“สติ” ฝึกฝนได้ด้วยวิธีใด

“สติ” ฝึกฝนได้ด้วยวิธีใด
“สติ” ฝึกได้ในชีวิตประจำวัน วิธีการง่าย ๆ คือ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น อาบน้ำ กินข้าว ล้างจาน ใจก็อยู่กับสิ่งที่เราทำ แต่ส่วนใหญ่เวลาที่กินข้าวเรามักจะใจลอย ควรพาใจกลับมาอยู่กับการกินข้าว ต่อไปก็รู้กายเคลื่อนไหวรู้ใจที่คิด เช่น เวลาเดินก็ให้รู้สึกตัวว่ากำลังเดิน เราจะรู้สึกตัวได้เมื่อใจเราอยู่กับอิริยาบถนั้น ๆ สาเหตุที่เราขาดสติเพราะตัวอยู่ตรงนี้แต่ใจลอยไปไหนก็ไม่รู้ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั้นเป็นวิธีการฝึกสติที่ไม่ยาก ครั้งแรกๆ อาจจะมีหลุดบ้าง แต่ขอให้ทำไปเรื่อยๆ ทุกวัน
ต่อไปเราต้องรู้เท่าทันเรื่อง อารมณ์ เมื่อไหร่โกรธ เมื่อไหร่เสียใจ เราต้องรู้ รู้เฉยๆไม่ต้องไปกด ข่ม หรือห้าม เพียงแค่รู้ก็ช่วยได้มากแล้ว แม้กระทั่งเวลาที่เราเกิดความเครียด กังวล เช่น อ่านข่าวแล้วรู้สึกเครียด ก็ให้รู้ว่ากำลังเครียด วิธีที่อาตมาแนะนำนี้ใช้ได้แม้แต่กับเด็ก มีลูกของเพื่อนอาตมาอายุประมาณ 3-4 ขวบ วันหนึ่งโกรธย่ามากที่เอาดอกไม้ที่แกจัดมารวมกันแทนที่จะแยกเป็นสี ๆ บังเอิญแม่มาเห็นเข้า ก็ถามลูกว่า หนูรู้สึกอย่างไร ไม่พอใจคุณย่าใช่มั้ย เด็กน้อยตอบว่าใช่ แม่ถามต่อว่า หนูโกรธแค่ไหน แค่นี้หรือโกรธเท่าฟ้า เด็กตอบว่าโกรธคุณย่าเท่าฟ้าเลย ฟังดูน่าตกใจ แต่ทันทีที่เด็กรู้ว่าตัวเองโกรธเท่าฟ้า ความรู้สึกโกรธก็จะลดลง สักพักก็กลับไปคุยเล่นกับย่าได้ ขอให้สังเกตว่า แม่ไม่ได้บอกว่าลูกอย่าโกรธคุณย่าเลย แต่แม่ช่วยให้ลูกได้เห็นถึงความโกรธของตัว
มีอีกเรื่องหนึ่งที่อาตมาอยาก เล่าให้ฟัง มีเด็กคนหนึ่งอายุ 12 เดินไปขอเงินจากแม่ บอกว่าจะไปซื้อไมโครโฟนไฟฟ้าซึ่งวางขายอยู่ในโรงเรียน แม่ถามว่าเท่าไหร่? 400 บาทค่ะแม่ ลูกสาวตอบ แม่บอกว่ามันแพงไปนะลูก แต่ลูกก็พยายามรบเร้าเพราะอยากได้มาก แม่ก็ไม่ห้าม ปกติแล้วแม่มักจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างคือ ห้ามไม่ให้ลูกซื้อ หรือให้เงินลูกเพื่อตัดความรำคาญ แต่แม่คนนี้ไม่ทำทั้งสองอย่าง เธอพูดกับลูกว่า ถ้าลูกอยากได้แม่ก็จะให้เงินลูกไปซื้อ แต่มีเงื่อนไข ๒ ข้อคือ ลูกต้องถูกหักเงินค่าขนมวันละครึ่งหนึ่งจนกว่าจะครบ ๔๐๐ บาทแล้วค่อยเอาเงินนั้นไปซื้อ อีกข้อคือทุกเย็นก่อนกลับบ้านให้ลูกเดินไปที่ร้านเพื่อดูของชิ้นนั้น แล้วก็ดูใจของตัวเองไปด้วยว่าความอยากยังเท่าเดิมหรือลดลงไปแล้ว ทำไปสัก 3-4 วัน ลูกก็เดินมาบอกแม่ว่าหนูไม่อยากได้แล้ว แม่จึงถามว่าทำไม ลูกก็ตอบว่าเบื่อ แล้วก็เสียดายเงิน 400 บาทนั้นด้วย
