ความยุติธรรมพระเจ้ากับความหลากหลายทางชีวภาพ

โดย ดร.ประเสริฐ สขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
เราจะพบเห็นว่าสิ่งต่างๆ มากมายที่เกิดกับตัวของมนุษย์เองหรือได้เกิดขึ้นรอบๆตัวของมนุษ์ ไม่ต้องมีผู้สอนหรือไม่ต้องผ่านการเรียนการสอน เช่น การกิน การดื่ม การเดิน หรือบางอย่างเราจะพบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายและมีความแตกต่างกัน เช่น มีสีดำ สีแดง ตัวสูง ตัวเตี้ย สวยงาม หรืออัปลักษณ์ ขี้เหล่อะไรทำนองนั้น ซึ่งมีความแตกต่าง และมีชนิดและประเภทที่ต่างกันออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นเองในข้อแรก มันเกี่ยวข้องกับความปรารถนาของมนุษย์โดยตรงเป็นพฤติกรรมของมนุษย์และถือว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพของมนุษย์ ส่วนประเภทที่สอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาระหน้าที่ของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์
คำถามในตรงนี้คือว่ามนุษย์มีเสรีภาพและมีสิทธิ์เลือกหรือไม่? และมีสิ่งใดบังคับให้มนุษย์กระทำนั้นหรือกระทำสิ่งนี้ได้หรือไม่? หรือถ้าจะมองในเชิงเปรียบเทียบระหว่างการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆจะพบว่ามีบางภาวะและบาสงสภาพทีดีกว่าอีกสภาพหนึ่ง หรือการดำเนินชีวิตของสิ่งหนึ่งดีกว่าอีกประเภทหนึ่ง ถามว่าเขาสามารถจะตัดสินใจเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาได้หรือไม่? แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงื่อนไขที่เพียบพร้อมเช่นนั้น อยู่ในสภาพที่ลำบาก ขัดสน หรือในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย แล้วเขาจะทำอย่างไร?
คำตอบในเรื่องนี้คือ พระเจ้าทรงยุติธรรม ดังโองการนี้ได้ตอบไว้ว่า
“พระองค์อัลลอฮ์ไม่ทรงบัญชาใช้ใครคนใด นอกจากอยู่ภายใต้ความสามารถของเขา ไม่ว่าเขาจะทำดีหรือจะทำไม่ดี ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”(บทที่ ๒ โองการที่ ๒๘๖)
มุมมองของอิสลามในเรื่องการกดขี่และความยุติธรรมให้ความชัดเจนและสนับสนุนความยุติธรรม ตำหนิการฉ้อฉลและการกดขี่ทั้งหลาย คือว่า ถ้าหากมีบางคนในโลกนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ดีของการดำเนินชีวิต หรือมีบางคนแตกต่างกับเขาคนนั้น จะถือว่าเขาอยู่ในภาวะของถูกทดสอบจากพระเจ้า ดังนั้นทุกความลำบากและทุกข์ยากของมนุษย์ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์เพื่อให้มนุษย์มีความเข้มแข็งและเป็นมีรู้คุณและขอบคุณต่อพระเจ้าทุกขณะจิต
ถ้าใครก็ตามอยู่ภายใต้การทดสอบนั้น และได้ทำการเชื่อฟังพระเจ้าและเป็นผู้มีมีศีลธรรม แน่นอนพระเจ้าจะตอบแทนด้วยรางวัลที่ยิ่งใหญ่ ส่วนใครที่ไม่ได้ถูกทดสอบด้วยความทุกข์และไม่ได้มีความอดทนในเรื่องนั้น เขาจะไม่ได้รับรางวัลของการอดทนนั้น แต่พระองค์อัลลอฮ์จะทรงทดสอบโดยใช้รูปแบบอื่นๆ ถ้าเขาสอบผ่าน พระองค์จะให้รางวัลแก่เขาอย่างเหมาะสม และถ้าเขาได้ละเมิด และผิดศีลธรรม ไม่กระทำสิ่งที่ดีงาม พระองค์จะลงโทษเขา ดังนั้นพระเจ้าทรงยุติธรรม ไม่กดขี่มนุษย์ใดๆเลย และพระองค์จะกำหนดภาระหน้าที่ตามความสามารถของแต่ละคน ขึ้นกับความสามารถของแต่ละคน
อิมามศอดิกได้กล่าวว่า…”ไมมีภาวการณ์ถูกบังคับและไม่มีภาวะเป็นอิสระอย่างเต็มตัว แต่ทว่าอยู่ระหว่างกลาง” ได้มีคนถามว่า “อะไรคือภาวะระหว่างกลาง? “
อิมามศอดิกกล่าวว่า..”อุปมาสิ่งนั้นเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งที่เจ้าเห็นว่าเขาทำบาป แล้วเจ้าได้ห้ามเขา แต่เขาไม่เชื่อฟัง แล้วเจ้าได้ปล่อยเขาไป ดังนั้นเขาได้ทำสิ่งเป็นบาปนั้น ซึ่งเขาไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เจ้าได้ห้ามเขา ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวหาว่าเจ้าเป็นเสมือนผู้สั่งให้เขากระทำบาป”(อัลกาฟี เล่ม ๑ หน้า ๓๘๙)
ความแตกต่างคืออะไร?
