“ชัยชมเนห์”ของ”ฮุนเซน”
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย

“ชัยชมเนห์”ในภาษาเขมร แปลว่า”ชัยชนะ”ครับ
เป็น”ชัยชนะ”อย่างถล่มทลายของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชากับพรรคประชาชนกัมพูชาและของชาวกัมพูชาเสียงส่วนใหญ่ ที่พากันแห่ลงคะแนนหนุนตัวเขาและพรรคของเขา(”ประชาชนกัมพูชา”)ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(๒๙กค.) ท่ามกลางเสียงก่นประณามว่า เขา”กำจัด”พรรคฝ่ายค้านที่สำคัญและเอารัดเอาเปรียบพรรคที่เหลือในทุกรูปแบบ นับแต่แรกที่เริ่มหาเสียง หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น
การเลือกตั้งคราวนี้ จะถูกจะผิดอย่างไร ต้องตรงตามหลักประชาธิปไตยเสรี ที่ผู้ยึดและบูชาประธิปไตยเป็นสรณะ(เช่นในไทย)เรียกร้องหรือไม่ ไม่อยากจะพูดถึงครับ เพราะพูดกันมามากแล้ว
ผมเองก็เคยเรียกร้องมาแล้วประชาธิปไตย ในฐานะนักสื่อสารมวลชน แต่ผลที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาในอดีตล้วนแปรผัน ไม่ยั่งไม่ยืน โดยเฉพาะเมื่อนักการเมืองชั่ว ที่มาจากประชาธิปไตย ร่วมกันทำลายระบอบเสียเอง ด้วยการโกงกันทั้งพวก ทั้งโคตร โกงกันอย่างยาวนาน โกงกันอย่างมีระบบ
แม้โกงด้วย การตรากฎหมายขึ้นมาใช้เองมาใช้เอง เพื่อทำให้ผิดเป็นถูก ก็ยังกระทำ ช่างเลวชาติกันเสียจริงๆ
สำหรับความพยายามเอาชนะของ”ฮุนเซน”เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจจากการเลือกตั้งคราวนี้ สรุปว่าเขาเสพติดมันไปแล้ว โดยไม่มีข้อกังขา
ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อได้อำนาจมาแล้ว”ฮุนเซน”นำมาใช้เป็นประโยชน์อะไรบ้าง นอกเหนือไปจากความมัวเมา
กว่า ๓๓ ปีที่เขากุมอำนาจนั้น ช่วยทำให้ราษฎรกินดีอยู่ดีขึ้นหรือไม่เพียงไร ทำให้ชาติบ้านเมืองเจริญไปได้แค่ไหน คู่ควรกับเวลาที่เขา”ผูกขาด”การปกครองหรือไม่
หรือว่าเพียงช่วยให้เขากับสมัครพรรคพวกร่ำรวยขึ้น หรือมีอิทธิพลและบารมีมากขึ้น เท่านั้น
เมื่อสำรวจดูข้อเท็จจริง จะพบว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาการพัฒนาทางการเมืองกลับกลายเป็นศูนย์ หลังการเลือกครั้งแรก(ปี๒๕๓๖)ที่มีสหประชาชาติเข้ามาช่วยดูแล เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรสามฝ่ายสิ้นสุดลง
จากนั้น แทนที่การเลือกตั้งครั้งต่อๆ มาจะช่วยพัฒนาประชาธิปไตย กลับนำไปสู่การผูกขาดอำนาจ กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา แถมส่อท่าทีจะสถาปนา”ราชวงศ์”ทางการเมืองต่อจาก”ฮุนเซน”เสียด้วยซ้ำไป เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างอำนาจ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีอิทธิพลแน่นหนาเข้าครอบคลุมข้าราชการและนักการเมือง
มีความพยายามวางรากฐานทางการเมืองให้ลูกชายของ”ฮุนเซน”คือ พล.ต.ฮุน มาเนต (จบจาก”เวสต์ ปอยต์”)เข้ากุมอำนาจทางทหารก่อน ด้วยการหนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ผู้นำและผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ ๗๐ รับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย เป็นการสร้างบารมี ก่อนจะก้าวไปเล่นการเมืองต่อจากบิดา
แต่ในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นกลับดูดี และได้ประโยชน์จากการอยู่ในอำนาจต่อเนื่อง
ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย(เอดีบี)ระบุว่า ในหลายปีที่ผ่านมานี้ กัมพูชาขยับตัวเข้าใกล้สถานะ”รายได้ปานกลางขั้นต่ำ”แล้ว
ตัวเลขเมื่อห้าปีที่ก่อนระบุว่า ร้อยละ ๑๔ ของประชากรกัมพูชาเท่านั้น มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าระดับความยากจนแห่งชาติ (ไม่แน่ชัดว่าหมายความว่ากระไรในรายละเอียด)
ตัวเลขการว่างงานเมื่อสองปีที่แล้ว อยู่ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์
ที่น่าชื่นใจก็คือ เอดีบี พยากรณ์ว่าระหว่างปีหน้า(๒๐๑๗)กับปีถัดไป(๒๐๑๘) เศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโตในอัตราสูงถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นได้ชัดจากการลงทุนจากต่างประเทศที่แห่กันเข้าไป โดยเฉพาะจากจีน
สำหรับการพัฒนาสังคมนั้น กล่าวได้ว่า อัตราความยากจนและการว่างงานยังมีอยู่มาก แต่ไทยก็ช่วยไว้ได้ส่วนหนึ่ง จากการเปิดตลาดแรงงานเสรีตามข้อตกลง”อาเซียน”
ผลการเลือกตั้งคราวนี้ สรุปได้อย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้(๓๐กค.)ตามตัวเลขของ”วิกิพีเดีย”ระบุว่า มีผู้ไปสิทธิออกเสียงกว่า ๖ ล้าน ๘ แสน ๘ หมื่นคน จากจำนวนที่ไปลงทะเบียนไว้ ๘ ล้าน ๓ แสน ๘ หมื่นกว่าๆ คิดเป็นร้อยละ ๘๒.๑๗ เปอร์เซนต์ ในการเลือกตั้งชิงที่นั่งในสภาล่าง ๑๒๕ ที่นั่ง
พรรครัฐบาลคือพรรคประชาชนกัมพูชาได้รับเลือก ๑๑๔ ที่นั่ง พรรคฟุนซินเปกได้ ๖ ที่นั่งและพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยได้ ๕ ที่นั่ง
แต่หลังสุด โฆษกพรรคประชาชนกัมพูชาแถลงว่า กวาดเรียบได้ทั้งหมด ๑๒๕ ที่นั่งเลย ผมเองก็ไม่มีข้อสงสัยใดๆ
แม้กัมพูชาจะถูกหลายชาติพัฒนา เช่นสหรัฐและสหภาพยุโรปลงโทษด้วยการ”บอยคอต”ในแง่สิทธิมนุษยชน กรณี”กีดกัน”ฝ่ายค้านด้วยการยุบพรรคฝ่ายค้านสำคัญ(พรรคกู้ชาติ)และ”ปิดปาก”สื่อมวลชน(หนังสือพิมพ์”แคมบอเดีย เดลี”))และมีการใช้ความรุนแรงกับนักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่หากพิจารณาในรัฐบาลแล้ว นับว่า “เป็นความจำเป็น”ที่จะต้องทำเช่นนั้น ในการคงอำนาจในการบริหารเอาไว้ เพื่อความเจริญเติบโตของชาติ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นยาวนาน โดยไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและสื่อมวลชนที่ตั้งตนเป็นศัตรู เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
ณ ที่นี้ผมใคร่ขอสนับสนุน ประชาธิปไตยแบบฮุนเซน ครับ เพราะว่าเหมาะเจาะพอดีกับ”คุณภาพ”ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่แล้ว ไม่เช่นนั้น คงจะไม่เทเสียง ลงคะแนนสนับสนุนพรรคประชาชนกัมพูชาอย่างมหาศาล
แต่จะไม่สนับสนุนรัฐบาลไทยอย่างเด็ดขาด หากคิดจะทำอย่าง”ฮุนเซน”ด้วยการใช้วิธี”กำจัด”ฝ่ายค้านและ”กีดกัน”นักการเมืองคนละขั้ว หรือ”ปิดปาก”สื่อ เนื่องจากเมืองไทยเรามีเหตุและปัจจัยแห่งปัญหาแตกต่างกันมากกับกัมพูชา
ดังนั้น สำหรับ”ฮุนเซน” ใครจะมาต่อว่า ว่าเป็น”เผด็จการรวบอำนาจ” ก็ช่าง”
ขอท่าน(“ฮุนเซน”)อย่าได้สนใจ ในเมื่อท่านมุ่งนำความเจริญมาสู่และทำให้เกิดความสงบในชาติเป็นที่ตั้ง
ส่วนการได้อำนาจผูกขาดแบบเผด็จการมานั้น ถือว่าเป็นของแถม
“ซัว สเดย” ครับท่านสมเด็จฯ