เด็กหญิงคนนั้นตอนแรกที่เห็นของ เล่นเกิดความอยากได้ แต่เมื่อมองเห็นความอยากของตัวเองทุกวัน ความอยากก็ค่อยๆจางหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนี้คือเกิดสติหรือความรู้ตัว วิธีนี้ใช้สอนได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่มักจะไม่สอนลูกด้วยวิธีนี้ ถ้าไม่ต้านความอยากของลูกก็ตามใจลูก แต่สิ่งที่แม่คนนี้ทำก็คือช่วยให้ลูกได้สติ เกิดการรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ
อาตมาจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะว่าตอนนี้ผู้คนกำลังอยู่ในอารมณ์เครียด โกรธ เกลียด เนื่องจากเรากำลังปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ เช่นเดียวกับการชุมนุมที่ผ่านมา เมื่อเราโกรธเกลียดใครเราก็อยากให้เขาถูกลงโทษหรือมีอันเป็นไป จริงๆ แล้วอาตมาอยากให้มองมากกว่านี้ คือว่า คนเรานั้นโกรธเกลียดกัน เพราะเราเห็นว่าเขาแตกต่างจากเรา ไม่เหมือนกับเรา เป็นคนละพวกกับเรา ใส่เสื้อคนละสีกับเรา เราจึงไม่พอใจเขา ใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่นานเข้าก็จะมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นผิด และในที่สุดก็เห็นเป็นศัตรู ความรู้สึกเหล่านี้เริ่มต้นจากการที่เห็นเขาไม่เหมือนกับเราก่อน
อาตมาอยากจะบอกว่าอย่าไปมองที่ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ให้มองที่ความเหมือนบ้าง คนบางคนเขาเหมือนกับเราถึง 95 อย่าง แตกต่างกันแค่เพียง 5 อย่าง เราก็ไปด่วนสรุปแล้วว่าเขาอยู่ตรงข้ามกับเรา ที่สำคัญคนนั้นอาจจะเป็นภรรยาเรา เป็นสามีเรา เป็นลูกของเรา เป็นเพื่อนเรา เพราะเรามัวแต่จดจ่อกับสิ่งที่แตกต่างมากกว่าสิ่งที่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ความเหมือนนั้นมีมากกว่า
คนที่เป็นเสื้อแดงวันนี้เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็อาจจะเคยเป็นเสื้อเหลือง เมื่อ 30 ปีก่อนทหารกับคอมมิวนิสต์รบกันจะเป็นจะตาย แล้ววันนี้กลายมาเป็นมิตรกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน เล่นกอล์ฟด้วยกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน ขึ้นเวทีเดียวกันด่าฝ่ายตรงข้าม เสธ.แดงกับหมอเหวงเมื่อ 30 ปีก่อนก็เคยอยู่คนละขั้ว อาจจะจับปืนไล่ล่ากันในป่าด้วยซ้ำ คุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำเสื้อเหลืองกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง ก็เคยอยู่คนละฝ่ายมาก่อน แต่วันนี้ก็มาร่วมเป็นร่วมตายกันบนเวทีพันธมิตร สรุปแล้วที่เราทะเลาะกันทุกวันนี้เราไม่คิดหรือว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจจะกลับมาเป็นเพื่อนกัน แล้วเราจะมาเป็นศัตรูเข่นฆ่ากันทำไม อาตมาจึงอยากให้มองกว้าง มองไกลด้วย