ความแตกต่างที่มีระหว่างสายพันธ์มนุษย์หรือระหว่างสายตระกูลของมนุษย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ปกติ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เพียงในระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวที่มีความแตกต่างกัน แต่ยังมีคุณลักษณะพิเศษอื่นๆที่แตกต่างกันอีกด้วย หรือแม้กระทั้งว่าในตระกูลเดียวกัน หรือจากครอบครัวเดียวกัน หรือมองให้ใกล้กว่านั้นคือ ฝาแฝด ก็ยังมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะในเรื่องสรีระ ผิวพรรณ ความคิดความอ่าน จิตใจ และอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า…
“และบางส่วนจากสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน และให้มีความแตกต่างในภาษา สีผิวของพวกเจ้า แท้จริงในสิ่งนั้น มันคือสัญลักษณ์ต่างๆให้แก่ผู้รู้ทั้งหลาย(ได้เพ่งพินิจ)”(บทที่๓๐ โองการที่ ๒๒)
ความเป็นจริงแล้วในเรื่องนี้นั้น ถ้าหากสมมติฐานว่า ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน ไม่ว่าสีผิว ภาษา ชาติพันธุ์ และอื่นๆ ปัญหาต่างๆคงจะตามมามากมายทีเดียว เพราะว่าความแตกต่างทางชีวภาพเป็นความเป็นระบบทางเอกภพและธรรมชาติ
ดังนั้นความแตกต่างที่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ไม่ว่าในเรื่องชาติพันธุ์ สีผิว ซึ่งได้มีมาทุกๆชนชาติและทุกสมัยเป็นเรื่องปกติ แต่ที่มีปัญหาและสร้างปัญหาคือการสร้างวาทกรรม คำว่าความแตกต่างนี้ไปในทางลบและไม่สร้างสรรค์ จนสร้างปัญหาทางการคิดและมีความเห้นไม่ตรงกันตลอดมา(จนเป็นปัญหาทางความเชื่อ) ดังนั้นความแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง แต่ทว่าได้เกิดขึ้นทุกๆสังคม แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตย ก็ยังเห็นถึงความแตกต่าง แต่ทว่าก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
ความแตกต่าง หมายถึง ความไม่เหมือนกันระหว่างปัจเจกหนึ่งกับอีกปัจเจกหนึ่ง ด้วยกับอัตลักษณ์ หรือคุณลักษณะเฉพาะที่ติดตัวมาของแต่ละปัจเจกนั้นๆ เช่น สีผิว สัญชาติ เพศ นิกายความเชื่อ ชาติพันธุ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างสองปัจเจก โดยความเหมาะสมของแต่ละปัจเจกได้ถูกบรรจุไว้เป็นการเฉพาะของแต่ละหน่วยนั้น ซึ่งแต่ละหน่วยมีความสมบูรณ์ในตัวของมัน เช่นระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว มีความเท่าเทียมในเรื่องการศึกษา หรือความสามารถ แต่แตกต่างในเรื่องสีผิวเท่านั้น
ความเหลื่อมล้ำและความต่างทางธรรมชาติ
เมื่อเรามองดูอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา เราก็จะพบว่ามีอวัยวะต่างๆ ที่แตกต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบกันและกันก็จะพบความต่างของอวัยวะนั้น เช่น ดวงตา กับใบหน้า มีความงาม และมีความน่าสนใจที่เฉพาะของแต่ละส่วน และเมื่อมองส่วนอื่นๆ เช่น เท้า ไม่มีความงามหรือความน่าสนใจเหมือนส่วนของดวงตา ดังนั้น ความแตกต่างนี้ ถือว่าเป็นความไม่ยุติธรรมในการรังสรรค์สร้างหรือไม่ หรือว่าเป็นความลำเอียง หรือ นั่นแหละคือความยุติธรรมแล้ว?
