองการแบบยู ฟอร์ม จะไม่มีประสิทธิภาพภายในการควบคุมต้นทุนของการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายภายในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อ ค.ศ 1920 ณ การเริ่มต้นของทศวรรษนั้น ดูปองท์ได้ซื้อหุ้นภายในจีเอ็ม การมอบหมายอำนาจหน้าที่การบริหารแก่อัลเฟรด สโลน ประสบการณ์ของอัลเฟรด สโลนได้ทำให้เขาเข้าใจการปรับปรุงโครงสร้างองค์การสามารถทำให้จีเอ็มชนะฟอร์ดได้อย่างไร จีเอ็มและดูปองท์ได้พัฒนาองคการแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย : Multidivisional Form เรียกกันว่าเอ็ม ฟอร์ม ขึ้นมา
โครงสร้างแบบเอ็ม-ฟอร์มของดูปองท์และเจ็นเนอรัล มอเตอร์ จะเกี่ยวพันกับการสร้างหน่วยธุรกิจดำเนินงานกึ่งอิสระ : ศูนยกำไร จัดตามผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า หรือพื้นที่ หน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยจะบริหารแยกจากกัน แต่กระนั้นภายใต้การใช้เอ็ม-ฟอรมอย่างมีประสิทธิภาพ ดูปองท์และเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้สร้างสำนักงานทั่วไปประกอบด้วยผู้บริหารทั่วไปจำนวนหนึ่งและสายงานที่ปรึกษาและการเงิน เพื่อที่จะตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจ จัดสรรทรัพยากรท่ามกลางหน่วยธุรกิจ และยุ่งเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์
บุคคลแนวหน้าภายในการสร้างโครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย – เอ็ม-ฟอร์ม คือ อัลเฟรด สโลน และปีแอร์ ดูปองท์ ช่วงเวลาจะเป็นต้น ค.ศ 1920
ความตึงเครียดของความพยายามจะรับมือกับความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจภายใต้โครงสร้างเก่าจะเป็นโอกาสสร้างนวัตกรรมแก่ทั้งสองบริษัท แต่กระนั้นโครงสร้างของสองบริษัทจะแตกต่างกัน ดูปองท์จะดำเนินงานภายใต้โครงสร้างแบบยู ฟอร์ม ด้วยแผนกงานตามหน้าที่รวมอำนาจ ในขณะที่เจ็นเนอรัล มอเตอร์ จะดำเนินงานคล้ายกับบริษัทผู้ถือหุ้นโดยวิลเลียม ดูแรนท์ ไม่ได้ขยายออกไปตามองค์การ ดังที่อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้สรุปข้อบกพร่องของบริษัทใหญ่แบบยู ฟอรม์ภายในวิถีทางต่อไปนี้
จุดอ่อนตามธรรมชาติภายในบริษัทที่ดำเนินงานด้วยการจัดแผนกงานตามหน้าที่รวมอำนาจ……ได้กลายเป็นสำคัญต่อเมื่อภาระทางการบริหารของผู้บริหารอาวุโสได้เพิ่มขึ้นจนพวกเขาไม่สามารถที่จะจัดการความรับผิดชอบ
ของการเป็นผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้ได้เกิดขึ้นเมื่อการดำเนินงานของธุรกิจได้กลายเป็นซับซ้อนเกินไป และปัญหาของการประสานงาน การประเมินผล และการกำหนดนโยบายสับสนเกินไปต่อผู้
บริหารระดับสูงจำนวนน้อยที่จะจัดการทั้งการเป็นผู้ประกอบการระยะยาว
และการดำเนินกิจกรรมระยะสั้น
อัลเฟรด สโลนได้ฝันถึงแผนองค์การแบบยู ฟอร์มแก่เจ็นเนอรัล เขาได้โอกาสของเขาที่จะดำเนินการมันภายหลังการตกต่ำทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เกือบจะขับเคลื่อนจีเอ็มไปสู่การล้มละลาย ปีแอร์ ดูปองท์จะมีการลงทุนจำนวนมากภายในจีเอ็ม และได้เร่งที่จะช่วยชีวตจีเอ็ม
ด้วยการรับรู้ถึงความดีของแผนของอัลเฟรด สโลน ปีแอร์ ดูปองท์ได้ไห้ความรับผิดชอบแก่เขา อัลเฟรด สโลนได้สร้างหน่วยธุรกิจของผลิตภัณฑ์แยกจากกันของรถยนต์ราคาไม่แพง -เชฟโรเลต
รถยนต์ราคาปานกลาง – บูอิค และรถยนต์หรูหรา -คาดิแลค ความท้าทายของการผลิตและการตลาดของรถยนต์ที่แตกต่างกันทำให้มันมีเหตผลที่จะมีหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน
ภายใต้การจัดการปัญหาที่เจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้เผชิญภายในต้น ค.ศ 1900 อัลเฟรด สโลน ซีอีโอ ได้จัดองค์การใหม่ด้วยการแยกเป็นหน่วยธุรกิจ แต่ละหน่วยธุรกิจจะแสดงธุรกิจที่แตกต่างกันไม่ขึ้นอยู่กับใคร และลำดับชั้นและหน้าที่ของพวกเขาเอง โครงสร้างใหม่ของอัลเฟรด สโลน จะมอบหมายความรับผิดชอบการดำเนินงานประจำวันแก่ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สำนักงานใหญ่ของบริษัทที่เล็กลงจะรับผิดชอบการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท และการใช้การควบคุมทางการเงิน
กับหน่วยธุรกิจกึ่งอิสระ แต่ละหน่วยธุรกิจจะทำการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับธุรกิจของพวกเขาเอง นวัตกรรมทางโครงสร้างของอัลเฟรด สโลนจะมีผลลัพธ์ที่สำคัญคือ
มันช่วยให้ผู้บริหารระดับบริษัทสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยธุรกิจได้อย่างถูกต้อง การทำให้ปัญหาการควบคุมเรียบง่ายลง มันจะสนับสนุนการเปรียบเทียบระหว่างหน่วยธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการจัดสรรทรัพยากร และมันกระตุ้นให้ผู้บริหารของหน่วยธุรกิจที่มีการปฏิบัติงานไม่ดีต้องค้นหาวิถีทางของการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
นานกว่าห้าสิบปี เจ็นเนอรัล มอเตอร์ จะยึดครองอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% บุคคลที่นำทางวิสัยทัศน์จนจีเอ็มบรรลุความสำเร็จคือ อัลเฟรด สโลน
อัลเฟรด สโลน ไม่ได้เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ภายหลังสีปีเมื่อเขาเรียนจบปริญญาตรีทางวิศวกรรมไฟฟ้าจากเอ็มไอที เขาได้กลายเป็นประธานบริษัทและเจ้าของบริษัทที่ผลิตตลับลูกปืนเม็ดกลม ลูกค้ารายแรกคือรถยนต์โอลสโมบิลของจีเอ็ม และบริษัทรถยนต์หลายบริษัทได้ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทของเขา การนำบริษัทของอัลเฟรด สโลน ไปสู่การรวมกับบริษัทรถยนต์อื่น จนกลายเป็นยูไนเต็ด มอเตอร์ คอมพานี และกลายเป็นเจ็นเนอรัล มอเตอร์ อัล
เฟรด สโลน ได้ขึ้นมาเป็นซีอีโอเมื่อ ค.ศ 1923 และประธานคณะกรรมการบริษัทเมื่อ ค.ศ 1937 และจีเอ็มได้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดภายในโลก
เมื่อ ค.ศ 1930 ภายใต้ความเป็นผู้นำของอัลเฟรด สโลน จีเอ็มได้นำหน้า
ฟอร์ด มอเตอร์ในฐานะของผู้นำอุตสาหกรรมรถยนต์นานถึงเจ็ดสิบปี ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เรียกอัลเฟรด สโลน ว่า ผู้บริหารธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้มา
เจ็นเนอรัล มอเตอร์ ก่อตั้งโดยวิลเลียม ดูแรนท์ ณ ฟลินท์ มิชิแกน เมื่อ ค.ศ 1908 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษบริษัทผลิตและขายรถยนต์หลายตราสินค้ามากตัวแต่บิวอิค คาดิลแลค เชฟโรเล็ต
ยุคที่เจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นบริษัทยิ่งใหญ่ของโลกได้อยู่ภายใต้ความเป็นผูันำของอัลเฟรด สโลน เขาจะเป็นซีอีโอของบริษัทตั้งแต่ ค.ศ 1920-1950 และเป็นผู้สร้างระบบราชการของบริษัท หรือระบบเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ขึ้นมาตราบเท่าจนทุกว้นนี้ ณ จีเอ็ม เขาจะเป็นที่รู้จักกันว่า
“สโลนที่นิ่งเงียบ” เพราะว่าเขาชอบบริหารธุรกิจจากเบื้องหลังฉาก การบริหารแบบเดินโดยรอบ ไม่ใช่สไตล์การบริหารของเขาเลย
จุดมุ่งความสนใจของอัลเฟรด สโลนจะเป็นวิถีทางทเกี่ยวกับองค์การของวิลเลี่ยม ดูแรนท วิลเลี่ยม ดูแรนท์ได้ช่วยสร้างบริษัทที่ใหญโตแต่ไม่สามารถบริหารได้ เมื่อใกล้จะสิ้นสุดช่วงเวลาที่วิลเลี่ยม ดูแรนทอยู่กับบริษัท อัลเฟรด สโลนได้แนะนำว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่จะพิจารณาวิถึทางที่องค์การทำงาน การศึกษาองค์การที่เสนอแนะของเขาได้ถูกปฏิเสธโดยวิลเลี่ยม ดู
แรนท์ แต่เมื่อปีแอร์ ดูปองท์ ได้ควบคุมจีเอ็มเมื่อ ค.ศ 1920 เขาได้เห็นด้วยกับแผนของอัลเฟรด สโสนที่จะพิจารณาบริษัทถูกจัดองค์การอย่างไรและทำไม
ดูปองท์ คอมพานี ชื่อเต็มคือ อีิ.ไอ. ดูปองท์ เนอร์มู แอนด์ คอมพานี ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1802 ภายในเดลาแวร์ ที่จะผลิตดินปืนและระเบิดอย่างอื่นต่อมาที่ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของบริษัท
จนกระทั่งศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อบริษัทได้เริ่มต้นที่จะผลิตเคมีอื่นหลายอย่างด้วย
ดูปองท์จะเป็นผู้ปกครองคนหนึ่งที่ได้หนีจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และต่อมาเขาได้สร้างดูปองท์ภายในอเมริกา ดูปองท์ได้เงินทุนมาจากเงินของไอรีน ดูปองท์
มาจากการขายเครื่องจักรดินปืนภายในฝรั่งเศส
เมื่อ ค.ศ 2015 บริษัทได้รวมกับคู่แข่งขันก่อนหน้านี้ ดาว เคมีคอล เพื่อที่จะสร้างดาวดูปองท์ขึ้นมา บริษัทที่รวมกันจะมีมูลค่าประมาณไว้ 130 พันล้านเหรียญ การถือหุ้นเท่ากันโดยผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ดาวดูปองท์จะเป็น
