INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การทูตภาคประชาชนในความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน จากพรมแดนรัฐชาติสู่พรมแดนวัฒนธรรม

9k=

 

การทูตภาคประชาชนในความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน

จากพรมแดนรัฐชาติสู่พรมแดนวัฒนธรรม


ดร. ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ผู้อำนวยการศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย

ประเทศไทยและอิหร่านมีการติดต่อสัมพันธ์กันมายาวนานมากกว่า 400 ปี โดยจุดเริ่มต้นมาจาก การเดินทางไปทำการค้าที่กรุงศรีอยุธยา ราชธานีเก่าของไทย โดยเฉกอะหหมัด กุมี พ่อค้าชาวเปอรเซีย เมื่อป ค.ศ. 1605 ส่งผลใหเกิดการเรียนรู้ ส่ง-รับ ปรับใช้ วิธีคิดและวัฒนธรรมอย่ างกว้างขวางระหว่างประชาชนของ ทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะความเป็นเปอร์เซียที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยในหลายมิติทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรมองค์ความร์ อาหาร ภาษา และเครื่องแตงกายที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าความสัมพันธ์ ในระดับประชาชนต่อประชาชน (People-to-People Connectivity) เป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและอิหรานตั้งแต่อดีตมาจนถึงปจจุบัน.

ในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอิหร่าน ทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการเมื่อป ค.ศ. 1955 ซึ่งทำให้ในปี ค.ศ. 2025 นี้เป็นโอกาสครบรอบ 70 ปีที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยไทยและอิหร่านได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตขึ้นในแต่ละประเทศเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการทูตและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น และนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองอิหร่านเมี่อป ค.ศ. 1979 มาเป็นสาธารณรัฐอิสลาม เรายังได้เห็นภาครัฐของทั้งสองประเทศมีการเยือนและการพบปะผู้บริหารในระดับสูงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ซึ่งล่าสุดได้แก่การพบหารือระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับนายมัสอูด เปเซชกียาน ประธานาธิบดี อิหร่าน ในห้วงการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ ๓ (3rd Asia Cooperation Dialogue Summit) เมื่อวันที่ 3ตุลาคม 2024 ที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ รวมถึงความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติและเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ

2Q==

        ถึงอยูห่างไกล แต่ก็ใก้ลชิดกัน (So far, yet so close)

เมื่อย้อนกลับมาดูความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชนระหว่างไทยกับอิหร่านที่ผานมา พบว่า คนไทยและอิหร่านได้เดินทางไปมาหาสู่กันอยางตอเนื่อง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่การเดินทางระหว่างประเทศ สามารถกระทำได้ง่ายและบ่อยครั้ง ส่งผลให้มีคนอิหร่านเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวนมากในแต่ละปี เฉพาะปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา พบว่า มีคนอิหร่านเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวน ๖๔,๐๐๐ คน และมีแนวโนมเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้หลังจากรัฐบาลไทยเริ่มใชงานระบบ e-Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผูประสงค์ เดินทางเข้าประเทศไทย ในขณะที่คนไทยก็ให้ความสนใจและประสงค์เดินทางมาสัมผัสกับมรดกทางวัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามในเมืองต่าง ๆ ของอิหร่าน รวมทั้งมีนักศึกษาไทยไดรับทุนการศึกษามาศึกษา ในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีที่อิหรานอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยือนซึ่งกันและกัน และในกรณีของการมีนักศึกษาไทยเข้ามาศึกษาต่อและสัมผัสกับชีวิตที่อิหร่านโดยตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ก่อให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างและการเคารพในอัตลักษณ์ของกันและกัน ในขณะเดียวกัน จากความก้าวหน้าด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ ทำให้คนไทยและอิหร่านยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ภาษา การศึกษา และประเพณีผ่านช่องทาง ต่าง ๆ อีกหลายชอ่งทางประชาชนของทั้งสองประเทศจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ แต่ส่งผลลึกซึ้งต่อความเข้าใจและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในระยะยาวระหว่างไทยและอิหร่านอยางมีนัยสำคญ โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้พึ่งพาเพียงรัฐบาลเท่านั้น แต่ขึ้นอยูกับการสนับสนุนและการยอมรับจากภาคประชาชนด้วย และตรงนี้ เราจะมายกตัวอย่างบางมิติในความสัมพันธ์ ในระดับประชาชนต่อประชาชนระหว่างไทยกับอิหร่านที่น่าสนใจและช่วยสร้างความใก้ลชิดระหว่างทั้งสองประเทศกันสักเล็กนอย

