คดี”สรยุทธ”สะท้อนวงการสื่อไทย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
คดี”สรยุทธ”สะท้อนวงการสื่อไทย
ขออนุญาตไม่เขียนถึงประเด็นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ยุบ”พรรคอนาคตใหม่”เพราะเห็นว่าไร้สาระ ในกรณีที่มีผู้ยื่นเสนอให้ยุบพรรค ฐานกระทำผิดตามมาตรา ๔๙ แห่งรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๔๙ : บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้) เพราะทำให้รัฐบาลถูกมองว่า “เป็นมือที่มองไม่เห็น” แอบสั่งให้ดำเนินการ ทั้งๆ ที่ผู้ยืนเสนอเอง ทนไม่ได้ จึงยื่นเสนอเรื่อง
นอกจากนั้น บรรดาผู้นำพรรค”อนาคตใหม่”เอง ก็ไร้สาระ เพราะหาเสียงแบบเร้าอารมณ์เกินจริง จนกลาย”สุดโต่ง” ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่รับผิดชอบต่อขนบธรรมเนียมประเพณี แถมยังออกแนวต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางสามัคคีธรรมของชาติ เป็นที่น่าหมั่นไส้ไปทั่ว
เพียงเพื่อมุ่งหวังให้ได้การสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่มากๆ ก็เท่านั้น
การหาเสียงเช่นนี้ รู้หรือเปล่าว่า ไป”กลบ”นโยบายพรรค ที่เขียนไว้อย่างสวยงามเสียทั้งหมด จึงไม่ได้รับความเชื่อถือ จากผู้ที่มีสติสัมปชัญญะตามเป็นปกติ หรือจากผู้ที่มองโลกแบบกลางๆ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเชื่อว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ในประเทศ
หากผู้นำพรรคอนาคตใหม่ มีความกล้าหาญรีบ”ปรับตัว”อย่างมีสาระเพียงพอ ใช้เหตุใช้ผล”ให้มากขึ้น”ในการทำงานการเมือง เลิกใช้วิธีปลุกระดม(ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น)เมื่อใด
เมื่อนั้น ผมก็จะเริ่มพิจารณาใหม่ว่า สมควรจะสนับสนุนหรือไม่ในวันข้างหน้า “เพราะเสียดาย” อันที่จริง พรรคนี้น่าจะเป็น”ความหวังใหม่”ของคนไทยทั้งชาติ ท่ามกลางพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ถูกชาวบ้านทอดทิ้ง เพราะล้าสมัยไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่องช้าอืดอาด ไม่ทันการณ์ แม้จะมีความสามารถ ที่จะปรับตัวแต่เนิ่นๆ แต่กลับไม่ทำ เพราะมัวแต่แตกแยกกันภายใน ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ผมเข้าใจว่า คงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เห็นด้วยกับผม แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีสิทธิ์ที่จะคิด มีสิทธ์ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตามหลักแห่งเสรีภาพอยู่แล้ว
ทีนี้มาว่ากันในกรณี”สรยุทธ สุทัศนะจินดา”นักเล่าข่าวที่ได้รับเกียรติถูกเรียกหา ด้วยความยกย่องว่า”สื่อมวลชนอาวุโส” ถูกตัดสินจำคุกหกปีกับอีก ๒๔ เดือน ฐานทุจริตกับสมัครพรรคพวกอีกสองคน(กับอีกหนึ่งธุรกิจ) แต่ต่างกรรมต่างวาระ
หรือถ้าจะว่ากันในรายละเอียดก็คือ พวกเขากระทำผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๐๒ ม.๖,๘,๑๑
กรณีนี้ ในแง่ของความเป็นคนกับ”สรยุทธ”นั้น ก็ได้แต่เห็นใจ ไม่สมควรจะไปซ้ำเติม ในความทุกข์ยาก(ของผู้อื่น)แต่อย่างไร แต่ถ้าจะไปยกย่อง ก็ยิ่งไม่สมควร เพราะเป็นตัวอย่างบุคคลที่ประพฤติตัวผิด ทั้งๆที่รู้ ไม่ว่าในแง่กฎหมาย หรือจริยธรรม แม้สำนวนประกอบคำพิพากษา จะพรรณาในเชิงยกย่องว่า เป็น”สื่อมวลชนอาวุโส”ก็ตามที
ผมคงไม่เขียนวิจารณ์ ในแง่กระทำผิดกฎหมายและจริยธรรมให้ลึกซึ้งไปมากกว่านี้ กรณี”สรยุทธ”อีก
แต่ใคร่เขียนในแง่ทั่วๆ ไปว่า กรณีพิพากษาลงโทษ”สรยุทธ”เป็นความผิดที่ชัดเจน เป็นครั้งแรก ในวงการสื่อสารมวลชน ซึ่งตามปกติค่อนข้างจะเป็นแวดวงลี้ลับ
