หน้ากากอนามัย

หน้ากากอนามัย
ยอมรับว่า หน้ากากอนามัยเป็นเกราะป้องกันเชื้อ โควิด ๑๙ ได้พอสมควร ดูข่าวทางโทรทัศน์ เห็นว่า ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยกันทั่วหน้า แต่ก็ยังมีการติดเชื้อเป็นประจำทุกวัน ในช่วงที่โควิดระบาดมาเป็นระยะเวลานาน ได้งดเว้นการจัดงานกิจกรรมหลายอย่างเช่นงานแต่งงาน งานบวช และงานศพก็มีผู้ไปร่วมงานลดน้อยลง จนกระทั่งปัจจุบัน มีการผ่อนคลายให้จัดกิจกรรมได้ แต่ให้ระมัดระวังตัวเองให้มาก
ช่วงนี้ เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดให้มีพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งอยากแสดงความยินดีต่อ ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาในปีนี้ทุกท่าน ทำให้นึกหวนไปในวันที่ผมได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อปี ๒๕๑๑ ซึ่งในวันนั้น เป็นวันที่สำคัญในชีวิต กว่าจะได้ไขว่คว้าให้ถึงวันนั้น แทบย่ำแย่ ตอนนี้ผ่านมา ๕๔ ปีแล้ว ยังเก็บภาพทั้งหมดในความทรงจำ และคงจะเก็บต่อไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ที่เขียนเรื่องนี้ เนื่องจากรู้สึกเห็นใจ ที่ขณะที่เข้าพิธีการ บัณฑิตทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องประดับ เมื่อได้ภาพเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้ไปประดับข้างฝาบ้าน ก็คงจำตัวเองได้ ภายใต้หน้ากากอนามัย ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นพิเศษ อีก ๕๐ ปีกว่าๆมาดูรูปที่ถ่าย ก็จำไม่ได้ว่าตอนวัยรุ่น หน้าตาดีกันขนาดไหน ยังไงก็ตาม ถือเป็นดวงก็แล้วกัน ว่าเกิดในช่วงที่ต้องเจอสิ่งเหล่านี้ แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่า รุ่นต่อไป จะเจออะไรกันอีกบ้าง
สำหรับ เรื่องที่เด็กนักเรียน หรือที่ยังเยาว์วัย ต้องใส่หน้ากากอนามัยไปเรียนหนังสือ และเดินทางไปกลับบ้าน สรุปแล้วใส่หน้ากากทั้งวัน จะหายใจไม่สะดวก ฉะนั้น การเรียนที่บ้าน ซึ่งคิดว่าจะต้องอีกยาวนาน น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้งนี้ เด็กคงจะขาดเพื่อน และความสนุกสนานกับเพื่อนในวัยของเขา
ช่วงนี้ ผมอยู่กรุงเทพฯ รอนัดกินข้าวเที่ยงกับเพื่อน แล้ว อีกไม่กี่วัน ก็คงจะไปเชียงใหม่อีก ก่อนที่จะมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้เอารถไปเปลี่ยนยางล้อรถทั้ง ๔ เส้น เพราะยางมีอายุ ๔ ปีและวิ่งมาได้ ๘๐,๐๐๐ กม. กลัวยางจะระเบิดเหมือนเมื่อใช้รถปิคอัพคันก่อน เลือกใช้ยางที่ราคาแพงสุด เพราะต้องเดินทางไกลไปมาเสมอๆ จะได้สบายใจ เปลี่ยนยางเสร็จแล้วก็กลับกรุงเทพฯทันที เมื่อมาถึงสิงห์บุรี ล้อหลังขวาโดนตะปูตำ ยางแฟบทันที ทั้งนี้ วิ่งบดยางกว่าจะชิดซ้ายจอดได้