9k=

เทศกาลสำคัญ (Famous festivals)

อีกไม่นานอิหร่านก็จะเข้าสู่ใหม่(Nowrooz) ตามปปฏิทินอิหราน (วันที่ ๒๑ มีนาคม) ซึ่งชาวอิหราน ทั่วประเทศจะเฉลิมฉลองในรูปแบบตาง ๆ ซึ่งนาสนใจวาหลังจากนั้นไมนานนัก ไทยก็จะเขาสูใหม(Songkran) ตามวัฒนธรรมไทยเชนเดียวกัน (วันที่ ๑๓ เมษายน) ซึ่งเทศกาลทั้งสองถือเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด ของอิหรานและไทยที่จะเกิดขึ้นในชวงเวลาใกลเคียงกันและจะมีสวนเชื่อมโยงชาวอิหรานกับชาวไทยไดจากการเขารวมกิจกรรมตาง ๆ ในโอกาสดังกลาวไมาจะเปนชาวอิหรานที่พำนักในประเทศไทยเขารวมเทศกาล สงกรานตหรือชาวไทยที่พำนักในอิหรานเขารวมเทศกาล Nowrooz หากกลาวในสวนของงานสงกรานตของไทยเองถือไดามีชื่อเสียงระดับโลกจนกระทั่งสงกรานตไดรับการรับรองจากองคการการศึกษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ใหอยูในบัญชีรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับตองไมไดของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) และปนี้ รัฐบาลไทยยังมีดำริที่จะจัดงานสงกรานตอยางยิ่งใหญที่ประเทศไทยประกอบดวยกิจกรรมตาง ๆ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และตางจังหวัดเปนเวลาหลายวันดวย

2Q==

อาหารขึ้นชื่อ (Fabulous food)

ไทยและอิหรานตางมีวัฒนธรรมทางอาหารที่เปนเอกลักษณของตนเองโดยในสวนของอาหารไทย ถือไดาเปนสื่อในการกระชับความสัมพันธในระดับประชาชนตอประชาชนระหวางไทยกับอิหรานอยางดียิ่ง เชื่อวาคนอิหรานสวนใหญรูจักอาหารไทยทั้งจากการจัดอันดับผานสื่อระดับโลกตาง ๆ และการไดสัมผัสลิ้มลอง อาหารไทยดวยตนเอง ซึ่งเมื่อรูจักอาหารไทยก็จะนำไปสูความตองการรูจักประเทศไทยในแงมุมตาง ๆ เพิ่มขึ้นดวยอาหารไทยที่มีชื่อเสียงและคนอิหรานรูจักกันดี คือ ผัดไทยและตมยำกุง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๗ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ไดจัดกิจกรรม “A Taste of Thai Cuisine” ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต เพื่อสาธิตวิธีทำอาหารไทยอันเปนที่นิยมแกชาวอิหรานและรวมรับประทานอาหารไทยดวยกันโดยมีแขกเชิญเขารวมงานจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงนักธุรกิจและ influencer านอาหารของอิหราน และก็แนนอนวาสองอาหาร ชื่อดังของไทยอย่างผัดไทยและตมยำกุงก็ไมพลาดที่จะถูกนำมาเปนเมนูในงานดวย โดยขณะนี้สำหรับตมยำกุงยัง ไดรับการบรรจุชื่อโดย UNESCO ใหอยูในบัญชีรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับตองไมไดของมนุษยชาติอีกรายการหนึ่งตั้งแตเมื่อตนเดือนธันวาคมปีที่ผานมา ในขณะเดียวกัน คนไทยก็รูจักอาหารที่มีชื่อเสียงหลายอยาง ของอิหรานและนิยมหารับประทานเมื่อไดเดินทางมาเยือน เชChelo Kebab Khoresht-e Ghormeh Sabzi รวมทั้งเสาะแสวงหาเพื่อนำไปเปนของฝากอันทรงคุณคา เชน แซฟฟรอน ถั่วพิตาสชิโอ และคาเวียร

ครอบครัวเปี่ยมสุข (Finest family)

เชื่อหรือไมาคนไทยและคนอิหรานที่ไดรูจักกันโดยเริ่มจากสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหรือโอกาสใด โอกาสหนึ่ง ตอมาหลายคูไดตัดสินใจแตงงานและสรางครอบครัวดวยกัน ซึ่งแมาทั้งสองฝายจะรูาตองปรับตัว เขาหากันไมอย เนื่องจากมีความแตกตางทางดานศาสนาและวิถีการดำรงชีวิต แตวยความรักที่มีตอกันและความปรารถนาที่จะอยูวมกันอยางมีความสุขทำใหทั้งสองฝายพยายามปรับตัวเขาหากันและเรียนรูซึ่งกันและกัน งผลใหเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการยอมรับ ตลอดจนความเขาใจประเทศบานเกิดของคูสมรสตนเองมากขึ้น หากเรามองอิหรานเปนประเทศที่มีศาสนาอิสลามเปนศาสนาหลักและมีนิกายชีอะฮเป คนสวนใหญในขณะที่ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเปนหลัก ก็ชัดเจนวาทั้งสองฝายยอมตองเผชิญกับความทาทายอยางสำคัญในดานความเชื่อและวิถีการดำรงชีวิตจากการรวมเปนครอบครัวเดียวกัน แตที่ผ่านมา เราก็เห็นได คนไทยที่แตงงานกับคนอิหรานและเขามาพำนักในอิหรานสามารถปรับตัวเขากับวัฒนธรรมอิหรานไดอนขางดี วนคนอิหรานที่แตงงานกับคนไทยและเข้าไปอยูในประเทศไทยก็สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไทยไดอยางมีความสุข ถือเปนกระบวนการเรียนรูและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตลอดชีวิต (lifelong cross-cultural exchange through marriage) ที่ไดวยสรางความใกลชิดระหวางประเทศไทยและอิหรานไปพรอมกัน

รากฐานอันแข็งแกรงสูอนาคตอันยั่งยืน (A solid foundation for a sustainable future)

จากที่กลาวมาจะเห็นไดา ความสัมพันธในระดับประชาชนตอประชาชนระหวางไทยกับอิหรานเป รากฐานสำคัญที่ไดวยนำพาประเทศทั้งสองใหมีความสัมพันธอันยืนยาวและฉันมิตรมาไดถึงมากกวาสี่ศตวรรษแลวและถือไดา คนไทยและคนอิหรานที่มีปฏิสัมพันธกันและเขาใจ ตลอดจนยอมรับ ในความแตกตางทาง ตลักษณของแตละประเทศเปนผูมีบทบาทสำคัญไมอยกวาภาครัฐในการสื่อสารและสรางเสริมใหความสัมพันธ ระหวางไทยและอิหรานกาวขามอุปสรรคและความทาทายตาง ๆ มาโดยตลอด

ในการนี้ จำเปนที่ภาครัฐจะตอง สนับสนุนและอำนวยความสะดวกใหเกิดการติดตอและมีปฏิสัมพันธระหวางประชาชนไทยและอิหรานมากขึ้น ซึ่งตัวแทนทางทูตของไทยและอิหรานในแตละประเทศก็ไดพยายามทำหนาที่ดังกลาวอยูในปจจุบัน กอปรกับ นี้เปนโอกาสครบรอบ ๗๐ ป การสถาปนาความสัมพันธทางการทูตระหวางไทยกับอิหราน จึงคาดได สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิหรานและสถานเอกอัครราชทูตอิหรานในประเทศไทยจะมีกิจกรรมตาง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสดังกลาวตลอดทั้งป ซึ่งรวมถึงการสรางการรับรูในภาคประชาชนของแตละประเทศเกี่ยวกับบทบาทอันทรงพลังที่ภาคประชาชนสามารถชวยกระชับความสัมพันธระหวางทั้งสองประเทศใหมี ความแข็งแกรงสำหรับอนาคตไดอยางนาพิศวง.

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *