INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความคิดของนักปราชญ์จีนในสมัยโบราณ(1)

68ff534891d6548b653d68533e71a5e4

ความคิดของนักปราชญ์จีนในสมัยโบราณ(1)

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ในประวัติศาสตร์จีน มีอยู่สมัยหนึ่งที่ความรู้ทางด้านปรัชญาความคิดในด้านต่างๆ เช่น การเมืองการปกครอง สังคม จริยธรรม ยุทธการ และความรู้ความคิดในแขนงอื่นๆเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ยุคนี้มีเวลานานหลายศตวรรษ เป็นยุคที่เรียกกันว่า”นักปราชญ์ร้อยสำนักแข่งขันกันแสดงความคิด(百家争鸣)” ความคิดของนักปราชญ์ในยุคนี้มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมจีน ต่อความคิดและความเชื่อของคนจีนในสมัยต่อมา รวมทั้งความคิดในการปกครองประเทศทางด้านต่างๆ

สิ่งน่าสนใจประการหนึ่งคือ สมัยที่มีนักปราชญ์ขัชั้นนำจำนวนมากเกิดขึ้นในประเทศจีนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการกำเนิดความคิดทางปรัชญาในประเทศอื่นที่มีอารยธรรมเก่าแก่ เช่น กรีก และอินเดีย ในกรีก มีนักปราชญ์สำคัญเช่นโซเครติส(Socretes) เพลโต้(Plato) และอริสโตเติล(Aristotle) ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดทางด้านจริยธรรมและการเมืองการปกครองของประเทศในโลกตะวันตกในสมัยต่อมา และในอินเดีย มีพระพุทธเจ้า ขงจื๊อ(孔子) นักปราชญ์จีนสำคัญเกิดในเวลาที่ใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้าและโซเครติส บักจื๊อ(墨子) เม่งจื๊อ(孟子) และจวงจื่อ(庄子) อยู่ในสมัยเดียวกับอริสโตเติล สิ่งน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรีก อินเดีย และจีน ล้วนเป็นประเทศที่อยู่ในซีกโลกเหนือและมีที่ตั้งในแถบเส้นรุ้งที่ใกล้เคียงกัน

ยุคทองของการมีแนวคิดปรัชญาสำนักต่างๆเกิดขึ้นมานี้ อยู่ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก(东周)ในช่วงที่เรียกกันว่าชุนชิวจั้นกว๋อ(春秋战国)ในประวัติศาสตร์จีน หรือ”เลียดก๊ก”(列国)ในวรรณกรรมไทย สมัยเลียดก๊กแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกเรียกว่าชุนชิว(春秋) ตั้งแต่ 770 ปีถึง 476 ปีก่อนคริสตกาล รวม 294 ปี ช่วงหลังเรียกจั้นกว๋อ(战国)ตั้งแต่ 475 ปีถึง 221 ปีก่อนคริสตกาล รวม 254 ปี ยุคเลียดก๊กจึงมีเวลากว่าห้าร้อยปี
ยุคทองแห่งความคิดปรัชญาสำนักต่างๆนี้ มีเวลาทั้งสิ้นประมาณสามศตวรรษ ตั้งแต่ปลายสมัยชุนชิวถึงสมัยจั้นกว๋อ จนถึงปีที่จิ๋นซีฮ่องเต้(秦始皇)รวมประเทศเป็นปึกแผ่น (ประมาณ 500-200ปีก่อนคริสตกาล)

เลียดก๊กเป็นสมัยที่แผ่นดินจีนมีรัฐน้อยใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก รัฐต่างๆมีการชิงดีชิงเด่น ทำการสู้รบยึดครองดินแดนกัน ในช่วงชุนชิว มีหลายสิบรัฐ แต่จนถึงจั้นกว๋อ มีรัฐใหญ่เหลืออยู่เพียงเจ็ดรัฐ แต่ละรัฐต้องต่อสู้กับรัฐอื่นๆ ผู้นำรัฐจึงพากันสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมาช่วยบริหารประเทศ เพื่อให้รัฐของตนมีความเข้มแข็ง สามารถเอาชนะรัฐอื่นได้ ในสมัยนี้ คนชนชั้นปัญญาชน(士)จึงมีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น