เมื่อจอดรถ กำลังงงอยู่ มีชายหนุ่มขี่จักรยานยนต์มีรถพ่วงด้านข้าง มาจอดหลังรถยนต์(ทันที) แล้วช่วยเปลี่ยนยางให้อย่างทุลักทุเล จนเสร็จ รู้สึกขอบคุณในน้ำใจไมตรี เห็นเขาช่วยเต็มที่ จึงให้สินน้ำใจเขาไป ๖๐๐ บาท เมื่อมากรุงเทพฯ นำยางไปแจ้งศูนย์บริการ B Quik ที่เป็นสาขาเดียวกับที่เปลี่ยนยางมา เขาแจ้งว่า โดนตะปูตำไม่อยู่ในเงื่อนไขการประกัน ที่จะให้ยางทดแทน แต่เขาเห็นใจ จึงเปลี่ยนให้ฟรี ๑ เส้น ไม่คิดค่าใช้จ่าย จึงรู้สึกขอบคุณเขามาก
ตั้งแต่ใช้รถคันนี้ ยางแตกตอนที่ยางยังใหม่ๆอยู่ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ออกจากบ้านไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม Shell ที่ถนนงามวงศ์วาน เกือบถึงพงษ์เพชร เมื่อเติมเสร็จแล้วกำลังกลับบ้าน รถโดนเหล็กแหลมๆกลางถนน เห็นว่าอาจเป็นชิ้นส่วนรถคันอื่นเก่าๆหล่นไป เคราะห์ดีที่ค่อยซึม และเห็นก่อนจึงไปปะทัน ไม่ต้องถอดล้อ มาครั้งนี้ ยางยังใหม่เอี่ยม และเพิ่งออกจากปั๊ม Shell เหมือนกัน ไม่คิด (ความจริงก็แอบคิด) ว่าจะมีใครแกล้ง เพราะรถคันนี้วิ่งขึ้นลงกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ประจำทุกเดือน และตรงที่ยางแตก ก็เป็นถนนหลวงสายใหญ่ที่สุดภายในประเทศ ยกเว้นแต่ motor way และทางด่วน เท่านั้น
ขณะที่อยู่กรุงเทพฯ มีโอกาสได้คุยกับน้องชายที่ไม่ได้เจอมานาน เขาคุยว่าตามผิวหนังมีตุ่มเล็กๆหรือแผลแดงๆคัน ไม่รู้สาเหตุ ซึ่งผมก็เป็นเหมือนกัน น่าแปลกที่อยู่เชียงใหม่ไม่เป็นไร คิดว่าแพ้ฝุ่นละอองในอากาศหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมพยายามใช้ครีมทาผิว Baby Johnson ชนิดกระปุกสีขาว ทาทั่วร่างกาย ก็บรรเทาลงไปได้บ้าง กว่าจะได้ครีมชนิดนี้ ก็ลองมาหลายอย่าง ตอนแรกก็ไปซื้อที่ร้านขายยา ได้ครีมมา ๒ แบบ มีตัวยาชื่อว่า ยูเรีย ต่อมา ลองซื้อ โลชั่นราคาถูก ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นครีมที่ดี แต่ทาแล้วรู้สึกเหนียวเหนอะ ผิวไม่แห้ง อย่างไรก็ตาม ถึงจะทาผิวแล้ว ข้อสำคัญคือปล่อยจุดที่เป็นให้คัน อย่าเกา ถ้าเกาจนเป็นแผลแล้ว ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาย สำหรับ น้องผมเล่าว่า กินยาเขียว ซึ่งเป็นยาสมุนไพร และทาตัวด้วยแป้ง Prickly Heat เขาบอกว่าหาย แต่ผมยังไม่ได้ลอง
ได้ยินแป้งชนิดนี้ ทำให้คิดถึง รายการแม่บ้านทางโทรทัศน์ในสมัยก่อน หลายๆคนคงจำได้ ที่พิธีกรได้ถามปัญหาแม่บ้านว่า sodium chloride คืออะไร ซึ่งไม่มีใครตอบได้ พิธีกร จึงใบ้ให้นิดหน่อยว่า ที่ใช้โรยไข่คุณผู้ชายตอนเช้า ทันใดนั้นเอง แม่บ้านคนหนึ่งก็กดสัญญาณ ขอตอบว่า Prickly Heat แป้งเด็กผสม menthol ซึ่งใกล้เคียงมาก คำเฉลย คือ เกลือ ครับ