ในเมื่อกรณีนี้ ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงตามกฎหมายต่อสาธารณะแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้ เพื่อเน้นให้เห็นตัวอย่างหรือแนวทางที่สื่อมวลชนรุ่นหลัง พึงสำเหนียกไว้ว่า อาจมีสื่อหลายรายสามารถเล็ดลอด หรือ”ผ่านพ้นตาข่ายฟ้า”ที่กรองไว้ แต่ก็ไม่ทุกคน วันเลวคืนเลว หากกระทำผิดพลาดทางกฎหมายหรือจริยธรรม ก็อาจถูกจับผิดได้ เช่นกัน
นั่นหมายความว่า ในวงการสื่อสารมวลชนนั้น ไม่เพียงในระดับองค์กรสื่อเท่านั้น (เช่น หนังสือพิม์ News of the World หาข่าวผิดจริยธรรมด้วยการ”ลักฟัง”อันนำไปสู่การยุบตัวเองขณะอายุ ได้ ๑๖๘ ปี เมื่อปี ๒๕๕๔) ที่อาจกระทำผิดกฎหมายหรือจริยธรรม แต่ในระดับบุคคล ผู้ทำหน้าที่ใน”สื่อสารมวลชน”ไม่ว่าจะในประเภทใด ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ หรือแม้แต่สื่อสังคมทั่วๆไป ก็สามารถกระทำผิดได้เช่นกัน
แต่การกระทำผิดกฎหมายในไทยนั้น ส่วนใหญ่หนังสือพิมพ์จะโดนข้อหา”หมิ่นประมาท”เพราะลงข้อเท็จจริงผิดพลาดและบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาจะต้องเป็นตัวแทนกองบรรณาธิการรับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ยังไม่เคยมีใคร ไม่ว่าจะบรรณาธิการหรือคนข่าว หรือนักเขียน ต้องถูกลงโทษจำคุกอย่างยาวนานเลย
มีคนเดียวที่ถูกลงโทษถึงตาย ไม่ใช่ด้วยกระบวนการทางศาลแต่ด้วยการทำวิสามัญฆาตกรรม โดยคำสั่งเผด็จการ คือนายอารีย์ ลีวีระ เจ้าของหนังสือพิมพ์”สยามนิกร”และ”พิมพ์ไทย”เมื่อปี ๒๔๙๖
แต่ที่น่าอับอายอย่างเงียบๆในวงการนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ในอดีตและปัจจุบันก็คือ การกระทำผิดจริยธรรม ด้วยการแอบแฝงเขียนเชียร์ ดารา นักการเมือง ซึ่งเคยทำให้”คอลัมนิสต์”บางคนร่ำรวยมาแล้ว แม้จะเป็นรู้ๆ กันว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่มีใครกล้า”แตะ”มีบางคนเสียชีวิตไปแล้วและบางคน ก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่พฤติกรรมอย่างนี้ จะไปเอาผิดกับใครเล่า เพราะไม่ได้กระทำผิดกฎหมายชนิดมีหลักฐานหรือมีใบเสร็จ แม้จะผิดจริยธรรมที่เรียกกันว่า”จรรยาบรรณ”
การฝักใฝ่ทางการเมือง ด้วยการเลือกข้างของธุรกิจสื่อ ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ได้รับ แม้ผิดจริยธรรม แต่ก็ช่วยทำให้สื่อมวลชนบางฉบับ สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ มาจนทุกวันนี้ ขณะที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ในสังกัด ต่างก็พากันเงียบกริบ กัมหน้าก้มตา หาเลี้ยงชีพไป ไม่กล้าปริปากบ่น แม้จะรู้ว่าเสื่อมเสียในเกียรติยศยิ่งนัก
ดังนั้น ยากนักที่สื่อสารมวลชน จะมีความเป็นกลาง ในการนำเสนอข้อเท็จจริง เพราะส่วนหนึ่ง ได้กลายเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อไปแล้ว ซึ่งก็คงจะเห็นแล้วว่า”สื่อไหน”เชียร์”ใคร”ในแวดวงการเมืองขณะนี้
ขอขอบคุณ “ปรากฏการณ์สรยุทธ”ที่บังเกิดผล เป็นที่ประจักษ์
ผมลงมือเขียนเรื่องนี้ ด้วยความเจ็บช้ำจริงๆ ครับ ฐานที่เคยสอนวิชา”จริยธรรมสื่อ”มาระยะหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตั้งแต่ค่าสอนชั่วโมงละ ๑๘๐ บาท
ก็ไม่เคยรู้เลยว่า”สรยุทธ”เคยเรียนกับผมหรือเปล่า เพราะนักศึกษามีมากเหลือเกินเวลานั้น
รู้เพียงแต่ว่า ในปัจจุบัน มีสื่อน้อยคนนัก ที่จะใส่ใจกับ”จรรณยาบรรณ” ซึ่งกลายเป็นคุณธรรม ที่ไม่มีใครได้ใส่ใจและจะไม่แปลกเลย หากจะมีสื่อกระทำผิดกฎหมาย หรือผิดจริยธรรม ให้ปรากฏซ้ำขึ้นมาอีกในอนาคต
จ๊าบ ไหมครับ จบแบบนี้