ชนชั้นปัญญาชนในสมัยเลียดก๊ก เป็นสามัญชน แต่มีจำนวนมากที่มีเชื้อสายสืบทอดมาจากตระกูลผู้ดี เช่นตระกูลที่มีศักดินาหรือเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาก่อน และมีโอกาสได้รับการศึกษามากกว่าประชาชนทั่วไป แม้แผ่นดินจีนมีการแตกแยกออกเป็นรัฐต่างๆ และสภาวะบ้านเมืองยังไม่มีความสงบ แต่ประชาชนก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี ในสมัยเลียดก๊ก มีบรรยากาศการเรียนหนังสือหาความรู้ที่ชแพร่หลาย การมีความรู้ความสามารถเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะมีโอกาสรับคัดเลือกเข้าทำงานรับราชการ และถ้าทำงานได้ดี ก็อาจเลื่อนตำแหน่งขึ้น และมีส่วนในการบริหารประเทศ ผู้ปกครองรัฐต่างๆ ก็มักจะเชิญผู้มีความรู้ความสามารถ และนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมาเสนอข้อคิดเห็น และช่วยบริหารประเทศ ในสมัยเลียดก๊กนี้ จึงมีบรรยากาศในการเรียนหนังสือหาความรู้มาก นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงก็มักมีลูกศิษย์หรือผู้ติดตามจำนวนมาก

ในบรรดาสำนักต่างๆ สำนักหรือลัทธิที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมจีนในสมัยต่อมา คือสำนักขงจื๊อหรือสำนักวิชาการ(儒家) สำนักเล่าจื๊อหรือเต๋า(道家)สำนักบักจื๊อหรือสำนักโม่(墨家)และสำนักกฏหมายหรือสำนักนิตินิยม(法家)นักปราชสำคัญสำนักขงจื๊อในสมัยแรกๆคือขงจื๊อและเม่งจื๊อ(孔子、孟子)โดยความคิดของสำนักนี้ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและเสริมเติมโดยนักวิชาการสมัยต่างๆในเวลาต่อมา สำนักเต๋ามีเล่าจื๊อหรือเหลาจื่อ(老子)เป็นศาสดาและจวงจื่อ(庄子)เป็นผู้เสริมเติม ผู้ก่อตั้งสำนักโม่คือบักจื๊อหรือโม่จื่อ(墨子) สำนักนิตินิยมมีนักปราชญ์และนักปกครองหลายคนที่นำความคิดของสำนักนี้มาใช้ในการปฏิบัติแต่ไม่ได้เขียนเป็นหนังสือ จนถึงข่วงปลายเลียดก๊ก หานเฟยจื่อ(韩非子)ได้นำความคิดของสำนักนิตินิยมมารวบรวมเข้าด้วยกันและเขียนเป็นตำรา เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของสำนักนิตินิยม

นอกจากสำนักขงจื๊อ สำนักเต๋า สำนักโม่ และสำนักนิตินิยมแล้ว ยังมีความคิดด้านอื่นๆอีก เช่น ยุทธศาสตร์การเจรจา การทหาร เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ฯลฯ
บทความนี้สรุปเพียงปรัชญาความคิดของสำนักขงจื๊อ เต๋า โม่ นิตินิยม และความคิดยุทธการของซุนอู่ในสาระสำคัญเท่านั้น โดยไม่กล่าวถึงความคิดของนักปราชญ์ในสำนักอื่น

ความคิดของสำนักขงจื๊อ(儒家思想)
ขงจื๊อเกิดในปีที่ 551 ก่อนคริสตกาล(551 BC) ความคิดของเขามีการครอบคลุมกว้างขวาง ทั้งวัฒนธรรม จริยธรรม สังคม การเมืองการปกครอง และการศึกษา คำสอนของขงจื๊อมีอิทธิพลต่อสังคมจีนในสมัยต่อมามาก คำพูดของเขาในคัมภีร์หลุนหวี่(论语) ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างเขากับลูกศิษย์ซึ่งรวบรวมไว้หลังจากที่เขาเสียชีวิต ได้รับการอ้างถึงอย่างกว้างขวาง

