การยึดอำนาจและรัฐประหารของทหารไทยทำลายประชาธิปไตยจริงหรือ

รองศาสตราจารย์กิจบดี ก้องเบญจภุช
ประเทศไทยมีการยึดอำนาจและรัฐประหารมามากมายหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 87 ปีของระบอบประชาธิปไตยของไทย… ในระยะแรก การยึดอำนาจหรือการรัฐประหารก็ตาม คณะทหารผู้ทำการเรียกคณะของตนเองที่ก่อการว่า “คณะปฏิวัติ” จนกระทั่งปี พ.ศ. 2519 คณะทหารที่ทำการยึดอำนาจเรียกคณะของตนเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” และต่อจากนั้นมา ไม่ว่าจะยึดอำนาจหรือรัฐประหาร ก็จะเรียกชื่อคณะผู้ทำการแตกต่างกันไป… แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวว่า… ถ้ากระทำกับรัฐบาลของตนเอง เรียกว่า “ยึดอำนาจ” ถ้ากระทำกับรัฐบาลอื่น เรียกว่า “รัฐประหาร”
การรัฐประหารครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2476 โดยคณะของพระยาพหลพลพยุหเสนา รัฐประหารรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา… และเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารและหลังจากการเกิดรัฐประหารแล้ว ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา พบว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่จะนำแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ในประเทศไทย และตลอดระยะเวลา 5 ปี รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ก็แสดงให้เห็นว่า ได้ยึดแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา และหลังจากมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ถึงแม้รัฐสภาจะลงมติให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ท่านได้ปฏิเสธ ซึ่งข้อเท็จจริงตลอดระยะเวลาที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มิได้บ่งบอกว่าต้องการอำนาจหรือใช้อำนาจ จนเกินเลย… ในทางตรงข้าม เป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป… สภาจึงมีมติให้หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา จนกระทั่งรัฐบาลแพ้การลงมติพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดระเบียบนครเพชรบูรณ์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2487… นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา… จนสงครามโลกสงบลง นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างสงครามที่อยู่กับฝ่ายญี่ปุ่น ผู้แพ้สงครามจึงลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี… นายทวี บุณยเกตุ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรอหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทย กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจากับประเทศชนะสงคราม… และรัฐบาลนี้ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องติดคุกในฐานะอาชญากรสงคราม… ต่อมานายควง อภัยวงศ์ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และคนต่อมาก็เป็นนายปรีดี พนมยงค์ และหลวงธรรมรงค์ นาวาสวัสดิ์… แต่รัฐบาลต่าง ๆ เกิดความขัดแย้งและไม่สามารถจะแก้ปัญหาของชาติขณะนั้นได้ และเกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง… จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะทหาร ได้เสนอให้รัฐบาลของหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ ลาออก และให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่คณะทหารไม่รับตำแหน่งใด ๆ… ถือได้ว่าเป็นการรัฐประหาร ครั้งที่ 2… และมีการเลือกตั้งนายควง อภัยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้… คณะทหารโดยมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าได้ยื่นข้อเสนอให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออก… จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2491 แต่การบริหารราชการก็มีได้ราบรื่นเนื่องจากภัยคุกคามจากระบอบคอมมิวนิสต์ทั้งในและนอกประเทศ… จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 และนำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 เพื่อใช้เสียงของสมาชิกประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง จำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อช่วยเป็นเสียงสนับสนุนให้กับรัฐบาล… ซึ่งดูจะคล้ายกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ขณะนี้… แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่สามารถจะช่วยแก้ปัญหาได้ เนื่องจากภัยคุกคามจากระบอบคอมมิวนิสต์มาในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะให้มีการเลือกตั้งและท่านได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย แต่มิได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น… เนื่องจากหลังเลือกตั้งเกิดการปลุกระดมจนเกิดความวุ่นวายทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อรักษาความสงบและต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข… แต่การสอนประวัติศาสตร์ไทย… สอนรัฐธรรมนูญไทย… สอนการเมืองไทย… ไม่มีใครกล่าวถึงเหตุผลของการยึดอำนาจและรัฐประหารอย่างแท้จริง… ส่วนใหญ่กล่าวถึงแต่ทฤษฎีประชาธิปไตยและกล่าวหาทหารว่าเป็นเผด็จการ… กล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญไทยเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความเป็นจริงทั้งในและนอกประเทศว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มที่พยายามจะอ้างทฤษฎีหลักการของระบอบประชาธิปไตย… และกล่าวหาทหาร ว่าได้อำนาจมาด้วยกระบอกปืน โดยไม่ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ของไทยไว้… การสอนประวัติศาสตร์… สอนรัฐธรรมนูญ… สอนการเมือง… ควรจะสอนให้เป็นเรื่องของความเป็นจริงขณะนั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร สถานการณ์โลก สถานการณ์ภายในประเทศเป็นอย่างไร แต่การสอนการเมือง… สอนรัฐธรรมนูญ… สอนประวัติศาสตร์…ดูเหมือนเป็นการสร้างความแตกแยกเกลียดชังทหาร
ผลพวงที่เกิดจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 นั่นแหละ คือ ผลพวงที่เกิดจากการอบรมสั่งสอนของคนรุ่นเก่าที่สอนให้เยาวชนเข้าใจผิดในประวัติศาสตร์ทางการเมือง… การสอนให้คนในสังคมแตกแยก คงเห็นกันแล้วว่าเป็นอย่างไร อย่าคิดแต่เพียงว่าตั้งกระทรวงใหม่เพื่อศึกษาวิจัยและก้าวทันเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรที่จะเน้นในเรื่องการเรียนการสอนสังคมให้ถูกต้อง…อย่าทำให้คนในสังคมเกิดความแตกแยกและคงเห็นกันแล้วว่า ผลพวงของการเรียนการสอนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยส่งผลอย่างไรกับสังคม… อิสระเสรีทางการศึกษาพึงมี แต่อย่าได้นำสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาไปใช้บ่อนทำลายชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์… ควรสอนสามัญสำนึกให้กับครูบาอาจารย์กันให้มาก… กระทรวงใหม่อย่าหลงแต่ในเรื่องการพัฒนาควรเน้นในเรื่องจิตสำนึกของผู้ให้ความรู้เพราะผู้ที่จบจากโรงเรียนมหาวิทยาลัยไปอยู่ในทุกอาชีพทั้งสื่อมวลชน… ทั้งระบบราชการ… ภาคเอกชน ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญของสังคมทั้งนั้น
สังคมแตกแยกทุกวันนี้ไม่ต้องโทษทหารทำร้ายประชาธิปไตย ทหารเข้าทำการยึดอำนาจหรือทำรัฐประหาร เพื่อรักษาประชาธิปไตยรักษาประโยชน์สูงสุดของคนในชาติทั้งสิ้น… จริงแล้ว ผลพวงของสังคม คือการศึกษา ที่ส่วนหนึ่งเป็นการสอนให้ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
…พบกันตอนหน้าครับ…