ถ้าหากว่าได้นำน้ำที่มีอยู่ในลำธาร มาใส่ในตาและในสมอง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นสมองและดวงตา มีความละเอียดอ่อนเป็นอวัยวะส่วนเฉพาะและมีหน้าที่ที่ต่างกัน ดังนั้นน้ำหรือของเหลวที่จะใส่ในแต่ละอวัยวะนั้นย่อมมีความต่างกัน และจะต้องมีความเหมาะสมด้วย และน้ำโคลน ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของสิ่งเหลว ดังนั้นถ้าของเหลวนี้ได้นำไปใส่ในสมอง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น และมันจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทีเดียวหรือไม่? และสามารถจะคาดคิดไปได้หรือไม่ว่า อวัยวะทุกส่วนมีความเหมือนกัน และจะทำงานแบบเดียวกันและเหมือนกัน? เช่น อวัยวะดวงตาไปอยู่ที่ของสมอง?
ดังนั้นในร่างกายมนุษย์มีความแตกต่าง แต่ไม่ใช่เป็นความลำเอียง และในโลกธรรมชาติก็เช่นกัน เป็นเช่นนี้ ซึ่งมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และทุกชนิดก็มีความแตกต่างกันและกัน(ทางสรีระและทางบทบาท) และได้อยู่ในที่ที่อยู่เหมาะสมของมัน
ในสังคมมนุษย์ก็เหมือนกับร่างกาย ซึ่งแต่ละอวัยวะ มีบทบาทในการทำให้สังคมสงบน่าอยู่กันทุกส่วน และทุกๆ ส่วนจำเป็นต้องปฏิบัติไปตามบทบาทหน้าที่ที่เหมาะสม และมีคุณค่าของตนเอง และอวัยวะส่วนอื่น ก็ต้องให้เกียรติกับส่วนอื่นด้วย ต่างเคารพต่อกันและกัน เพื่อมิให้เกิดการละเมิดระหว่างกัน ดังนั้นถ้าได้ละเมิดส่วนหนึ่งส่วนใดต่อกัน เท่ากับได้ละเมิดส่วนที่เป็นสังคมโดยรวมด้วย
บนพื้นฐานกรอบแนวคิดนี้ ศาสนาอิสลามได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการทางสังคมและทางปัจเจกบุคคลให้มีความยุติธรรม และด้วยกับการเชื่อมั่นถึงโครงการของความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีอยู่ ดังนั้นประการแรก จะต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ ประการที่สอง มาตรฐานตัวชี้วัดความสูงส่ง คือ การมีภาวะคุณธรรม ภาวะสำรวมตน และคำนึงในเรื่องสิทธิโดยรวม และด้านต่างๆ ทางสังคม โดยเป็นเงื่อนไขต่อมาตรฐานตัววัดถึงความดีงามทางด้านปัจเจกบุคคล
ประวัติศาสตร์รัฐอิสลามในสมัยของศาสดามุฮัมมัด ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ต่อเรื่องความยุติธรรมทางสังคม และความเสมอภาคในด้านประชาชน ดังตัวอย่าง ท่านบิล้าลฮะบะชี เป็นหนึ่งจากสาวกของศาสดาที่มีความซื่อสัตย์ เป็นคนผิวสี ซึ่งเขาได้ถูกไถ่ถอนจากความเป็นทาสหลังจากที่อิสลามได้ทอแสงขึ้นโดยศาสดาแห่งอิสลาม และศาสดาได้ให้อิสรภาพแก่เขา หรือสาวกคนอื่นๆ ที่มาจากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าเป็นชาวเปอร์เซีย ซึ่งพูดภาษาเปอร์เซีย เช่น ซัลมาน ฟัรซี และศาสดาได้กล่าวถึงฐานะภาพของเขาว่า “ซัลมาน เป็นหนึ่งจากครอบครัวของเรา(อะลุลบัยต์)”(อ้างอิงจากหนังสือ มุสตัดร็อกซอฮี้ฮัย เล่ม ๓ หน้า ๕๙๘) และทำให้มีผลสะท้อนอย่างกว้างขวางไปยังกลุ่มชนของเขาโดยนำวัฒนธรรมและอารยธรรมอิสลามไปแพร่หลาย และนี่คือเป็นเพียงบางตัวอย่างของประชาชนที่มีคุณธรรม และเป็นบุคคลน่ายกย่องในสมัยของศาสดามุฮัมมัด โดยเป็นการยืนยันถึงการนำหลักยุติธรรมเป็นแก่นกลาง และไม่ลำเอียง บนความต่างทางด้านชาติพันธุ์หรือสีผิว