ความคิดหลักของขงจื๊อคือ เมตตาธรรม(仁) หรือความเมตตากรุณา และความมีมารยาท(礼)ซึ่งหมายถึงการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสม มีความสุภาพเรียบร้อย และสอดคล้องกับขนบประเพณี คำเหริน(仁)และหลี่(礼)นี้ ใช้ได้กับสถานการณ์ต่างๆ ด้านการเมืองคือมีการปกครองที่มีคุณธรรม ผู้ปกครองต้องมีความรักที่ความเมตตาต่อประชาชน ในด้านสังคมคือ บุคคลทุกระดับชั้นในสังคมมีความรักความเมตตาและมีมารยาทที่ดีต่อกัน สังคมมีระเบียบแบบแผน และรักษาจารีตประเพณี ในด้านครอบครัว เน้นความกตัญญูกตเวที ความเคารพบรรพบุรุษ นับถือผู้มีอาวุโส ผู้ใหญ่มีความรักเอ็นดูต่อผู้น้อย สำหรับปัจเจกบุคคล เน้นความรักความเมตตา ความมีมารยาท จริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต
ขงจื๊อเคยรับราชการเป็นขุนนางในรัฐหลู่(鲁) แต่มีความสำเร็จไม่มาก ผลงานที่ได้รับการยกย่องของเขาอยู่ที่การศึกษา กล่าวกันว่า เขามีลูกศิษย์กว่า 3000 คน และที่มีความปราดเปรื่องอยู่ 72 คน
เขาตระเวนเดินทางไปยังรัฐต่างๆราว 14 ปี มีโอกาสเข้าพบผู้ปกครองรัฐหลายคน แต่ความคิดของเขาซึ่งเน้นในเรื่องความรักความเมตตาและความมีมารยาทนั้น ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ครองรัฐมากนัก

แม้ขงจื๊อได้เรียบเรียงคัมภีร์หลายเล่ม แต่ความคิดของเขาที่มีการสืบทอดมาส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์หลุนอวี่(论语)ซึ่งเป็นการบรรทึกบทสนทนาของเขากับลูกศิษย์ผู้ติดตามใกล้ชิด คำพูดในคัมภีร์หลุนอวี่นี้จึงเป็นแหล่งสำคัญของปรัชญาความคิดในสำนักขงจื๊อ
นักปราชญ์สำคัญในสำนักขงจื๊ออีกคนหนึ่งคือเม่งจื๊อหรือเมิ่งจื่อ(孟子)ซึ่งเกิดหลังขงจื๊อราว 180 ปี เม่งจื๊อได้รับการยกย่องเป็นนักปราชญ์สำคัญอันดับสองรองจากขงจื๊อ(亚圣) เขาทำการสืบทอดและเสริมเติมความคิดของขงจื๊อให้มีความชัดเจนและหลากหลายมากขึ้น เช่นเดียวกับขงจื๊อ เม่งจื๊อก็มีโอกาสพบผู้ปกครองหลายรัฐและเสนอความคิดเห็น แต่ไม่มีผู้ใดนำความคิดของเขามาปฏิบัติ
เม่งจื๊อได้ขยายความในเรื่องเมตตาธรรมของขงจื๊อ โดยเน้นในการประพฤติปฏิบัติตนที่เป็นธรรมหรือมีความชอบธรรม(义) และกล่าวว่าเราควรให้ความสำคัญกับความชอบธรรมหรือความยุติธรรมมากกว่าผลประโยชน์(重义轻利)

เม่งจื๊อเห็นว่า คนเราเกิดมาเป็นคนดี มีจิตเมตตา มีอุปนิสัยที่ดีโดยกำเนิด แต่หากไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี หรือได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมสังคมที่ไม่ดี เมื่อเติบโตขึ้น ก็อาจกลายเป็นคนชั่ว คนโหดร้าย ไม่มีคุณธรรม ที่สร้างความเสียหายได้ เม่งจื๊อจึงเน้นเรื่องการอบรมสั่งสอน การมีจิตสำนึก การปรับปรุงความคิดและการปฏิบัติตนและการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ดี หากคนในสังคมมีคุณธรรม รักความถูกต้องและมีความเมตตาต่อกันแล้ว สังคมก็จะมีความสงบสุข เขาได้อธิบายความคิดด้านการเมืองการปกครองของขงจื๊อว่า การปกครองที่ดี ผู้นำหรือผู้ปกครองประเทศต้องมีคุณธรรม เมตตาธรรม มีการปกครองที่ยึดหลักความถูกต้อง ความยุติธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต คือมีการเมืองการปกครองเมตตาธรรม(仁政) ที่ทำให้ประเทศชาติมีความสงบ ความเจริญ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุข
เม่งจื๊อกล่าวว่า ในระหว่างประชาชน ประเทศชาติและกษัตริย์ ประชาชนมีความสำคัญที่สุด รองลงมาเป็นประเทศชาติ โดยกษัตริย์มีความสำคัญน้อย(民为贵 社禝次之 君为轻) หากผู้ปกครองไม่มีคุณธรรม ไม่สนใจความเห็น คำวิจารณ์ และคำตักเตือน มีการปกครองประเทศที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็อาจมีการเปลี่ยนผู้ปกครองได้ คำพูดของเม่งจื๊อนี้ได้รับการกล่าวอ้างกันเนืองๆในผู้มีความคิดประชาธิปไตย แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจในราชวงศ์ต่างๆ