กลุ่มธุรกิจเคมีใหญ่ที่สุดภายในโลก พวกเขาได้สร้างยอดขาย 86 พันล้านเหรียญเมื่อค.ศ 2018 ดาวดูปองท์จะมีลำดับที่ 35 ภายในลำดับของฟอร์จูน 500 เมื่อ ค.ศ 2019 ของบริษัทเอกชนอเมริกันใหญัที่สุด
มูลค่าที่แท้จริงของการรวมบริษัทนี้จะอยู่ภายในการสร้างที่มุ่งหวังไว้ของสามมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่จะระบุตลาดของพวกเขา ภายหลังการรวมบริษัท 18 เดือน ดาวและดูปองท์ ได้แยกเป็นสามบริษัทที่มุ่งต่อไปนี้ การเกษตร วัสดุศาสตร์ และผลิตภัณฑ์เฉพาะ
เมื่อ ค.ศ 1811 ดูปองท์ ได้กลายเป็นซัพพลายเออร์ใหญ่ที่สุดของดินปืนแก่กองทัพอเมริกัน ตั้งแต่ ค.ศ 1902 ถึง 1912 ดูปองท์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปสู่การผลิตดินปืนไร้ควันและไดนาไมท์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 40% ของระเบิดที่ถูกใช้โดยมหาอำนาจของโลกจะมาจากดูปองท์ ระหว่างทาง
ดูปองท์ได้ซื้อบริษัทเคมี และเมื่อ ค.ศ 1902 รัฐบาลได้นำดูปองท์ขึ้นศาล และประกาศว่าดูปองท์มีการผูกขาดด้วยการยึดครองธุรกิจระเบิด บนพื้นฐานคำตัดสินของศาลดูปองท์ต้องสร้างบริษัทลูกขึ้นมา เมื่อ ค.ศ 1914 ดูปองท์ได้ลงทุนและยุ่งเกี่ยวอย่างมากภายในอุตสาหกรรมรถยนต์ ตั้งแต่ ค.ศ 1920 ถึง 1935 ดูปองท์ ได้ค้นพบนวัตกรรมเหมือนเช่น ยางสังเคราะห์ ไนลอน เทฟลอน และโพลีเอสเตอร์
ระหว่างสงคราามโลกครั้งที่สอง ดูปองท์ได้กลายเป็นผู้ผลิตวัสดุสงครามใหญ่ที่สุด ดูปองท์จะมีบทบาทที่สำคัญภายในโครงการแมนฮัตตัน และการผลิตระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ต่อมาได้ถูกทิ้งลงฮิโรชิมาและนางาซากิ ญี่ปุ่น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ดูปองท์ได้ผลิตระเบิด 4.5 ล้านปอนด์แก่ทหารอเมริกัน
และดูปองท์ได้ทำกำไรอย่างมากจากความเศร้าสลดของบุคคลอื่น
เมื่อ ค.ศ 1999 ดูปองท์ได้กลายบริษัทเมล็ดพันธุ์และผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมที่ถูกใช้ภายในการผลิตเมล็ดข้าวโพดและถั่วเหลืองพันธุวิศวกรรม ดูปองท์จะเป็นหนึ่งภายในบรรดา
บริษัทไบโอเทคสี่ลำดับสูงสุดที่ผลิต 100% ของเมล็ดพันธุวิศวกรรม และ 60% ของ
ย่าฆ่าแมลง บริษัทไบโอเทคสามบริษัทอื่นคือ มอนซานโต้ ซินเจนต้า และเบ
เยอร์ บริษัทไบโอเทคลำดับสูงสุดเหล่านี้จะเป็นผู้ผลิตยาฆ่าแมลงใหญ่ที่สุดของโลกด้วย เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลที่จะผลิตจีเอ็มโอ
เมื่อ ค.ศ 1981 ดูปองท์ ได้ซื้อโคโนโก อิงค์ บริษัทน้ำมันอเมริกันที่สำคัญ การสร้างแหล่งที่มาของวัตถุดิบน้ำมันที่มั่นคงที่ต้องการเพื่อการผลิตไฟเบอร์และผลิตภัณฑ์พลาสติค การซื้อโคโนโก้จะทำให้ดูปองท์เป็นหนึ่งของบริษัทน้ำมันอเมริกันสิบลำดับสูงสุด ภายหลังจากการสร้างสงครามกับซีแกรม คอมพานี โรงกลั่นสุรายักษ์ใหญ่มาแล้ว
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