ความลำเอียง
คำว่า”ความลำเอียง” สามารถให้ความหมายได้หลายแบบที่แตกต่างกัน เช่น ความลำเอียงบิดามารดาในระหว่างลูกๆ การลำเอียงทางสังคม ต่อกลุ่มก้อนเฉพาะ ความลำเอียงต่อชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์ และอื่นๆ ซึ่งในประเด็นต่างๆ นี้ คือว่าส่วนมากได้มองถึงเรื่องอำนาจที่มีและมองเฉพาะชนชั้นสูง โดยไม่ได้คำนึงหรือมองดูสังคมชั้นล้างที่ยังขาดและด้อยโอกาส ดังนั้นพวกเขาจึงได้เลือกปฏิบัติให้กับคนบางกลุ่มที่เป็นการเฉพาะ และนี่แหละที่มาของความลำเอียงทางสังคม และในเงื่อนไขความลำเอียง และความไม่เท่าเทียมกันนั้น โอกาสของการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ก็จะไม่มีความเท่าเทียมระหว่างปัจเจกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องการเลือกอาชีพ จะเป็นเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมและไม่เสมอภาค
ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์
ทั้งหมดของมนุษยชาติ มีเชื้อสายมาจากศาสดาอาดัม(อ) และอิสลามไม่ได้ถือว่า ชนชาติอาหรับดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบไปยังไม่ใช่อาหรับ และก็ไม่ถือว่า คนไม่ใช่อาหรับจะประเสริฐกว่า ชาวอาหรับ และเช่นกัน คนผิวขาว เมื่อเปรียบเทียบไปยังคนผิวดำ ก็ไม่ได้ประเสริฐไปกว่ากัน และคนผิวสี ก็ไม่ได้ประเสริฐกว่าคนผิวขาว ยกเว้น ความมีภาวะสำรวมตนและเป็นคนมีศีลธรรมเท่านั้น
อิมามซัยนุลอะบีดีนได้ถูกถามประโยคหนึ่ง เกี่ยวกับความหมายของคำว่า ชาตินิยมและการหลงใหลในเผ่าพันธุ์ คืออะไร? อิมามได้กล่าวตอบว่า…” ถ้าใครก็ตามถือว่า ความชั่วร้ายต่างๆ ของเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนดีกว่าความดีงามต่างๆ ในเผ่าพันธุ์อื่น นั่นแหละ คือการหลงใหลในชาติพันธุ์และถือว่ามีความเป็นชาตินิยม ด้วยเหตุนี้ ถ้าพวกเขาได้ช่วยเหลือกันในเรื่องการกดขี่และการฉ้อฉลต่อพวกพ้องตนเอง นั่นคือ ความเป็นชาตินิยม(อัลกาฟี เล่ม ๓ หน้า ๗๕๒)
หนึ่งจากปัญหาที่ขมขื่นต่อการดำเนินชีวิตชองมนุษย์ คือเรื่องความเป็นชาตินิยม และความลำเอียงในชาติพันธุ์ ความหมายคือว่า มีบางกลุ่มเชื่อและถือว่า เผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนเองประเสริฐกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจะอ้างถึงความสูงส่งและความพิเศษของตนเองขึ้นมาเหนือผู้อื่น
ด้วยกับความก้าวหน้าทางด้านวัฒนธรรมและอารยธรรม และการจะปฏิรูปปัญหาต่างๆ ทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของมนุษยชาติยังคงรอความหวังที่จะให้ปัญหาทางด้านความลำเอียงและความไม่เสมอภาคของสังคมมนุษย์ได้หมดไป และนำความยุติธรรม และความเสมอภาคคืนกลับมา แต่ทว่า เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เราได้ประจักษ์เห็นถึงในโลกวันว่า มีความลำเอียงเพิ่มขึ้นมายิ่งขึ้น ดังนั้นรากฐานหนึ่งของศาสนาอิสลาม และเป็นสโลแกนหนึ่งคือ การต่อสู้กับความเป็นชาตินิยม และต่อสู้กับลัทธิบูชาชาติพันธุ์ เพราะว่ามาตรฐานตัวชี้วัดความประเสริฐ คือ การมีภาวะสำรวมตนและมีความยำเกรง ใกล้ชิดต่อพระเจ้าต่างหาก ได้มีบทรายงานฮะดีษจากศาสดาและบรรดาคนในครอบครัวศาสดา พวกเขาได้ประณามการบูชาเผ่าพันธุ์ตนเอง เราจะของหยิบบางฮะดีษ ดังนี้
ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า…”โอ้ประชาชนทั้งหลาย พระเจ้ามีองค์เดียว และบิดาของเจ้าก็มีคนเดียว และทั้งหมดเราท่านมาจากนบีอาดีม และนบีอาดัมถูกสร้างมาจากดิน ดังนั้นใครก็ตามในหมู่ของพวกเจ้ามีภาวะสำรวมตนมากที่สุด นั่นคือผู้ประเสริฐสุด ชาวอาหรับไม่ได้สูงส่งกว่าไม่ใช่อาหรับ เว้นเสียแต่เขามีความตักวา มีภาวะสำรวมตน”(มุสนัด อะหมัด เล่ม ๕ หน้า ๔๑๑)
ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า “ จงพิจารณาเถิด เจ้าไม่ได้เหนือกว่าหรือประเสริฐกว่า คนผิวแดง หรือคนผิวดำเลย ยกเว้นว่า จะมีภาวะสำรวมตน จึงจะสูงส่งกว่า”( อัซซุฮ์ดุ อิบนิ ฮัมบัล หน้า ๓๒๒)
รายงานจากอิมามยะฟัร ศอดิกกล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า “ใครก็ตามมีความเป็นชาตินิยมเพียงแค่เมล็ดข้าวบาเล่ องค์อัลลอฮ์จะให้เขาฟื้นคืนชีพมากับกลุ่มชนอาหรับญาฮีลียะฮฺ”(อัลกาฟี เล่ม ๓ หน้า ๗๕๐)
ศาสดามุฮัมมัด ถือว่าท่านเป็นบุคคลที่ได้ต่อสู้กับการเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์โดยตัวของท่านเอง และได้ปกป้องสิทธิมนุษยชน จนกระทั้งได้ทำให้ประเด็นนี้หมดไป ในสมัยของศาสดา มีหัวหน้าเผ่าของกุเรชได้อ้างตนเองว่ามีความเทียบเท่ากับศาสดา และไม่ยอมรับในเรื่องความเสมอภาคที่ศาสดาได้นำมาสองสั่ง พวกเขาได้กล่าวกับศาสดาว่า “สาเหตุที่เราไม่ยอมนั่งร่วมกับเจ้า เนื่องจากว่า มีบุคคลเช่น บิล้าล ฮะบะชี และซัลมาน ฟัรซี และมีทาสอื่นๆ อีกหลายคน นั่นร่วมกับท่าน ดังนั้นจงไล่พวกเขาออกไปแล้วเราจะมานั่งร่วมวงกับท่าน”
ศาสดาไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาได้ต้องการนั้น ต่อมาพวกเขาได้เรียกร้องข้อเสนออื่นว่า “ หรือไม่เช่นนั้น ก็จงให้เวลาอื่นกับพวกเรา วันนี้เฉพาะพวกเรา และอีกวันเฉพาะพวกเขาไป”
ดังนั้นโองการอัลกุรอานได้ถูกประทานมา
เจ้าจงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขา ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานจากพระองค์ ไม่เป็นภัยแก่เจ้าแต่อย่างใด ในการชำระพวกเขาและก็ไม่เป็นภัยแก่พวกเขาแต่อย่างใด จากการชำระเจ้าแล้วเหตุใดเจ้าจึงจะขับไล่พวกเขา? (ถ้าเจ้าทำเช่นนั้นแล้ว) เจ้าก็จะกลายเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรม(บทที่ ๖ โองการที่๕๒)
และเมื่อโองการนี้ถูกประทานลงมา ศาสดาก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาอีกครั้ง
พระเจ้าได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงเรื่องเผ่าพันธุ์และชาติพันธุ์ว่ามีความแตกต่างกัน และเป้าหมายเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและรู้จักกันและกัน และจะต้องไม่เป็นข้ออ้างถึงความสูงส่งกว่ากันและกัน
และสิ่งที่จะต้องต่อสู้ร่วมกับคือ ความอยุติธรรมและการกดขี่ทุกรูปแบบ และแน่นอนกว่า ความเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์คือหนึ่งจากเหตุปัจจัยที่จะเกิดความอยุติธรรมและการฉ้อฉล ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้จารึกถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว นั่นคือ การเกิดสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ความแตกต่างทางเพศ
ไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงระหว่างเพศชายกับเพศหญิงมีความแตกต่างกัน และขณะเดียวกันระหว่างสองเพศนี้ก็มีความเหมือนกัน และในบางมุมมีความแตกต่าง สำหรับศาสนาอิสลามได้กำหนดสิทธิทั้งสองไว้อย่างละเอียดทั้งสิทธิสตรีและสิทธิบุรุษ หรือในนั้นคือสิทธิทางด้านกฎหมาย และสิทธิทางด้านจริยะ ซึ่งศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลทางด้านปัจเจกบุคคลหรือทางด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสตรีและครอบครัว และประเด็นที่น่าสนใจคือว่าในมุมมองอิสลาม สิทธิสตรีและบุรุษมีความเท่าเทียมกัน แต่ไม่เหมือนกัน คือ คุณค่าทุกๆ สิทธิของสตรีได้กำหนดไว้ จะเท่าเทียมกับสิทธิบุรุษที่ได้กำหนดไว้เช่นกัน แต่จะมีรายละเอียดของประเภทและปลีกย่อยเนื่องจากความต่างทางเพศ ทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งทางสรีระและทางจิตวิญญาณต่อความต่างนั้น และอัลกุรอานได้กล่าวถึงความมีเกียรติและการมีคุณค่าของมนุษย์ ดังนั้นเพศหญิงและเพศชาย ทั้งคู่คือมนุษย์และมีความเท่าเทียมกัน และเราไม่สามารถมองตามโลกตะวันตกที่กล่าวถึงความคล้ายระหว่างบุรุษกับสตรีในเรื่องสิทธิ เพราะว่ามันน่าขำเสียมากว่าที่จะกล่าวว่า สตรีและบุรุษมีความแตกต่างในด้านสรีระและจิตใจ แล้วจึงมีความแตกต่างคามต้องการและความจำเป็นต่างๆ จึงกล่าวว่า บุรุษและสตรีมีความคล้ายกันในเรื่องสิทธิ
ชะฮีดมุเฎะฮารีได้กล่าวถึงตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำว่า”ความเท่าเทียม กับความเหมือนทางด้านสิทธิระหว่างชายกับหญิงไว้ว่า…
“เป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม แต่จะไม่แบ่งในมุมมองที่มีความเหมือนกัน เช่นตัวอย่าง บิดาอาจจะมีลูกๆ ที่มีอาชีพหลายรูปแบบ อาจจะทำธุรกิจในบ้าน หรือ เจ้าของสวนไร่นา หรือเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริหารให้เช่าที่ แต่ทว่าเขานั้นได้พิจารณาถึงความสามารถของลูกๆ ทุกคนไว้แล้ว และเมื่อจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ เขาจะต้องแบ่งในฐานะความเป็นลูก นั่นคือให้ตามคุณค่าของความเท่าเทียมกัน(ในความเป็นลูก) ไม่ใช่ให้แบ่งความเหนือกว่าหรือพิเศษกว่าของอาชีพและการงาน และเขาจะแบ่งให้แต่ละคน ของทรัพย์สินนั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทดสอบความสามารถอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุนี้อิสลามไม่ได้ต่อต้านความเท่าเทียมสิทธิระหว่างบุรุษกับสตรี แต่ไม่เห็นด้วยกับความคล้ายกันของสิทธิระหว่างชายกับหญิงต่างหาก”
สำหรับฐานะภาพและคุณค่าของสตรีในมุมมองอิสลามนั้น แท้จริงแล้วใครก็ตามที่ถือว่าสามัญสำนึกหรือสติปัญญาของชายและหญิงมีความแตกต่างกัน หรือได้เชื่อว่า สตรีนั้นมีสามัญสำนึก มีสติปัญญาน้อยกว่าเพศชาย ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าอัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เพศหญิงได้ถูกสร้างเหมือนกับเพศชายในเรื่องสัญชาตญาณบริสุทธิ์และสามัญสำนึก ดังโองการที่ว่า
มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยำเกรงอัลลอฮ์ที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์และพึงรักษาเครือญาติ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ (บทที่ ๔ โองการที่ ๑)
และได้กล่าวถึงมนุษย์ทั้งหมดว่า
และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และ ทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ(บทที่๓0 โองการที่ ๒๑)
จากโองการข้างต้นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า ชายและหญิง มีฟิตเราะฮ์เดียวกัน และเป็นประเภทเดียวกัน(ประเภทมนุษย์) และจากหลักการที่อิสลามได้กล่าวเน้นถึงความมีเกียรติของมนุษย์ โดยหมายถึงทั้งสองเพศ มีความเหมือนกัน คือทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะว่าทั้งคู่อยู่ในฟิตเราะฮ์เดียวกัน กล่าวอีกนัยยะหนึ่งคือ คุณค่าและฐานะภาพของสตรีและบุรุษอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ และทั้งสองเพศอัลกุรอานได้กล่าวถึงการมีความสูงส่งทางฟิตเราะฮ์ และทั้งสองเพศได้นำฟิตเราะฮ์นั้นมาใช้ประโยชน์(ในการแยกแยะ)
คำสอนของอัลกุรอาน สตรีเพศเหมือนกับบุรุษเพศในด้านสิทธิ ที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างและความเป็นมนุษย์ เช่น สิทธิการใช้ชีวิต สิทธิการเป็นกรรมสิทธิ์ ความมีเกียรติ เกียรติยศและศักดิ์ศรี เสรีภาพ สิทธิในการเลือกและอื่นๆ
แต่ทว่าอย่างไรก็แล้วแต่ดังที่กล่าวผ่านมา ว่าด้วยเรื่องกฎหมายของอิสลามเกี่ยวกับสิทธิสตรีที่ได้กล่าวไว้นั้น มีบางหมวดและบางเรื่อง ได้พิจารณาในด้านสรีระและด้านจิตใจ(เป็นที่มาของบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันออกไป) เช่นตัวอย่าง คามมีเสรีภาพทางด้านปัจเจกบุคคล และทางสังคม จะอยู่ภายใต้ร่มของเสรีภาพทางด้านภายในและทางด้านจิตวิญญาณ จึงจะสามารถมิเกิดความบกพร่องและมีความสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ปัญหาในเรื่องการคลุมผ้าฮิญาบและความปลอดภัยของสตรี มาจากคำสอนที่บัญญัติของพระเจ้า และความมีเสรีภาพด้านภายในของสตรีและความปลอดภัยทางสังคมจากความเสื่อมโสมและความเสียหายและคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสตรีเอาไว้นั่นเอง