โลกในอุดมคติของสำนักขงจื๊อคือโลกที่มีความสงบสุขหรือโลกพระศรีอาริย์(大同世界)ซึ่งเป็นโลกที่มีเมตตาธรรม ประชาชนมีชีวิตที่มีความสุขและไม่มีความขัดสน ไม่มีความอดอยาก มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านวัตถุและทางจิตใจ ไม่ต้องเผชิญกับอาชญากรรมหรือสิ่งชั่วร้ายอื่น ทรัพยากรต่างๆเป็นของประชาชนโดยรวม และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ทุกคนในประเทศรวมทั้งเด็ก คนแก่ และคนพิการ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี กลางคืนไม่ต้องปิดประตูบ้าน เพราะไม่มีโจรขโมย ในการบริหารประเทศ กษัตริย์สามารถคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาทำงาน

สังคมในอุดมคติที่เกี่ยวกับครอบครัวและปัจเจกบุคคลในความคิดของสำนักขงจื๊อคือ สังคมที่มีอันจะกิน(小康社会)ไม่มีความยากจนความอดอยาก ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะพอกินพอใช้ไม่ขัดสน ไม่มีความขาดแคลนในสิ่งที่มีความจำเป็นต่อชีวิต
ทางด้านการประพฤติปฏิบัติตน ข้อเสนอของสำนักขงจื๊อคือ การยึดหลักทางสายกลาง(中庸)ซึ่งหมายถึงการมีความคิดและการกระทำที่มีความพอดี ไม่สุดขีด ไม่รุนแรง มีเหตุมีผล ไม่มีความเอนเอียง ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ความคิดทางสายกลางของสำนักขงจื๊อนี้ มีความหมายที่คล้ายคลึงกับหลักมัชฌิมาปฎิปทาในศาสนาพุทธ์ นักวิชาการจีนในสมัยหลังขงจื๊อและเม่งจื๊อ ได้รวบรวมความคิดในเรื่องทางสายกลางนี้ออกมาเป็นคัมภีร์เล่มหนึ่ง และในช่วงเวลาหนึ่ง มีการใช้เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในการสอบเข้ารับราชการด้วย

สำนักเต๋า(道家)
เล่าจื๊อหรือเหลาจื่อ(老子)เป็นศาสดาผู้ก่อตั้งสำนักเต๋าหรือลัทธิเต๋า เล่าจื๊อเกิดเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล มีอายุมากกว่าขงจื๊อราว 20 ปี แนวคิดหลักของเล่าจื๊อเน้นการมีชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ มีความสันโดษ นอบน้อมถ่อมตน ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ชิงดีชิงเด่น มีการกระทำที่คล้อยตามกฏธรรมชาติ รัฐในอุดมคติของเขาคือ รัฐที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่ มีพลเมืองไม่มาก ประชาชนมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีกฎบังคับหรือกฎระเบียบมาก ไม่มีความขัดแย้งกับรัฐอื่น มีความเป็นอยู่อย่างสงบสุข

เล่าจื๊อเชื่อว่า ความอ่อนโยนดีกว่าความแขงกร้าว ความสงบนิ่งดีกว่าความร้อนรน ความถ่อมตนดีกว่าความโอ้อวด ความอดทนอดกลั้นดีกว่าความโกรธหรือการโต้ตอบอย่างรุนแรง คนทำดีไม่โอ้อวด ไม่มุ่งหาชื่อเสียงอำนาจ เขากล่าวว่าการทำตัวเหมือนน้ำเป็นคุณสมบัติดีที่สุด(上善若水)นำ้แม้ทำประโยชน์ได้มากและมีพลังสูง แต่ก็ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ใฝ่สูง ไหลไปตามธรรมชาติ อยู่ได้ทั้งในที่สูงและที่ต่ำ และยอมรับทุกสิ่งระหว่างทางโดยไม่รังเกียจ
ต่อมา สำนักเต๋าได้กลายสภาพเป็นศาสนาเต๋า(道教)ที่มีความเชื่อไสยศาสตร์และมีพิธีรีตอง แม้มีการแปลงสภาพเป็นศาสนา แต่สาวกของลัทธิหรือศาสนาเต๋าก็ยังยกย่องเล่าจื๊อเป็นศาสดาผู้ก่อตั้งลัทธิหรือศาสนานี้

นักปราชญ์สำคัญอีกคนหนึ่งในสำนักเต๋าคือจวงจื่อ(庄子)ซึ่งมีชีวิตอยู่หลังเล่าจื๊อประมาณ 200 ปี จวงจื่อสืบทอดความคิดของเล่าจื๊อในเรื่องความสันโดษ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การมีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และการไม่แสวงหาลาภยศชื่อเสียง แต่จวงจื่อเน้นในเรื่องอิสระเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เขาเห็นว่า คนที่มีความยากจน แต่มีอิสระเสรีภาพ ไม่ต้องถูกบังคับ ทำอะไรได้ตามความปรารถนาของตน มีชีวิตตามวิถีธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับสิ่งใด แม้ยากจนก็มีความสุขกว่าผู้ที่มีฐานะดีกว่า จวงจื่อเห็นว่า คนเราควรพอใจกับสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง ไม่คล้อยตามความคิดผู้อื่น ในทำนองเดียวกัน ก็ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อ และความเป็นอยู่ของคนอื่น

ความคิดของสำนักเต๋าในการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย มีความรู้จักพอไม่ยึดถือในสิ่งทั้งปวง ไม่ทะเยอทะยาน มีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาตินี้ เป็นความคิดที่ใกล้เคียงกับปรัชญาของพุทธศาสนา และมีอิทธิพลต่อความคิดของคนจีนในสมัยต่อมา แต่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้มีอำนาจหรือชนชั้นปกครอง ยกเว้นในช่วงตอนต้นของราชวงศ์ฮั่นในรัชสมัยฮั่นเหวินตี้(汉文帝)และฮั่นจิ่งตี้(汉景帝)ที่มีการนำความคิดของเล่าจื๊อและจวงจื่อมาใช้ในการปกครองประเทศ ในช่วงเวลาประมาณ 40 ปีของกษัตริย์ทั้งสองนี้ มีการเก็บภาษีในอัตราตราต่ำ ส่งเสริมการผลิตในภาคการเกษตร ยกเลิกการลงโทษที่ร้ายแรง กษัตริย์และราชสำนักมีความมัธยัสถ์ และมีการปกครองประเทศด้วยหลักเมตตาธรรม ในช่วงเวลาที่กษัตริย์ทั้งสองครองราชย์ แม้มีการเก็บภาษีอัตราตำ่ แต่ก็เก็บได้มากจนท้องพระคลังไม่มีมี่ที่เก็บเงิน ช่วงเวลาการปกครองประเทศของกษัตริย์ทั้งสองที่เรียกกันว่า”การปกครองสมัยเหวินจิ่ง”(文景之治)นี้ จึงมีการชื่นชมกันมากในประวัติศาสตร์จีน แต่การปกครองประเทศโดยไม่มีกฎข้อบังคับที่เข้มงวด และมีการเก็บภาษีอัตราต่ำ ประกอบกับการปล่อยให้มีการซื้อขายควบรวมที่ดินโดยเสรี ก็มีผลทำให้สังคมมีความเหลื่อมลํ้ามากขึ้น

สำนักโม่(墨家)
บักจื๊อหรือโม่จื่อ(墨子)เป็นผู้ก่อตั้งสำนักโม่ เขาเป็นคนมีความคิดแตกฉาน ทั้งยังมีความรู้ความสามารถด้านอื่นๆ เช่น เป็นวิศกรและช่างฝีมือ มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และยุทธการ บักจื๊อเกิดหลังขงจื๊อราว 80 ปี เขาเคยศึกษาความคิดของสำนักขงจื๊อ แต่ไม่เห็นด้วยกับหลักการบางอย่าง จึงหันมาเผยแแพร่ความคิดของตนเอง และเป็นเจ้าสำนักบักจื๊อหรือสำนักโม่(墨家) จนเป็นสำนักที่มีสาวกจำนวนมาก สมาชิกสำนักโม่เป็นผู้มีวินัย และเน้นการทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากกว่ากฎระเบียบและพิธีรีตอง