ขณะนี้ ได้รับใบสั่งขับรถผิดกฎจราจรมาอีกแล้วครับ เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่วิ่งรถในถนนริมคลองชลประทาน ตัวเมืองเชียงใหม่ ผ่านสี่แยกตลาดต้นพะยอม จะลงไปทางทิศใต้ของจังหวัด ฐานความผิดคือ ฝ่าไฟแดง ซึ่งก็คงเป็นที่ทราบว่า รถวิ่งมาเห็นไฟเขียวอยู่ ก็เร่งความเร็ว ตั้งใจจะผ่านไปให้ได้ ไม่ต้องจอดติดไฟแดงอีก แต่พอถึงสี่แยก ไฟขึ้นเหลืองแดงทันที (ไฟเหลืองเร็วมาก กระพริบตายังช้ากว่า) ขณะนั้น ก็คิดอยู่ว่าคงเจอใบสั่งแน่ พยายามเข้าใจ ถ้าจะขับรถ ก็ต้องยอมรับใบสั่ง เพราะใจเราไม่สามารถระวังเหตุได้ทุกครั้ง แล้วแต่การตัดสินใจในช่วงนั้นว่าทันไหม ถ้าไม่ทันจะขับเร่งไปหรือจอด ถ้าจอด คันหลังจะเบรคทันหรือไม่ ให้ปลอดภัยจริงๆ จอดข้างทางแล้วค่อยๆเข็นไปดีกว่า ทุกคนมีข้อผิดพลาดเสมอ ความจริง ตอนที่รถยางแตก กำลังประสบปัญหาอยู่ที่สิงห์บุรีนั้น ถ้าได้พบตำรวจวิ่งรถผ่านมาแล้วหยุดบริการ จะขอบคุณมากกว่าที่ได้รับใบสั่งแบบนี้อีก คิดถึงพระคุณเจ้าที่มีแรงศรัทธา เดินธุดงค์จาริก เผยแพร่บุญริมถนน ซึ่งใช้ถนนหลวงเหมือนกัน เห็นอยู่เสมอๆ ท่านคงไม่เคยเจอใบสั่งเพราะกล้องจะจับภาพเฉพาะรถยนต์ที่ทำผิดกฎจราจรเท่านั้น เราจะเดินแบบท่านคงไม่ได้ เพราะสถานการณ์ต่างกัน
ตามความเป็นจริงแล้ว ไฟจราจรตามสี่แยกนี้ เปิดไฟเขียวให้วิ่งได้ทีละด้าน ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกกับรถที่จะเลี้ยวขวา ถ้ารถไม่มากเกินไป ให้มีวงเวียน หรือถ้ารถมาก ให้รถที่จะไปทางขวาเลี้ยวซ้ายไปก่อน แล้วทำยูเทิร์นย้อนกลับมา เพื่อตรงไปได้เลย ก็สามารถเปิดไฟเขียว ๒ ช่องตรงข้ามพร้อมกันได้ ทำให้การจอดติดไฟแดงเร็วขึ้นอีกนิด ที่กรุงเทพฯ ตรงสี่แยกเกษตร ในขณะที่สร้างโครงการรถไฟฟ้า ไม่มีไฟจราจร รถที่จะเลี้ยวขวา ต้องเลี้ยวซ้ายไปทำยูเทิร์น รถไม่ติดที่สี่แยก ซึ่งขณะนี้มีไฟแดง รถติดยาวทั้ง ๔ ด้านของถนน
ความจริงคนแก่ๆ อายุเลย ๗๕ ขึ้นไป ถือว่าทำอะไรให้สังคมมานาน น่าจะมีข้อยกเว้นหรือผ่อนปรนบ้าง เช่นขับรถที่ผิดกฎจราจร ก็ลดค่าปรับลงในอัตราที่น้อยลง ในขณะที่ รถไฟฟ้า และรถบริการสาธารณะอื่นยังมี บริการ จัดที่นั่งให้คนแก่ คนพิการ คนท้อง หรือเด็กเล็ก เมื่อ ๓-๔ วันก่อน ผมก็ได้ขึ้นรถไฟฟ้าจากพญาไทมา ตอนแรกรถแน่นมาก ที่นั่งคนแก่ ก็มี ชายแก่อายุ ๒๐ กว่าๆนั่งอยู่ แถมหลับซะด้วย น่าแปลกที่พอถึงสถานีที่ต้องการลง เขาก็ตื่นได้ทันที คงจะคุ้นเคยมาก แต่ผมไม่ได้ต้องการนั่ง ทั้งที่ หลายๆครั้งมีคนลุกให้นั่งเสมอๆ น้ำใจคนไทย ยังดีอยู่มาก ใช้วิธีหลีกเลี่ยงไปยืนไกลจากที่นั่งเพราะเกรงใจ ถ้าเขาไม่ลุกให้เรา เขาคงนั่งต่อไปได้สบายๆ รถไฟฟ้าไม่เหมือนรถเมล์ รถไม่ติด ไปได้เรื่อยๆยืนไม่นานก็ถึงแล้ว
ขณะอยู่บ้าน ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย รู้สึกโล่ง แต่ เมื่อไหร่ที่จะออกไปข้างนอก ก็ต้องใช้ ทั้งที่บางจุดอาจจะไม่มีเชื้อโควิด เช่น ถ้าเป็นริมถนนไม่มีคนเดิน ที่เปิดกลางแจ้งลมพัดแรง หากมีเสมหะ หรือสารคัดหลั่งก็คงจะสลายหรือแห้งไปแล้ว แต่ถ้าไม่ใส่ คนผ่านไปมาเขาจะกล่าวหาได้ การสรวมหน้ากาก เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติของเราแล้ว ขอให้ทุกคนปลอดภัย
บู๊ คนเคยหนุ่ม
บางเขน ๕ มีนาคม ๒๕๖๕