เช่นบางประเทศที่ห้ามการใส่ชุดฮิญาบ ถือว่าเป็นการละเมิดและผิดที่ใหญ่หลวงในการการนำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ มันคือของขวัญ(คำว่าสิทธิมนุษยชน)ของประเทศในโลกตะวันตก และได้ปฏิเสธเสรีภาพทางด้านจิตวิญญาณออกไป
อิสลามได้เน้นหนักในเรื่องของฮิญาบและเรื่องทางเพศ ระหว่างญาติกับคนไม่ใช่ญาติ โดยถือว่าเป็นโครงสร้างในการทำให้สถาบันครอบครัวและสังคมมีความเข้มแข็งและสร้างสรรค์ที่ดี จึงได้กำหนดให้มีเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้าของสตรีในอิสลามขึ้น ซึ่งมิได้หมายความว่า ห้ามมิให้บรรดาสตรีออกจากบ้าน หรือการจองจำ กักขังพวกเธอไว้ในบ้าน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในบางสังคมมีให้เห็นอยู่ แต่สำหรับในอิสลามไม่มีคำสอนเช่นนี้
การปกปิดเรือนร่างสตรีในอิสลาม คือ การใช้ชีวิตของเธอ จะไม่อนุญาตให้ชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดเห็นเรือนร่างอวัยวะของเธอ ไม่อนุญาตให้เธอแสดงตัวตน เปิดเผยเรือนร่าง และปัญหาในเรื่องฮิญาบ โดยผิวเผินแล้วก็คือเนื้อหานี้ว่า สตรีสามารถจะเปิดเผยเรือนร่างของเธอได้หรือไม่หรือจำเป็นจะต้องปกปิด? และบางครั้งได้เกิดการเรียกร้องแสดงการเห็นอกเห็นใจต่อสตรีว่า ดีที่สุดสตรีนั้นจะต้องมีอิสระและเสรีภาพใช่หรือไม่ในการจะให้ใช้ประโยชน์จากเพศของสตรี และจะต้องมีเสรีภาพเต็มร้อยใช่หรือไม่? แท้จริงแล้วการคิดเช่นนี้ เป็นผลประโยชน์สำหรับบุรุษต่างหาก ไม่ใช่สำหรับสตรี หรือไม่ก็อย่างน้อย บุรุษก็จะมีโอกาสและประโยชน์มากกว่า ซึ่งในเรื่องปัญหาทางเพศ และความต้องการทางเพศ เป็นเรื่องที่มีมากเรื่องหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้นการมีเสรีภาพในเรื่องทางเพศ จะเป็นเหตุให้เกิดไฟแห่งกามอารมณ์ และความอยากเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มนุษย์ถูกสร้างมาภายใต้ฟิตเราะฮ์ให้มุ่งทะยานสู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้สร้าง(ไม่ใช่จมอยู่กับกิเลส ตัณหา) และเมื่อไหร่ที่ตกเป็นทาสแห่งวัตถุ มนุษย์จะไม่มีวันจะประสบกับชัยชนะได้
อิสลามได้วางพื้นฐานให้ปกป้องและรักษาความมีศักดิ์ศรีของสตรีและบุรุษ และรักษาเกียรตินั้นไว้ ซึ่งในความเป็นจริงคือการควบคุมความปรารถนาทางเพศ เพื่อไปถึงความสงบมั่นทางจิตใจ และจะนำเสนอ ๒ หนทางเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ คือ
หนึ่ง สร้างความพอใจต่อความต้องการทางเพศในทางสายกลาง โดยการยึดมั่นคำสอนของอิสลาม ในเรื่องการมีคู่ครองและการแต่งงาน
สอง สกัดกั้นและห้ามการสร้างแรงกระตุ้นอย่างสุดโต่งในเรื่องทางเพศ ซึ่งอิสลามได้นำเรื่องฮิญาบ มาเป็นบทบัญญัติต่อสตรี
ด้วยเหตุนี้จากเนื้อหากล่าวไปทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าทรงยุติธรรมและสรรสร้างทุกสิ่งมาอย่างสมบูรณ์และเหมาะสม และความหลากหลายทางชีวภาพและความแตกต่างของสิ่งที่มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วยแล้วแต่มีความงดงาม และมีดุลยภาพระหว่างกันและกัน