บักจื๊อเน้นในสันติภาพและความยุติธรรม ความคิดหลักคือ การมีความรักความเมตตาต่อกัน โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ(兼爱) ต่อต้านการรุกราน(非攻) การยกย่องบัณฑิตและการใช้ผู้มีความรู้ความสามารถในการปกครองประเทศ(尚贤)ความสามัคคี เป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ(尚同) คัดค้านการบันเทิงหรือการหาความสำราญด้วยดนตรี(非乐) มีการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่เห็นด้วยกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในเรื่องการจัดงานศพที่ต้องใช้จ่ายมาก เขายังไม่เห็นด้วยกับขงจื๊อในเรื่องการแบ่งชั้นแบ่งวรรณะในสังคม การมีพิธีรีตรอง และการมีความรักความเมตตาที่มีความแตกต่างกันตามฐานะและตามความสนิทใกล้ชิด ในตำราของเขา ถึงกับมีอยู่บทหนึ่งทที่วิพากษ์วิจารณ์ความคิดสำนักขงจื๊อ(非儒)ในเรื่องเหล่านี้

แม้บักจื๊อเชื่อว่า ฟ้าหรือสวรรค์มีอยู่จริง และเชื่อในเจตนารมณ์ของสวรรค์(天志)ที่มุ่งรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ให้รางวัลผู้ที่ทำความดี และลงโทษผู้ทำความชั่ว แต่ก็ไม่เชื่อในโชคชตา(非命)โดยเห็นว่า ชีวิตคนไม่ได้ถูกกำหนดโดยโชคชตา แต่โดยการบากบั่นทำความดี เพื่อสร้างอนาคตของตนเอง ผู้ปกครองประเทศก็ต้องพยายามทำให้ประเทศชาติมีความเจริญ ประชาชนมีความสุข ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เช่นเดียวกับเม่งจื๊อ บักจื๊อไม่เห็นด้วยกับการยอมรับผู้ปกครองประเทศที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน
ความคิดที่โดดเด่นของบักจื๊อคือ ความรักที่มีความเท่าเทียมกัน(兼爰) และการต่อต้านการรุกราน(非攻)ความรักที่เท่าเทียมกันคือความรักที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นหรือความใกล้ชิด บักจื๊อเห็นว่า หากทุกคนในสังคมมีความรักความเมตตาต่อกัน บ้านเมืองก็จะมีความสงบสุข เราควรรักผู้อื่นเท่ากับรักตัวเอง รับคนแปลกหน้าเท่ากับรักคนที่เรารู้จัก รักเพื่อนบ้านเท่ากับรับคนในครอบครัวของเรา รักคนที่อยู่ในรัฐอื่นเท่ากับคนในรัฐเดียวกัน การมีความรักต่อกันนี้ เป็นประโยชน์แก่ทุกคน ถ้าทุกคนมีความรักความเมตตาต่อกัน บ้านเมืองก็จะพี่ความสงบสุข

ความคิดในเรื่องการไม่รุกรานต่อกัน(非攻)ก็คือ รัฐต่างๆอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่มีการรุกรานต่อกัน เขาตั้งคำถามว่า ทำไมการฆ่าหรือทำร้ายคนเพียงคนเดียวก็ต้องได้รับโทษรุนแรง แต่การรุกรานรัฐอื่น ฆ่าคนเป็นจำนวนมาก กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ การแย่งชิงหรือขโมยของผู้อื่นมีความผิด แต่ไปยึดทรัพย์สินและยึดครองแผ่นดินของรัฐอื่น กลับได้รับการปูนบำเน็จรางวัล
ในเรื่องอื่นๆ บักจื๊อก็มีคำถาม เช่น ทำไมผู้ปกครองรัฐต้องมีการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความอัตคัดขัดสน ทำไมทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และขุนนางต้องตกทอดให้แก่ลูกหลาน ทำไมผู้มียศศักดิ์มีความรำ่รวย และมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนทั่วไปทั้งที่ไม่มีส่วนในการผลิต

ความคิดของบักจื๊อเป็นความคิดในอุดมคติซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่เป็นที่นิยมของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะสามัญชนที่เป็นชนชั้นตำ่ของสังคม ในสมัยนั้น ความคิดของสำนักโม่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสตร์ที่โดดเด่น(显学) ที่เคียงคู่กับความคิดของสำนักขงจื๊อ เช่นเดียวกับความคิดของนักปราชญ์สำนักขงจื๊อ และสำนักเต๋า ความคิดของสำนักโม่ ก็ไม่ได้รับการนิยมชมชอบจากชนชั้ปกครองประเทศทั้งในสมัยเลียดก๊กและในสมัยต่อมา อย่างไรก็ตาม ความคิดของสำนักขงจื๊อบางส่วนที่สอดคล้องกับประโยชน์ของชนชั้นปกครอง ก็มีการนำมาใช้เพื่อการบริหารประเทศในสมัยต่อมา

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *